"ปัญญาพลวัตร"
"ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต"
ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย มีน้อยครั้งที่กระบวนการนับคะแนนเลือกตั้งถูกตั้งคำถามอย่างเปิดเผยและเป็นระบบเช่นที่เกิดขึ้นในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2569 เหตุการณ์ที่จุดชนวนความสนใจจากสาธารณชนคือการนับคะแนนใหม่ในวันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ เขตเลือกตั้งที่ 2 จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งผลคะแนนที่ได้จากการนับใหม่แตกต่างจากผลการนับครั้งแรกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
การนับคะแนนใหม่ครั้งดังกล่าวมิใช่ผลของความบังเอิญ หากแต่เกิดขึ้นจากการร้องเรียนของประชาชนที่เข้าสังเกตการณ์ ซึ่งพบว่ากรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง (กปน.) ไม่ปฏิบัติตามระเบียบการแสดงบัตรเลือกตั้งขณะขานคะแนน อันเป็นการละเมิดหลักการพื้นฐานของกระบวนการเลือกตั้งที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ บทความชิ้นนี้มุ่งวิเคราะห์ปรากฏการณ์ดังกล่าว โดยพิจารณาทั้งในมิติของข้อเท็จจริงเชิงประจักษ์ มิติของโครงสร้างอำนาจ และมิติของวิกฤตความชอบธรรมทางการเมือง
ในวันเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 อาสาสมัครประชาชนที่ทำหน้าที่สังเกตการณ์ได้รายงานความผิดปกติเข้าสู่ระบบของ เว็บไซต์ Vote62.com ตั้งแต่ขณะที่การนับคะแนนยังดำเนินอยู่ รายงานเหล่านั้นชี้ว่ากรรมการนับคะแนนในหน่วยเลือกตั้งที่ 1 ตำบลบางตาเถร และหน่วยเลือกตั้งที่ 4 ตำบลบ้านช้าง ไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์เห็น จึงทำให้ไม่อาจตรวจสอบได้ว่าคะแนนที่ขานออกมาตรงกับเจตจำนงของผู้ลงคะแนนหรือไม่
เมื่อมีผู้ใช้สิทธิ์ยื่นคำร้องขอนับคะแนนใหม่ ผลที่ตามมาสร้างความตื่นตะลึงให้กับแวดวงการเมือง นั่นคือ ผู้สมัครจากพรรคประชาชนได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในขณะที่ผู้สมัครจากพรรคภูมิใจไทยมีคะแนนลดลงในสัดส่วนที่สอดคล้องกัน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัดสุพรรณบุรีจึงได้เปิดสำนวนสืบสวนและไต่สวนเพื่อดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
ความสำคัญของกรณีสุพรรณบุรีมิได้อยู่ที่จำนวนคะแนนที่เปลี่ยนแปลงในเขตเดียว หากอยู่ที่สิ่งที่กรณีนี้เปิดเผยให้เห็น นั่นคือ เมื่อมีการตรวจสอบจริง ผลที่ได้ย่อมต่างออกไป คำถามที่ตามมาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ในเขตเลือกตั้งอื่น ๆ ที่ไม่ได้มีการนับคะแนนใหม่ ความเป็นจริงจะแตกต่างจากผลที่ประกาศไปแล้วเพียงใด
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Vote62.com ซึ่งรวบรวมรายงานความผิดปกติระหว่างการนับคะแนนจากอาสาสมัครทั่วประเทศ เผยให้เห็นรูปแบบที่ซ้ำกันในหลายพื้นที่ หลังจากการตรวจสอบข้อมูล พบคำร้องเรียนอย่างน้อย 110 กรณี ซึ่งจำแนกได้เป็นสามประเภทหลัก ดังนี้
• การไม่แสดงบัตรเลือกตั้งให้ผู้สังเกตการณ์เห็นขณะขานคะแนน อย่างน้อย 40 กรณี ซึ่งเป็นการละเมิดสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของประชาชนในการตรวจสอบกระบวนการ
