ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - ถอดบทเรียนการสูญเสียบุคลากรทางการแพทย์เสทือนแวดวงสาธารณสุขไทย กรณีการจากไปของ “ยุภารักษ์ สุขวรรณดี” หรือ “น้องอีฟ” พยาบาลวิชาชีพ วัยเพียง 30 ปี โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่เวรดึก โดยพบสาเหตุพยาบาลสาวกะทันหันจากภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน ร่วมกับภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะรุนแรง
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนับเป็นบทเรียนสำคัญโดยเฉพาะการคุ้มครองผู้ปฏิบัติงานทางการแพทย์ ซึ่งที่ผ่านมา มีการผลักดัน (ร่าง) พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุข พ.ศ... ซึ่งเป็นกฎหมายฉบับแรกที่ไว้คุ้มครองบุคลากรสาธารณสุข กำหนดชั่วโมงการทำงาน และสัดส่วนบุคลากรให้เหมาะสมกับจำนวนผู้ป่วยแต่ละโรงพยาบาล และจ่ายค่าตอบแทนอย่างเป็นธรรม ภายใต้การขับเคลื่อนของ นพ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย สมาชิกวุฒิสภา และรองประธานกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา
ตามข้อมูลจาก นางพรรณี แสงอินทร์ รักษาการรองผู้อำนวยการฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาล ร้อยเอ็ด เปิดเผยว่าผู้เสียชีวิตปฏิบัติงานในกะดึก ตั้งแต่เวลา 24.00 และออกเวรเวลา 08.00 น. ซึ่งการจัดเวรเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของสภาการพยาบาล ไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และขึ้นเวรบ่ายดึก ติดต่อกันไม่เกิน 3 วัน นอกจากนี้ ยังพบว่าประวัติการตรวจสุขภาพของบุคลากรปกติดี
ขณะที่ * อุไรพรณ์ ทิดจันทึก พยาบาลวิชาชีพชำนาญการพิเศษ โรงพยาบาลร้อยเอ็ด ในฐานะกรรมการสภาการพยาบาล เผยลักษณะงานพยาบาลต้องอยู่ดูแลผู้ป่วยในหอผู้ป่วยตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยสามัญ พยาบาล 1 คน ต้องดูแลผู้ป่วยเฉลี่ยถึง 8 คน ขณะที่ผู้ป่วยวิกฤตอาจต้องดูแลในอัตรา 1 ต่อ 2 หรือ 1 ต่อ 3 คน ส่งผลให้พยาบาลต้องเดินดูแลผู้ป่วยตลอดทั้งคืน แทบไม่มีโอกาสพักผ่อน
โดยยืนยันว่าการจัดเวรของโรงพยาบาลยึดตามมาตรฐานของสภาการพยาบาลและกองการพยาบาลอย่างเคร่งครัด โดยกำหนดให้ทำงานไม่เกิน 60 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ และมีข้อห้ามในการต่อเวรลากยาว เช่น เวรบ่ายห้ามต่อดึก และเวรดึกห้ามต่อเช้า ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญไม่ได้อยู่ที่การจัดเวรพยาบาล แต่อยู่ที่ภาระงานและกำลังคนไม่เพียงพอ ทำให้พยาบาลจำนวนมากเผชิญความกดดันต้องทำงานภายใต้ความเหนื่อยล้าอ่อนเพลียอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเสียชีวิตขณะปฏิบัติหน้าที่ของพยาบาลสาวเป็นภาพสะท้อนของปัญหาเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะประเด็นเรื่องการขาดแคลนทั้งแพทย์และพยาบาลในโรงพยาบาลรัฐทั่วประเทศ
กล่าวสำหรับโรงพยาบาลร้อยเอ็ดมีพยาบาลรวมกว่า 1,176 คน จำแนกเป็นการจ้างพยาบาลรายวัน 350 คน รับหน้าที่ดูแลผู้ป่วยจำนวนมาก โดย “พว.ยุภารักษ์ สุขวรรณดี” หรือ “น้องอีฟ” พยาบาลผู้เสียชีวิตอยู่ในกลุ่ม “พยาบาลจ้างเหมารายวัน” ปฏิบัติงานกับโรงพยาบาลมาแล้วราว 6 เดือน
