หลังจากอิสราเอลเปิดฉากถล่มเมื่อสายๆ วันเสาร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ (วันสุดท้ายของเดือนกุมภาพันธ์พอดี...และเป็นช่วงถือศีลอดของชาวมุสลิมทั่วทั้งตะวันออกกลาง ซึ่งเมื่อดวงอาทิตย์ฉายแสงในเช้าวันเสาร์นี้ ชาวมุสลิมจะเริ่มอดอาหาร แม้แต่จะกลืนน้ำลายก็ไม่กระทำ...ก็ถูกถล่มที่ใจกลางเตหะรานทันที)
ตามมาอย่างทันท่วงทีด้วยขีปนาวุธทรงพลังของสหรัฐฯ ภายใต้คำสั่งของจักรพรรดิทรัมป์ ที่ไม่แยแสต่อการแจ้งต่อกรรมาธิการสภาเพื่อขออนุมัติการทำสงครามกับอิหร่าน...หรือแม้แต่จะแจ้งภายใน 48 ชม.หลังการบุกโจมตี (ในกรณีที่จวนตัวมากที่ฝ่ายบริหารต้องรีบถล่มศัตรูก่อนมาขออนุมัติจากสภา)
เช้าวันเสาร์นั้น ผู้นำสูงสุดของอิหร่านก็เพิ่งเดินทางมาประชุมกับเหล่า ผบ.ของกองทัพและผบ.หน่วยพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ในที่ประชุมที่พักของท่าน น่าจะเต็มไปด้วยความหวังว่า ในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมจะเริ่มมีประชุมเจรจาที่เวียนนา โดยจะมีรมต.ต่างประเทศของโอมานเป็นตัวกลางประสานเช่นเคย ซึ่งในการประชุมในวันจันทร์ที่ 2 มีนาคมนี้ จะมีรมต.ต่างประเทศของสหรัฐฯ นายมาร์โค รูบิโอ เข้าร่วมประชุมด้วย...เพราะก่อนหน้านั้น ในการประชุมที่เจนีวา มีแต่ทูตพิเศษของโดนัลด์ ทรัมป์ คือ นายสตีฟ วิสคอฟ และลูกเขยนายทรัมป์ (จาเร็ด คุชเนอร์) เป็นผู้ประชุมร่วมกับฝ่ายอิหร่าน...โดยวิสคอฟออกมาแถลงว่า การประชุมที่เจนีวาเป็นไปอย่างดีมาก และรมต.ต่างประเทศโอมานก็สรุปว่าการเจรจาใกล้สำเร็จแล้ว เพราะฝ่ายอิหร่านยินดีไม่พัฒนายูเรเนียมตามที่สหรัฐฯ ต้องการ และฝ่ายอิหร่านเองถึงขนาดเสนอให้ทางสหรัฐฯ สามารถเข้ามาลงทุน (รับสัมปทาน) น้ำมันจากอิหร่านด้วยซ้ำ!!...ดูทุกอย่างเป็นไปด้วยดีจริงๆ
เรื่องพัฒนากากนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าปรมาณูและที่ใช้ในกิจการโรงพยาบาลหรืออุตสาหกรรมอาหารนั้น เดิมจากข้อตกลง JCPOA เมื่อปี 2015 (ครบรอบ 10 ปีพอดีในขณะนี้) ที่ปธน.โอบามาได้ทำสำเร็จจนเป็นผลงานชิ้นโบแดงของเขา ที่สามารถทำให้อิหร่านไม่พัฒนากากยูเรเนียมจนกลายเป็นอาวุธปรมาณูนั้น ได้รับความยินดีชื่นชมจากยูเอ็น (UNSC) รวมทั้งเยอรมนีด้วย (คือประเทศ 5+1)
พอทรัมป์เข้ามาทำเนียบขาวในสมัยแรก ก็ได้ฉีกทิ้งข้อตกลงต่างๆ ที่โอบามาทำไว้ (เช่น ข้อตกลงโลกร้อนของยูเอ็น, TPP) โดยเฉพาะคือ JCPOA…โดยทรัมป์ต้องการปลดอาวุธอิหร่าน (ตามการชี้นิ้วของเนทันยาฮู) ด้วยการห้ามไม่ให้อิหร่านพัฒนาขีปนาวุธข้ามทวีป (ICBM) เพิ่มเติมจากห้ามพัฒนากากนิวเคลียร์เป็นขีปนาวุธปรมาณูด้วย