• การติดกระดาษนับคะแนนซ้อนกันหลายชั้น จนผู้สังเกตการณ์ไม่อาจตรวจสอบว่าเจ้าหน้าที่ขีดคะแนนตรงกับที่ขานหรือไม่ อย่างน้อย 34 กรณี
• การตั้งแผงกั้นในระยะที่ไกลเกินไปหรือมีแสงสว่างไม่เพียงพอ ทำให้ผู้สังเกตการณ์มองไม่เห็นบัตรเลือกตั้งและการขีดคะแนนบนกระดาน อย่างน้อย 36 กรณี
พฤติกรรมทั้งสามประเภทนี้มีลักษณะร่วมกันประการหนึ่ง คือการสร้างสภาวะที่ผู้สังเกตการณ์ “อยู่ที่นั่น” แต่ “มองไม่เห็นอะไร” ซึ่งต่างจากการขัดขวางโดยตรงซึ่งจะสร้างหลักฐานที่ชัดเจนกว่า พฤติกรรมเหล่านี้อาศัยช่องว่างทางกฎหมายและความคลุมเครือในการปฏิบัติเพื่อทำให้การตรวจสอบของสาธารณะกลายเป็นพิธีกรรมที่ไม่มีความหมาย
ยิ่งไปกว่านั้น คำร้องเรียนเหล่านี้มิได้กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียว หากกระจายออกไปทั่วประเทศ ครอบคลุมทั้งภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ในจังหวัดต่าง ๆ อาทิ สุพรรณบุรี กำแพงเพชร ขอนแก่น จันทบุรี ตรัง นครปฐม นครสวรรค์ นครศรีธรรมราช พระนครศรีอยุธยา สิงห์บุรี พัทลุง ร้อยเอ็ด ราชบุรี และอุบลราชธานี การกระจายตัวเช่นนี้บ่งชี้ว่าปรากฏการณ์นี้มีลักษณะเป็นรูปแบบ (pattern) มากกว่าจะเป็นเหตุบังเอิญที่โดดเดี่ยว
เพื่อให้การวิเคราะห์มีฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรม ควรพิจารณาคำให้การของผู้สังเกตการณ์ที่รายงานเหตุการณ์โดยตรง บันทึกต่อไปนี้คัดมาจากรายงานที่ส่งเข้าสู่ระบบ Vote62.com โดยเพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูล จึงไม่เปิดเผยหน่วยเลือกตั้งและข้อมูลส่วนตัวของผู้ร้องเรียน
“ตอนนับคะแนน มีเจ้าหน้าที่คนนึงเข้ามาสอบถามว่าคะแนนสส.ใครนำอยู่ ทางเจ้าหน้าที่ที่นับแจ้งว่า เบอร์ 7 ….นำ และเจ้าหน้าที่คนที่เข้ามาถามก็พูดว่า 'ไม่ได้สิ … จะนำไม่ได้ ไม่งั้นเราเดือดร้อนแน่' หลังจากนั้นการนับคะแนนก็ไม่มีการชูใบให้ประชาชนดูเลย”
คำให้การข้างต้นมีนัยสำคัญเป็นพิเศษ เพราะบ่งชี้ว่าการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการนับคะแนนเกิดขึ้นหลังจากที่เจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจแสดงความไม่พอใจกับทิศทางของคะแนน นี่คือหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่าการขัดขวางการสังเกตการณ์มิใช่ความบกพร่องโดยสุจริต หากอาจเป็นการกระทำที่มีเจตนา
“เจ้าหน้าหยิบบัตรมากางกองๆ รวมกันไว้ เป็นปึก ไม่หยิบทีละใบ มือถือปากกาอยู่ ส่งต่อให้คนขานว่าบัตรเสีย กาหลายเบอร์ โชว์ให้ดูแต่ไกลยังไงก็ไม่เห็น พับส่งให้คนเดิมเขียนว่าบัตรเสีย แล้วก็บัตรเสียต่อเนื่อง ด้วยเหตุผล กาหลายเบอร์”
“เจ้าหน้าที่นับบัตรในอาคาร ซึ่งกั้นล้อมรอบ ไม่ได้เป็นที่โล่ง และไม่อนุญาตให้ประชาชนเข้าไป ต้องดูตามช่องต่าง ๆ ทำให้ไม่เห็นบัตรเลือกตั้งได้ชัดเจน ไม่สามารถตรวจสอบได้ ว่าที่ออกเสียง กับในบัตรตรงกัน”
กรณีที่น่ากังวลเป็นพิเศษคือรายงานจากจังหวัดตรัง เขตเลือกตั้งที่ 1 อำเภอเมือง หน่วยเลือกตั้งที่ 6 ณ โรงเรียนควนปริง ซึ่งผู้สังเกตการณ์บันทึกว่า “ไม่อนุญาตให้เข้าไปดูการนับคะแนนข้างใน ซึ่งถ้าดูจากข้างนอกจะไม่เห็นอะไรเลย” นี่คือกรณีที่การสังเกตการณ์ถูกปฏิเสธอย่างเปิดเผย มิใช่เพียงถูกทำให้ยากขึ้นเท่านั้น