ทั้งนี้ ค่าตอบแทนของพยาบาลจ้างเหมารายวัน เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน แต่มีการทำงานล่วงเวลา (OT) จะมีรายได้เพิ่มอีกราว 15,000 บาท ทำให้รายได้รวมอยู่ที่ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน ซึ่งอัตราค่าตอบแทนใกล้เคียงกับพยาบาลรายเดือนหรือพนักงานกระทรวง ดังนั้น หากไม่มีเงินล่วงเวลาผู้ปฏิบัติงานพยาบาลจ้างเหมารายวันจะไม่สามารถอยู่ได้ในระบบ
การจ้างพยาบาลรายวันเกิดจากข้อจำกัดของกรอบอัตรากำลังของสถานพยาบาลรัฐ โดยพยาบาลกลุ่มนี้ไม่มีเลขตำแหน่ง ไม่มีสถานะในระบบราชการ และต้องใช้เวลานานในการเสนอขอปรับเป็นพนักงานกระทรวงหรือพนักงานราชการ เนื่องจากเงื่อนไขนโยบายส่วนกลางไม่เปิดกรอบเพิ่ม
แต่ในอีกมุมหนึ่ง แรงจูงใจเรื่องค่าตอบแทนพยาบาลจ้างเหมารายวัน ซึ่งรายได้รวมจากค่าจ้างรายวันบวก OT สูงกว่าในระบบ ทำให้บางรายไม่ต้องการบรรจุเป็นบุคลากรประจำ แม้จะต้องแลกกับการไม่มีสวัสดิการ ความมั่นคง และการคุ้มครองระยะยาวก็ตาม
ผศ.(พิเศษ) นพ.ณรงค์ชัย สังซา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลร้อยเอ็ด สะท้อนปัญหาว่าส่วนงานของพยาบาลแม้กำลังบุคลากรไม่เพียง แต่ยังต้องอยู่กับดูแลผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานเป็นกะ 8 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง จากบทเรียนจากการสูญเสียพยาบาลขณะปฏิบัติหน้าที่เวรดึก ได้เสนอต่อรัฐให้เร่งแก้ไขเชิงนโยบาย 2 เรื่องหลัก คือ การปรับโครงสร้างการจ้างงาน ซึ่งเป็นหลักประกันการจ้างงานขั้นพื้นฐาน สร้างความมั่นคงในการจ้างงานพยาบาล โดยปรับจากรายวันเป็นรายเดือน ในรูปแบบพนักงานกระทรวง พนักงานราชการ หรือข้าราชการ และ การพิจารณาเรื่องงบประมาณค่าตอบแทน ปรับเพิ่มค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับภาระงาน โดยไม่ผูกติดกับฐานะเงินบำรุงของแต่ละโรงพยาบาล พิจารณาการกำหนดค่าตอบแทนจากส่วนกลาง และใช้งบประมาณแผ่นดินเป็นหลัก
การสูญเสียที่เกิดขึ้นนำสู่การเริ่มต้นทบทวนนโยบายคุ้มครองบุคลากรสาธารณสุขโดยเร่งด่วน ทั้งเรื่องของอัตรากำลัง เรื่องของภาระงาน หรือเรื่องของสวัสดิการของพยาบาล เพราะนอกจากภาระหน้าที่ดูแลสุขภาพประชาชน ผู้ปฏิบัติงานต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีด้วย
นอกจากนี้ ที่ผ่านมาระบบสาธารณสุขไทยกำลังเผชิปัญหาการลาออกของบุคลากรทางการแพทย์ ทั้งแพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร และนักกายภาพบำบัด เกือบจะทุกสาขาอาชีพ ลาออกกว่า 5,000 คนต่อปี
ขณะเดียวกัน นพ. ทศพร เสรีรักษ์ ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การสาธารณสุข สภาผู้แทนราษฎร ได้ส่งเทียบเชิญเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้แทนสหภาพแพทย์ผู้ปฏิบัติงาน เข้าร่วมประชุมเพื่อหาออก
โดยพบว่าการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขเกิดจาก 4 ปัจจัย คือ 1.จำนวนชั่วโมงการทำงานของแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขมีสัดส่วนที่ไม่เหมาะสมทำให้ต้องรับภาระงานหนักเกินกำลัง 2. การขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ในบางพื้นที่ โดยประเทศไทยมีแพทย์ทั่วประเทศ จำนวน 71,616 คน แต่การกระจายกำลังไม่เหมาะสม ส่วนมากอยู่ในตัวเมืองใหญ่อัตราส่วนแพทย์ต่อคนไข้สูงถือเป็นอัตราที่ดี ในขณะที่จังหวัดที่อยู่ห่างไกล โดยเฉพาะภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะมีการขาดแคลนแพทย์เป็นจำนวนมาก ทำให้แพทย์ที่มีต้องทำงานหนักมากขึ้น