ทรัมป์ 2.0 นี้ได้กดดันอิหร่านให้ยอมสหรัฐฯ ทุกๆ อย่าง โดยการ Blockade การค้ากับอิหร่านอย่างสาหัสยิ่งขึ้น (ช่วงทรัมป์ 1.0 ก็ได้มี Secondary Sanction-ถ้าใครไปซื้อขายกับอิหร่าน ก็จะถูกลงโทษ)...จนถึงขนาดโจมตีค่าเงินของอิหร่าน และปิดช่องทางต่างๆ ที่อิหร่านจะแลกดอลลาร์มาใช้ในการซื้อสินค้าจำเป็น...ซึ่งรมต.คลังสหรัฐฯ นายScott Bessent ก็ออกมายอมรับเองว่า เขาเป็นผู้กดดันให้ค่าเงินอิหร่านอ่อนยวบจนเกิดภาวะปั่นป่วนที่ไม่สามารถจ่ายหนี้ในสินค้าและวัตถุดิบที่สั่งซื้อข้าวของจำเป็นจากต่างประเทศ...ก็เช่นเดียวกับสูตรที่สหรัฐฯ และอังกฤษใช้กดดันทางเศรษฐกิจต่อเวเนซุเอลา และรัสเซีย (รวมถึงคิวบาขณะนี้) ที่ต้องการให้เศรษฐกิจของรัสเซียและเวเนซุเอลาพังครืนลงมา เพราะไม่มีสินค้าในตลาดซื้อขายอีกต่อไป โดยรัสเซียถูกกดดันจนรูเบิลร่วงลงไป 1/3 หลังจากรัสเซียบุกยูเครน แต่รัสเซียก็ฝ่าวงล้อมโดยขายน้ำมัน, แก๊สธรรมชาติแก่จีนและรัสเซียด้วยดีลพิเศษ รวมถึงการขายอาวุธ, ข้าวสาลี, ปุ๋ยแก่ประเทศต่างๆ โดยเดินสายทันที จนรูเบิลดีดกลับมาเป็นปกติได้
เศรษฐกิจอิหร่านถูกกดดันหนักมากเมื่อปลายปีที่แล้ว และมีการกระตุ้นและยุยงแทรกซึมโดยมอสสาดและซีไอเอ เพื่อชุมนุมรุนแรงทั่วประเทศอิหร่าน...มีการจุดไฟเผาอาคารต่างๆ และมีการยิงเผาขนแก่ผู้ชุมนุมที่ออกมาชุมนุมสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลอิหร่าน...โดยทรัมป์ก็ได้ออกมายุยงให้ประชาชนคว่ำรัฐบาลและระบอบปฏิวัติอิสลามของอิหร่าน
ขณะเดียวกัน ทรัมป์ก็จัดให้มีการเจรจาเพื่อกดดันรัฐบาลอิหร่านให้ปลดอาวุธ รวมทั้งเรียกร้องให้หยุดส่งอาวุธให้พันธมิตรในตะวันออกกลางเช่น เฮซบอลเลาะห์, ฮูตี เป็นต้น
การเจรจาเพื่อปลดอาวุธอิหร่านนี้ เกิดขึ้นจริงจังในช่วงเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว ซึ่งก็ใกล้บรรลุข้อตกลงเต็มที่และทางสหรัฐฯ ก็เกรงว่า ใกล้ตกลงกันได้แล้ว...เหลืออีกเพียงสองวันก็จะถึงขั้นลงนามข้อตกลงกันได้
ทันใดก่อนถึงวันเจรจาสุดท้ายในเดือนมิถุนายนปีที่แล้ว โดยไม่คาดฝันอิสราเอลก็ได้โจมตีศูนย์ทดลองพัฒนากากนิวเคลียร์ของอิหร่านถึง 3 แห่ง โดยมีเครื่องบินรบไร้เสียง Stealth ของสหรัฐฯ บินตรงมาจากสหรัฐฯ ได้ร่วมโจมตีอิหร่านอย่างอึกทึกครึกโครม...ทำเอาทั้งโลกงงงวยว่า ทำไมมีการโจมตีศูนย์พัฒนานิวเคลียร์ของอิหร่าน ในขณะที่การเจรจาใกล้สำเร็จแล้ว...หรือว่าทั้งผู้นำอิสราเอลและสหรัฐฯ ไม่ต้องการให้เกิดข้อตกลงอันนี้
