xs
xsm
sm
md
lg

อเมริกา...จาก“ประมุขโลก”ถึง“แม่ค้าส้มตำ”!!!

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทับทิม พญาไท


โดนัลด์ ทรัมป์
ปิดท้ายสัปดาห์นี้...คงต้องขออนุญาตไปหยิบเอา “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” หรือมาตรการทางภาษีศุลกากรของ “ทรัมป์บ้า” ผู้นำอเมริกา ที่เอาไว้ใช้ข่มขู่-คุกคามใครต่อใครไปทั่วทั้งโลก ให้ต้องหันมา “Kiss Ass” ตัวกูเองให้จงได้!!! มาลองสำรวจตรวจสอบ ใคร่ครวญ พิจารณา คลำซ้ายคลำขวาว่าเอาไป-เอามา ไปๆ-มาๆ แล้ว...มันจะออกไปทาง “สากหิน” หรือ “สากอ่างศิลา” หรือว่าจะเป็นแค่ “สากไม้” หรือสากที่พวกพ่อค้า-แม่ค้าเขาเอาไว้ทิ่ม “ตำบักหุ่ง” เอาไว้โขลกเส้นมะละกออ่อนๆ เพื่อให้กลายเป็นส้มตำไทย ส้มตำปลาร้าไปตามมี-ตามเกิด???... 

เพราะหลังจากศาลสูงสหรัฐฯ ท่านได้ลงมติตัดสินกันในระดับ 6 ต่อ 3 เมื่อช่วงวันศุกร์ที่แล้ว (20 ก.พ.) ว่าการคิดจะนำเอาอำนาจทางกฎหมายมาใช้ในยามฉุกเฉินเพื่อเล่นงานใครต่อใครในทางเศรษฐกิจ หรือที่เรียกๆ กันว่า “The International Emergency Economic Powers Act” (IEEPA) ของประเทศอเมริกานั้น ประธานาธิบดีอเมริกันอย่าง “ทรัมป์บ้า” ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำมาใช้ไล่ทุบ ไล่บี้ ประเทศไหนต่อประเทศไหนได้ “ตามอำเภอใจ” ไม่ว่าเพื่อหวังจะให้ “America Great Again” หรือ “Dead Again” ก็แล้วแต่ด้วยเหตุนี้...สิ่งที่ถูกนำมาใช้เป็นอาวุธ หรือเป็นเสมือน “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” ของผู้นำอเมริกาที่งัดออกมาไล่ทิ่ม ไล่ตีบรรดาประเทศต่างๆ ที่ทำมาค้าขายกับอเมริกา ด้วยการเก็บภาษีโน่นๆ นี่ๆ ชนิดใครต่อใครต้องคลานมาศิโรราบ มาจูบก้น “ทรัมป์บ้า”กันคนละฟอด-สองฟอด นอกเหนือไปจากอาวุธอันทรงพลังอื่นๆ ไม่ว่า “เงินยูเอสดอลลาร์” หรือเครื่องจักรสังหารอย่าง “กองทัพอเมริกัน” ที่นับวันต่างก็แทบไม่ผิดไปจาก “สากไม้” ที่เอาไว้ทิ่มตำบักหุ่งไปด้วยกันทั้งสิ้น ทั้งปวง เอาเลยก็ว่าได้... 