สิ่งที่รายงานเหล่านี้สะท้อนให้เห็นคือรูปแบบความรู้สึกร่วมของผู้สังเกตการณ์ที่แตกต่างกัน ณ สถานที่ต่างกัน แต่พบประสบการณ์คล้ายกัน นั่นคือ การถูกปฏิบัติราวกับว่าการปรากฏตัวของตนเป็นสิ่งที่น่ารำคาญมากกว่าสิทธิ์ที่ชอบด้วยกฎหมาย
จากมุมมองทางรัฐศาสตร์ กรณีที่เกิดขึ้นสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่แต่ละราย นั่นคือเรื่อง “ความชอบธรรม” ของระบอบการปกครอง ความชอบธรรมเป็นความเชื่อของประชาชนที่ว่าอำนาจที่ใช้ปกครองนั้นสมเหตุสมผลและถูกต้อง ในระบอบประชาธิปไตย ความชอบธรรมส่วนสำคัญมาจากกระบวนการเลือกตั้งที่เสรีและเป็นธรรม ซึ่งประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าเสียงของตนถูกนับอย่างถูกต้องหรือไม่
เมื่อกระบวนการนับคะแนนถูกห่อหุ้มด้วยความทึบและขัดขวางการสังเกตการณ์ รัฐธรรมนูญของการมีส่วนร่วมของพลเมืองก็ถูกละเมิด ซึ่งไม่ใช่เพียงในระดับเทคนิคเท่านั้น แต่ในระดับหลักการ กล่าวคือ การเลือกตั้งสูญเสียความหมายในฐานะกลไกสำหรับการโอนอำนาจอันชอบธรรมจากประชาชนสู่ผู้ปกครอง
ยิ่งไปกว่านั้น รูปแบบพฤติกรรมที่พบในการเลือกตั้งครั้งนี้ไม่อาจอธิบายได้ด้วยความไม่รู้ระเบียบหรือความบกพร่องส่วนตัวเท่านั้น การที่พฤติกรรมเดียวกันปรากฏซ้ำกันในหลายพื้นที่ทั่วประเทศบ่งชี้ถึง “โครงสร้างแรงจูงใจ” ที่ทำให้การขัดขวางการสังเกตการณ์มีผลตอบแทนและไม่มีต้นทุนสูง นอกจากนี้ยังชี้ให้เห็นว่ามีการยอมรับโดยปริยาย หรืออาจรวมถึงการสนับสนุนจากระดับที่สูงกว่า
การซื้อเสียงในระดับพื้นที่ ความผิดปกติในการนับคะแนน การรายงานผลที่คลุมเครือ และการใช้อำนาจรัฐเพื่อกำหนดทิศทางผลการเลือกตั้ง ล้วนเป็นองค์ประกอบของกระบวนการที่ดำเนินอยู่ทั้งในส่วนต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ เมื่อทุกส่วนของกระบวนการล้วนถูกตั้งคำถาม การเลือกตั้งย่อมเสี่ยงที่จะสูญเสียสภาพความเป็นกลไกสะท้อนเจตจำนงของประชาชน และกลายเป็นเพียงพิธีกรรมสำหรับการรับรองผลที่ถูกออกแบบไว้ล่วงหน้า
วิกฤตความชอบธรรม (legitimacy crisis) ที่เกิดจากกระบวนการเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามมีผลสะเทือนที่ลึกและยาวนานกว่าการเปลี่ยนแปลงตัวเลขในคูหา รัฐบาลที่ถือกำเนิดจากกระบวนการที่ถูกสงสัยเรื่องความบริสุทธิ์ย่อมประสบความยากลำบากในการใช้อำนาจด้วยความชอบธรรมทางศีลธรรม แม้ว่าความชอบธรรมตามกฎหมายอาจยังคงอยู่
ความชอบธรรมในระบอบประชาธิปไตยมีองค์ประกอบสำคัญสามประการที่ต้องดำรงอยู่พร้อมกัน ประการแรกคือ *ความชอบธรรมตามกฎหมาย ซึ่งหมายถึงการได้รับอำนาจผ่านกระบวนการที่กฎหมายกำหนด ประการที่สองคือ* ความชอบธรรมตามขั้นตอน (procedural legitimacy) ซึ่งหมายถึงกระบวนการที่ใช้ได้รับการยอมรับว่าเป็นธรรม และประการที่สามคือ* ความชอบธรรมตามผลลัพธ์ (output legitimacy) ซึ่งหมายถึงความเชื่อมั่นของประชาชนว่ารัฐบาลสามารถบริหารประเทศเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้