3. ค่าตอบแทนที่ไม่เหมาะสมกับการปฎิบัติงาน เมื่อเปรียบเทียบกับแพทย์ประจำโรงพยาบาลเอกชน และ 4. ความก้าวหน้าในสายงานทั้งนี้ ปัญหาดังกล่าวส่งผลให้แพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขลาออกจากระบบราชการ แม้กระทรวงสาธารณสุขจะมีโครงการเร่งผลิตแพทย์เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ซึ่งปัจจุบันสามารถผลิตแพทย์ได้ปีละกว่า 3,200 คน แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ซึ่งขณะนี้กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะทำงานที่มีส่วนร่วมจากทุกวิชาชีพทุกเขตสุขภาพมาหารือร่วมกันเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์อย่างเป็นรูปธรรม
เบื้องต้น คณะ กมธ. มีความเห็นสอดคล้องกับ สธ. เรื่องการบริหารจัดการด้านบุคลากรโดยแยกออกจากระบบข้าราชการพลเรือนด้วยการสนับสนุนและผลักดันให้จัดทำร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรสาธารณสุข (ฉบับที่..) พ.ศ. .... ขึ้นมา เพื่อให้ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขและบุคลากรสาธารณสุขมีกฎระเบียบมีหลักเกณฑ์ต่างๆ ตามกฎหมายรองรับได้อย่างเหมาะสม ครอบคลุมเรื่องค่าตอบแทน อัตราตำแหน่งต่าง ๆ ความก้าวหน้าในสายอาชีพ
ส่วนเรื่องของการแก้ไขปัญหาขาดแคลนบุคลากรในเบื้องต้นนั้น คณะ กมธ. เสนอให้มีกรรมการในสัดส่วนของกระทรวงสาธารณสุขในคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เพิ่มมากขึ้นเพื่อให้สามารถเสนอกรอบอัตรากำลัง รวมทั้งค่าตอบแทนต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม สอดคล้องกับการปฎิบัติงานของแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุข
และความคืบหน้าล่าสุด ศิริมา ลีละวงศ์ อุปนายกสภาการพยาบาล คนที่สอง ในฐานะประธานคณะทำงานศึกษาและวิเคราะห์การกำหนดอัตราเงินเพิ่มสำหรับตำแหน่งที่มีเหตุพิเศษ (พ.ต.ส.) เผยผลดำเนินการพิจารณาปรับเพิ่มค่าตอบแทนวิชาชีพด้านสาธารณสุขหมายรวมถึงพยาบาลวิชาชีพ อยู่ระหว่างการพิจารณาของ ก.พ. และอยู่ในขั้นตอนเสนอผ่านกระทรวงสาธารณสุข
โดยอ้างอิงถึงกรณีพยาบาล รพ.ร้อยเอ็ด เสียชีวิต สะท้อนให้เห็นว่าปัญหากำลังคนพยาบาลขาดแคลนเชื่อมโยงโดยตรงกับค่าตอบแทนที่ไม่สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจ แม้จะมีตำแหน่งบรรจุ แต่พยาบาลจำนวนหนึ่งตัดสินใจไม่เข้าระบบ เนื่องจากรายได้ไม่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตและดูแลครอบครัว โดยค่าตอบแทนหลายรายการไม่เคยปรับเพิ่มมากว่า 20 ปี
และต้องไม่ลืมว่าเพราะบุคลากรทางการแพทย์ คือแรงงานเหมือนๆ กับคนทำงานทุกๆ คน ต้องได้รับการดูแลตามกฎหมายแรงงานอย่างเหมาะสม
ทั้งหมดนี้เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน และบทเรียนการสูญเสียพยาบาลขณะปฏิบัติหน้าที่ต้องไม่สูญเปล่า และต้องสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายต่อประเด็นการคุ้มครองการปฏิบัติงานของบุคลากรสาธารณสุขอย่างชอบธรรม.