คือนอกจากจะทำให้ผู้ที่เต็มไปด้วย “ลูกบ้า” อย่าง“ทรัมป์บ้า” โกรธหัวฟัด หัวเหวี่ยง หันมาด่า มาประณามบรรดาผู้พิพากษาศาลสูงอย่างเสียๆ หายๆ ยังต้องพยายามดิ้นรนหันไปคว้ากฎหมายฉบับอื่นๆ ไม่ว่า“Trade Act of 1974” หรือ “Trade Expansion Act of 1962” มาใช้รองรับอำนาจของตัวเอง เพื่อให้ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นไปในแบบ “กู...คือความถูกต้อง” หรือ “Might make Right” อย่างที่ผู้นำรัสเซียเขาได้ให้คำนิยามถึงพฤติกรรมของอเมริกาในช่วงหลังๆ นั่นเอง แต่ก็นั่นแหละ...การแฉลบออกข้าง หรือการไปคว้าเอากฎหมายอื่นๆ มาใช้กันแทนที่ ดูๆ ยิ่งกลับจะทำให้อะไรต่อมิอะไรที่ “เละ” อยู่แล้ว ยิ่งมีแต่จะ “เละ-กับ-เละ” ยิ่งขึ้นไปใหญ่!!! หรือถึงแม้จะสามารถ “บังคับ” ให้ใครต่อใครต้องเสียภาษีศุลกากรให้อเมริการวดเดียว 15 เปอร์เซ็นต์ไปด้วยกันทั้งหมด แต่ยังต้องอาศัยรายละเอียดและยังเต็มไปด้วยความซับซ้อนสอดแทรกอยู่ในกฎหมายแต่ละฉบับอีกเยอะแยะ เช่น อาจใช้มาตรการดังกล่าวได้เพียงแค่ 150 วันต่อจากนั้น...ก็ยังไม่รู้หมู่ รู้จ่า หรือรู้ว่าใครเป็นสารวัตรกันแน่ หรือต้องไปหาข้อมูล ข้อสรุป ให้กับการเรียกเก็บภาษีในแต่ละชนิด แบบต้องใช้เวลากันเป็นปีๆเอาเลยถึงขั้นนั้น... 

อะไรต่อมิอะไรเหล่านี้นี่เอง...ที่มันเลยทำให้ “สากกะเบือไม้” ของ “ทรัมป์บ้า” สร้างความปวดเศียรเวียนเกล้า หรือ “ความไม่แน่นอน” ให้กับการค้าๆ-ขายๆ ใน “ตลาด” ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่างอเมริกา หรือทำให้โลกทั้งโลกพลอยต้องปั่นป่วนรวนเร เอาแน่-เอานอนอะไรแทบไม่ได้ เรียกว่า...กระทั่งคู่ค้ารายสำคัญของอเมริกาอย่างอียู-อีย้วย หรือสหภาพยุโรปที่เคยตกลงกับ “ทรัมป์บ้า” แบบยื่นหมู-ยื่นแมว หลังจากเจอกับการข่มขู่คุกคามด้วย “ภาษีศุลกากรเพื่อการตอบโต้” (Reciprocal Tariffs)ของอเมริกา จนเกิด “จุดลงตัว” แบบมึงมั่ง-กูมั่งกันไปบ้างแล้ว หรือจนเตรียมที่จะลงมติให้สัตยาบันต่อข้อตกลงดังกล่าวในสภายุโรป เมื่อวันอังคารที่ 24 ก.พ.ที่ผ่านมา แต่สุดท้าย...ก็ต้องตัดสินใจ “เลื่อน” การลงมติ หันมาเรียกร้องขอ “ความแน่นอน” จากผู้นำอเมริกากันแทนที่... 

ส่วนประเทศที่เคยเป็นสุนัขพูเดิล หรือสุนัขอะไรก็แล้วแต่ อย่างอังกฤษและออสเตรเลียที่เคยถูกเรียกเก็บภาษีแค่ 10 เปอร์เซ็นต์กลับต้องถูกเก็บเพิ่มเป็น 15 เปอร์เซ็นต์เอาดื้อๆ รัฐมนตรีการค้าเกาหลีใต้ต้องเรียกประชุมฉุกเฉินเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา เพราะยังไม่รู้ว่าภาษีเหล็ก ภาษีรถยนต์ จะถูกเรียกเก็บกันในแบบไหน? อย่างไร? ขณะที่คุณปู่อินตะระเดียซึ่งกำลังใกล้จะหาจุดลงตัวในเรื่องภาษีกับอเมริกา หลังจากถูกขู่ ถูกคุกคาม ว่าจะเรียกเก็บภาษี 25 เปอร์เซ็นต์ ถ้ายังคิดจะซื้อน้ำมันจากรัสเซีย ก็เลยต้อง “เลื่อนการเจรจา” เรื่องภาษีออกไปอย่างไม่มีกำหนด มาเลเซีย กัมพูชา อาจต้องเสียภาษี 19 เปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ 15 เปอร์เซ็นต์เท่ากันไปทั้งหมดเวียดนาม จีน แทนที่จะต้องเจอกับภาษีสุดโหด อาจเสียภาษีแค่ 15 เปอร์เซ็นต์ หรือไม่? ประการใด? ก็ยังไม่แน่ ฯลฯ ฯลฯ ฯลฯ... 