เมื่อความชอบธรรมตามขั้นตอนสั่นคลอนอย่างรุนแรง ความชอบธรรมตามกฎหมายเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอที่จะค้ำยันฐานอำนาจของรัฐบาลไว้ได้ในระยะยาว ทุกนโยบาย ทุกคำสั่ง ทุกการใช้อำนาจ จะถูกตั้งคำถามโดยฝ่ายค้านและประชาชนที่รู้สึกว่าเสียงของตนถูกบิดเบือน และเมื่อความไว้วางใจสาธารณะถูกกัดเซาะ การบริหารประเทศย่อมยากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นอกจากนี้ วิกฤตความชอบธรรมยังมีมิติในเชิงศีลธรรม สำหรับผู้ที่มีส่วนร่วมในกระบวนการบิดเบือน ไม่ว่าในฐานะผู้สั่งการ ผู้ปฏิบัติ ผู้สมรู้ร่วมคิด หรือผู้ที่เลือกนิ่งเฉย การกระทำดังกล่าวมิใช่เพียงการฝ่าฝืนกฎหมาย หากเป็นการทำลายรากฐานของระบอบการปกครองที่ตนอาศัยอยู่ และการโกงการเลือกตั้งไม่อาจอธิบายได้ว่าเป็นเพียงกลยุทธ์ทางการเมือง แต่คือการละเมิดสัญญาประชาคม ที่ผูกพันพลเมืองทุกคนไว้ด้วยกัน
แม้ว่าสถานการณ์จะน่ากังวล แต่วิกฤตย่อมเปิดโอกาสสำหรับการปฏิรูปด้วยเช่นกัน เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและป้องกันไม่ให้ปัญหาเดิมซ้ำรอยในการเลือกตั้งครั้งต่อ ๆ ไป มีข้อเสนอสำคัญดังนี้
ประการแรก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ควรดำเนินการสืบสวนอย่างเป็นระบบต่อทุกกรณีร้องเรียนที่มีหลักฐานน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะในเขตเลือกตั้งที่มีคำร้องหลายกรณีซ้อนกัน การสอบสวนต้องดำเนินการโดยเปิดเผยและมีกรอบเวลาที่ชัดเจน เพื่อไม่ให้กลายเป็นกระบวนการประวิงเวลา
ประการที่สอง ควรพิจารณาแก้ไขระเบียบการนับคะแนนเพื่อกำหนดให้มีระยะห่างสูงสุดที่ผู้สังเกตการณ์ต้องสามารถยืนได้ และกำหนดให้การแสดงบัตรให้ผู้สังเกตการณ์เห็นเป็นข้อบังคับที่มีบทลงโทษชัดเจน ไม่ใช่เพียงแนวปฏิบัติที่แนะนำ
ประการที่สาม ควรส่งเสริมการนับคะแนนแบบถ่ายทอดสดผ่านระบบดิจิทัลในทุกหน่วยเลือกตั้งที่เป็นไปได้ การบันทึกวิดีโอกระบวนการนับคะแนนที่ผ่านการรับรองจะทำให้การตรวจสอบภายหลังเป็นไปได้แม้ว่าจะไม่มีผู้สังเกตการณ์อยู่ในสถานที่
ประการที่สี่ การพัฒนาระบบรับร้องเรียนและการติดตามผลที่มีประสิทธิภาพ เช่น Vote62.com ควรได้รับการสนับสนุนและพัฒนาต่อยอด และที่สำคัญคือข้อมูลที่รวบรวมได้ต้องถูกนำไปใช้จริงในกระบวนการตรวจสอบ มิใช่เป็นเพียงบันทึกประวัติศาสตร์ที่ไม่มีผล
การเลือกตั้งที่ถูกตั้งคำถามเรื่องความบริสุทธิ์ไม่ใช่เรื่องใหม่ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย แต่ที่ทำให้การเลือกตั้งปี 2569 โดดเด่นในเชิงวิชาการคือการมีหลักฐานเชิงประจักษ์ที่เป็นระบบจากพลเมืองภาคประชาสังคม ซึ่งติดตาม บันทึก และรายงานความผิดปกติในเวลาจริง กว่า 110 กรณีที่รวบรวมได้ไม่ใช่เสียงบ่นของฝ่ายแพ้ แต่คือบันทึกสาธารณะที่มีรายละเอียดและสามารถตรวจสอบได้
ประชาธิปไตยต้องการมากกว่าการลงคะแนนและการประกาศผล มันต้องการกระบวนการที่ประชาชนสามารถเชื่อมั่นได้ว่าเสียงของตนถูกนับอย่างซื่อตรง ความเชื่อมั่นนั้นไม่อาจสร้างขึ้นได้ด้วยคำประกาศ หากต้องสร้างขึ้นด้วยความโปร่งใสในทุกขั้นตอน
ท้ายที่สุด ในระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่ได้มาจากกระบวนการที่ขาดความน่าเชื่อถือย่อมไม่อาจปกครองด้วยความมั่นคงและยั่งยืนได้ ไม่ว่าจะมีกองกำลังหรือเสียงข้างมากในสภาหนุนหลังอยู่เท่าใดก็ตาม เพราะในที่สุด ความชอบธรรมต้องพิสูจน์ตัวเองด้วยการกระทำ มิใช่ด้วยการอ้างสิทธิ์