เกิดเป็นสงคราม 12 วัน...ที่อิหร่านตกตะลึงและไม่คาดคิดว่าจะถูกสหรัฐฯ หลอก และกว่าจะตั้งตัวทันก็กินเวลาไปประมาณ 12 ชม. จึงได้ยิงตอบโต้ด้วยขีปนาวุธและโดรนไปยังศูนย์บัญชาการขีปนาวุธ และท่าเรือไฮฟาของอิสราเอล รวมทั้งค่ายทหารใหญ่สหรัฐฯ ที่ยูเออีด้วย
เหตุการณ์โจมตีระหว่างอิสราเอลร่วมกับสหรัฐฯ ถล่มที่ประชุมแม่ทัพนายกองและผู้นำจิตวิญญาณของอิหร่านครั้งนี้คือ ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยกับช่วงที่อิหร่านถูกโจมตีในสงคราม 12 วัน โดยอิหร่านถูกหลอกว่าการเจรจากำลังจะจบลงด้วยดีในอีกสองวันข้างหน้า แล้วสหรัฐฯ และอิสราเอลก็โจมตีถล่มจนอิหร่านเกือบตั้งตัวไม่ทัน
แต่ครั้งนี้ แม้ผู้นำจิตวิญญาณของอิหร่านและแม่ทัพสำคัญๆ (ของ IRGC และกองทัพ) ได้มาประชุมอย่างพร้อมเพรียง ก่อนจะถูกยิงถล่มลอบสังหาร แบบที่ทางการรัสเซียใช้คำว่า “Political Assassination” คือ ทรัมป์ได้ทำมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่ากับผบ.สุไลมานีแห่งกองกำลังผสมอิหร่านและอิรัก ต่อมาก็กับผู้นำสูงสุดของเฮซบอลเลาะห์ที่เลบานอน (ผู้นำแถว 2 แถว 3 ก็ถูกลอบสังหารถล่มด้วยขีปนาวุธ) รวมทั้งผู้นำฝ่ายการเมืองของฮามาส (ฮานิเยห์) ที่ถูกลอบสังหารที่เตหะรานเมื่อไม่นานมานี้เอง
หลังสหรัฐฯ-อิสราเอลถล่มอิหร่านถึงกว่าหนึ่งพันจุด ทางอิหร่านได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีกองบัญชาการและหน่วยทหารของสหรัฐฯ รวม 27 แห่งในตะวันออกกลาง โดยสามารถยิงตอบโต้ภายใน 2 ชม.หลังอิหร่านถูกโจมตี (และขณะที่เหล่าผบ.สูงสุดเพิ่งถูกลอบสังหารโจมตีไปเพียงครู่เดียว!!)…ปธน.ทรัมป์รีบออกมาให้สัมภาษณ์ว่า กองกำลังสหรัฐฯ และอิสราเอลกำลังได้ชัยชนะและกดดันจนฝ่ายอิหร่านต้องการเจรจากับตัวเขา
ฝ่ายเลขาธิการของสภาความมั่นคง นายจับบารีได้ประกาศปิดช่องแคบฮอร์มุซ (หลังจากยังไม่ได้สั่งปิดเด็ดขาดมา 1 วันหลังถูกโจมตี) และประกาศกร้าวว่า “ไม่เจรจา”...เพราะอิหร่านถูกหลอกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ด้วยความตั้งใจที่ดีก็เลยถูกทรัมป์หักหลังให้หลงดีใจว่า การเจรจากำลังจะสำเร็จ...โดยนายเนทันยาฮูเป็นผู้กำหนดให้สหรัฐฯ ออกมาถล่มตามหลังอิสราเอล ซึ่งกำลังเป็นที่วิเคราะห์กันทั่วโลกว่า นายทรัมป์ก็แค่สมุนของนายเนทันยาฮูที่ยอมให้อิสราเอลต้องมาก่อน เพราะเงินสนับสนุนการเมืองจากฝ่ายอิสราเอลล็อบบี้ยิสต์นั้น ทรงพลังอย่างยิ่ง