เรียกว่า...ก่อให้เกิดความ “บวดหัว” ชนิดยา “บวดหาย” ก็แทบช่วยอะไรไม่ได้ หนักเสียยิ่งกว่าเรื่อง“Barcode” เรื่อง “QR Code” หรือเรื่อง “Laser LD”ของบ้านเราไม่รู้จะกี่เท่าต่อกี่เท่า คือไม่ใช่แค่เลือกตั้งใหม่-ไม่เลือกตั้งใหม่ ยุบพรรค-ไม่ยุบพรรค ที่ยังเถียงกันไม่จบภายในประเทศของตัวเองเท่านั้น แต่นี่...มันเล่นเอา“ป่วน” กันไปทั้งโลก!!! ด้วยเหตุเพราะ “ความไม่แน่นอน” อันเนื่องมาจาก “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” ของ“ทรัมป์บ้า” นั่นแล หรือด้วยเหตุเพราะ “มาตรการทางภาษี” มันถูกนำมาใช้เป็น “อาวุธ” ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในทางการเมือง ไม่ได้เป็นไปดังที่ “นายGao Lingyun” นักวิจัยแห่ง “The Chinese Academy of Social Sciences” เขาได้ย้ำเอาไว้ประมาณว่า “นโยบายทางภาษีนั้น...ควรที่จะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานแห่งความแน่นอน เที่ยงธรรม ไม่ใช่พลิกผันไปตามทิศทางการเมือง” แต่ในเมื่อผู้นำอเมริกาอย่าง “ทรัมป์บ้า” ดันนำเอามาใช้ไล่ทุบ ไล่บี้ใครต่อใคร “ตามอำเภอใจ” ของตัวเองซะดื้อๆ มันก็เลยก่อให้เกิดฉากสถานการณ์อย่างที่“Li Haidong” ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยกิจการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจีน เขาสรุปเอาไว้นั่นแหละว่า “ทุกวันนี้เศรษฐกิจโลกได้ทำให้ห่วงโซ่อุปทานและระบบอุตสาหกรรมต่างๆ เกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้งข้ามพรมแดน ข้ามประเทศ และนั่นมีความหมายว่า...ความพยายามของอเมริกาที่จะบรรลุความเห็นแก่ตัวของตัวเอง ด้วยการกำหนดอัตราภาษีฝ่ายเดียว ไม่เพียงแต่กลายเป็นสิ่งที่ย้อนมาสร้างความเสียหายให้กับตัวเองแต่ยังทำให้การค้าโลกพลอยต้องปั่นป่วนตามไปด้วย!!!” 

พูดง่ายๆ ว่า...ไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายระหว่างประเทศ ขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศ ยังขัดกับกฎหมายภายในประเทศตัวเอง สร้างความเสียหายให้ประเทศอเมริกาเอง ชนิดยังแทบไม่รู้ว่าบรรดาพ่อค้าชาวอเมริกันชนจะเรียกค่าเสียหายหรือเรียกค่าภาษีที่เสียไปแล้วกลับคืนจากรัฐบาล “ทรัมป์บ้า” อีกสักกี่หมื่น กี่แสนล้านดอลลาร์ หรือถ้าว่ากันตามที่ “Felicity Dean”ศาสตราจารย์ด้านกฎหมายการค้าและภาษีมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ เขาได้ประเมินเอาไว้ อาจปาเข้าไปไม่น้อยกว่า 175,000 ล้านดอลลาร์เอาเลยถึงขั้นนั้น แถมคณะบริหารรัฐบาลอเมริกันชุดนี้ อาจต้องเดินขึ้นโรง-ขึ้นศาลอีกไม่ต่ำกว่า 5 ปีเป็นอย่างน้อย... 

ว่าไปแล้ว...ความพยายามนำเอามาตรการทางภาษีมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง หรือมาใช้เป็น “อาวุธ”ของ “ทรัมป์บ้า” ได้ก่อให้เกิดความพิสดาร วิปริต วิตถารมาตั้งแต่เริ่มแรกเดิมทีเอาเลยก็ว่าได้ ดังที่ “Jacob Fischler” และ “Ashley Murray” เขาได้ตั้งข้อสังเกตไว้ในข้อเขียน บทความ เรื่อง “US Supreme Court rules against Trump’s tariffs in 6-3 opinion” ที่สำนักข่าว “ผู้จัดการ” ของหมู่เฮานำมาถ่ายทอดไว้เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมา นั่นคือเพื่อให้ “America Great Again” หรือเพื่อให้ตัวกูเองยิ่งใหญ่ เกรียงไกรหรือไม่? เพียงใด? ก็แล้วแต่ กระทั่งประเทศที่มีเนื้อที่แค่ 11,000 ตารางไมล์ไม่มีทางออกทะเลอย่างประเทศเลโซโท ยังโดนโขกภาษีถึง 50 เปอร์เซ็นต์ หมู่เกาะเล็กๆ แถวๆด้านใต้มหาสมุทรอินเดีย ห่างฝั่งออสเตรเลีย 4,000 กิโลเมตร ห่างทวีปแอนตาร์กติกา1,500 กิโลเมตรอย่าง “Herd and McDonald Island” ที่ประชากรในหมู่เกาะมีแต่นกเพนกวินและแมวน้ำล้วนๆ ยังโดนโขกภาษี 10 เปอร์เซ็นต์แบบไม่คิดจะยกเว้นแม้แต่หมู-หมา-กา-ไก่ เอาเลยถึงขั้นนั้น... 

ความวิปริต วิตถาร หรือ “ความบ้า” ลักษณะเช่นนี้...มันเลยนำมาซึ่งอาการเละเป็นขี้เละเป็นโจ๊กในเวลาต่อมาอย่างมิอาจปฏิเสธได้ หรือทำให้ “สากกะเบือด้ามสุดท้าย” ของ “ทรัมป์บ้า” จึงกลายสภาพเป็นสากกะเบือที่เอาไว้ตำส้มตำเป็นสากกะเบือไม้ ไม่ใช่สากกะเบือหิน หรือไม่ได้น่าหวาดกลัว น่าเกรงขามใดๆ เอาเลยแม้แต่น้อย ไม่ต่างไปจาก “เงินยูเอสดอลลาร์” ที่นับวันจะ“เสื่อมค่า” ลงไปเรื่อยๆ จากที่เคยถูกใช้เป็นทุนสำรองทั่วโลกถึง 70 เปอร์เซ็นต์ ทุกวันนี้เหลือแค่ 50 เปอร์เซ็นต์ หรือต่ำยิ่งไปกว่านั้นก็อาจเป็นได้ เช่นเดียว “กองทัพอเมริกัน” ที่แม้จะยกพหลพลโยธาทั้งเรือบรรทุกเครื่องบิน เรือพิฆาต เรือดำน้ำ เครื่องบินรบไม่รู้กี่ฝูงต่อกี่ฝูง ฯลฯ ไปจ่ออยู่หน้าปากประตูบ้านประเทศอิหร่านเขา แต่หลังจากเงื้อไป-เงื้อมาจนน่าจะเมื่อยล้า เมื่อยแขน ยิ่งเข้าไปทุกทีโอกาสที่จะเปรี้ยงๆ ดังเสียงฟ้าฟาด โครมๆ พินาศพังสลอน สร้างความล่มสลายให้กับประเทศศัตรู-คู่กัดของตัวเองและพันธมิตรอันศักดิ์สิทธิ์อย่างอิสราเอล ก็ดูจะยิ่งลดน้อยถอยลงยิ่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อ “มหาอำนาจคู่แข่ง” อย่างจีนและรัสเซีย พร้อมที่จะออกมา “โชว์พาว”ให้เห็นกันจะจะ แนวโน้มที่จ้าวโลก ประมุขโลกอย่างคุณพ่ออเมริกา อาจต้องกลายสภาพเป็นเพียงแค่ “แม่ค้าส้มตำ” ธรรมดาๆ จึงมีความเป็นไปได้สูงเอามากๆ...