ตอนนี้เมื่อพรรคประชาชน ออกไปเดินงานเสียงตามชุมชนและตลาดนอกจากต้องตอบคำถามเรื่องด้อยค่าทหารแล้ว ยังต้องตอบคำถามเรื่อง ทำไมต้องแก้มาตรา 112 ด้วย สิ่งที่พวกเขาตอบก็คือ พรรคไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112
ถ้าจะมองคำพูดของพรรคประชาชนที่ยืนยันว่า “พรรคไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112” ให้เข้าใจอย่างไม่ผิวเผิน สิ่งที่ต้องทำไม่ใช่การไล่เช็กเอกสารนโยบายทีละบรรทัด แต่คือการมองย้อนกลับไปตลอดเส้นทางความคิด เส้นทางการเมือง และเส้นทางอุดมการณ์ของพรรคการเมืองกลุ่มนี้ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ พรรคก้าวไกล จนมาถึงพรรคประชาชนในวันนี้ เพราะในความเป็นจริง คำว่า “ไม่มีนโยบาย” ไม่ได้เท่ากับ “ไม่มีความคิด” หากแต่สะท้อนว่า “มีความคิด แต่ไม่สามารถพูดได้”
ตั้งแต่ยุคพรรคอนาคตใหม่ จุดยืนของพรรคนี้ไม่เคยเป็นเพียงเรื่องเศรษฐกิจหรือการเมืองเชิงเทคนิค แต่ผูกโยงกับการตั้งคำถามเชิงโครงสร้างต่อระบอบอำนาจของรัฐไทยอย่างลึกซึ้ง โดยเฉพาะบทบาทและสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ เพียงแต่ในช่วงแรก การตั้งคำถามนั้นยังอยู่ในกรอบวิชาการ อยู่ในภาษาเชิงนามธรรม และยังไม่ปะทะกับความรู้สึกของสังคมในวงกว้างมากนัก
เมื่อสังคมไทยเข้าสู่ช่วงการเคลื่อนไหวของคนหนุ่มสาวในปี 2563–2564 เส้นแบ่งนั้นถูกข้ามไปอย่างชัดเจน การเคลื่อนไหวจำนวนมากไม่ได้เป็นเพียงการเรียกร้องให้ “ปฏิรูป” ในเชิงหลักการ แต่เป็นการใช้ถ้อยคำรุนแรง หยาบคาย และล้ำเส้นกฎหมายอย่างเปิดเผย จนนำไปสู่การดำเนินคดีตามมาตรา 112 เป็นจำนวนมาก คนหนุ่มสาวจำนวนหนึ่งต้องหนีออกนอกประเทศ บางส่วนยังติดอยู่ในกระบวนการยุติธรรม และบางส่วนก็ยังคงมีบทบาททางการเมืองในเครือข่ายเดิม ซึ่งปัจจุบันก็ยังปรากฏว่ามีบางคนเป็นสมาชิกหรือผู้สนับสนุนพรรคประชาชนอยู่
พรรคก้าวไกลในเวลานั้น แม้จะไม่ใช่ผู้จัดการชุมนุมโดยตรง แต่ก็เลือกยืนอยู่ข้างการเคลื่อนไหวเหล่านั้นในเชิงการเมืองและเชิงวาทกรรม โดยอธิบาย ปกป้อง ใช้ตำแหน่งไปช่วยประกันตัว และให้ความชอบธรรมกับการกระทำที่เข้าข่ายความผิดกฎหมายจำนวนมากในกรอบ “เสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น” อย่างต่อเนื่อง นี่คือบริบทที่ทำให้มาตรา 112 ไม่ใช่เพียงตัวบทกฎหมาย แต่กลายเป็นเส้นแบ่งทางอุดมการณ์อย่างชัดเจน
เมื่อมาถึงการเลือกตั้งเที่ยวนี้ พรรคประชาชนเลือกจะย้ำว่า “ไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112” แต่คำถามสำคัญคือ เหตุใดพรรคที่เคยผลักดันร่างแก้ไขมาตรา 112 อย่างเปิดเผยในอดีต จึงกลับไม่พูดถึงมันในวันนี้ คำตอบไม่ได้อยู่ที่การเปลี่ยนใจ หากแต่อยู่ที่การเปลี่ยนเงื่อนไขทางการเมืองและกฎหมาย
ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยไว้ชัดเจนแล้วว่า การเสนอแก้ไขมาตรา 112 เพื่อลดทอนสถานะของสถาบันพระมหากษัตริย์ และนำมาใช้เป็นนโยบายหาเสียง เป็นการดึงสถาบันลงมาเป็นคู่ขัดแย้งทางการเมือง เป็นการใช้นโยบายเพื่อหวังผลคะแนนเสียง และมีลักษณะเป็นการเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข คำวินิจฉัยนี้เองที่ทำให้พรรคประชาชน “พูดไม่ได้” เพราะบทเรียนจากการยุบพรรคก้าวไกลยังสดใหม่เกินกว่าจะเสี่ยงซ้ำรอย
แต่การไม่พูด ไม่ได้แปลว่าการไม่คิด หลักฐานชัดเจนคือพฤติกรรมการสื่อสารของแกนนำพรรคในเวทีสาธารณะ กรณีที่เท้ง ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ยกมือเห็นด้วยกับการนิรโทษกรรมคดี 112 และกล่าวว่า “ไม่ควรมีใครติดคุกเพราะคำพูด” เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด ประโยคนี้ฟังดูสวยงามในเชิงสิทธิเสรีภาพ แต่ในเชิงข้อเท็จจริง ไม่มีใครติดคุกเพราะคำพูดลอยๆ หากไม่เข้าข่ายความผิดตามกฎหมาย การเลือกใช้ถ้อยคำเช่นนี้คือการบิดกรอบจาก “การกระทำที่เป็นความผิด” ให้กลายเป็น “การใช้เสรีภาพ” ซึ่งเป็นภาษาที่ขบวนการนี้ใช้มาโดยตลอด
หากย้อนกลับไปดูร่างแก้ไขมาตรา 112 ของพรรคก้าวไกลในอดีต จะยิ่งเห็นชัดว่า เป้าหมายไม่ได้หยุดอยู่แค่การลดโทษ แต่คือการลดสถานะการคุ้มครองพระมหากษัตริย์ให้เทียบเท่าบุคคลธรรมดา ลองคิดตามอย่างตรงไปตรงมาว่า ทุกวันนี้แม้มาตรา 112 จะมีโทษสูง ก็ยังมีการท้าทายจนเกิดคดีจำนวนมาก หากวันหนึ่งความผิดนี้มีโทษเท่าหมิ่นประมาททั่วไป สภาพสังคมและการเมืองจะเป็นอย่างไร
เมื่อมองลึกลงไปถึงระดับอุดมการณ์ จะหลีกเลี่ยงชื่อของปิยบุตร แสงกนกกุล ไม่ได้ เขาไม่ใช่เพียงอดีตเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ แต่คือผู้นำทางความคิดหรือผู้นำทางจิตวิญญาณของขบวนการนี้อย่างแท้จริง คำพูดของปิยบุตรเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ที่ปรากฏในงานสัมภาษณ์และบทสนทนาต่างๆ ไม่ใช่คำพูดหลุดปาก แต่เป็นกรอบความคิดที่อธิบายอย่างมีระบบ
เขาเคยพูดว่า พระมหากษัตริย์ในฐานะองค์กรตามรัฐธรรมนูญสามารถ “ปรับปรุง เปลี่ยนแปลง แก้ไข ได้อยู่ตลอดเวลา” เขายืนยันว่าในระบอบ Constitutional Monarchy “ประชาธิปไตยต้องเป็นคำหลัก” ส่วน “พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข” เป็นเพียงคำขยาย เขาพูดตรงไปตรงมาว่า ตำแหน่งนี้ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง จึงไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย และต้องอยู่ในระบบที่รับผิดชอบต่อสาธารณะ
ครั้งหนึ่งปิยบุตรยังกล่าวด้วยว่า หากย้อนดูประวัติศาสตร์โลก การเปลี่ยนผ่านจากระบอบกษัตริย์ที่อยู่เหนือกฎหมายเกิดขึ้นได้เพียงสองทางเท่านั้น คือเปลี่ยนมาเป็นระบอบกษัตริย์อยู่ใต้กฎหมาย หรือเปลี่ยนไปเป็นสาธารณรัฐ หากกษัตริย์ไม่ยอมปรับตัว หน่วยอำนาจใหม่ชนะ สุดท้ายก็จะกลายเป็นสาธารณรัฐ แต่ประเทศที่สามารถเปลี่ยนมาเป็น Constitutional Monarchy ได้ ก็เพราะกษัตริย์ยอมลดทอนอำนาจของตนเองลง เพื่อมาอยู่ใต้ระบอบประชาธิปไตยและรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์เอาไว้
ถ้อยคำนี้ เมื่อฟังในเชิงทฤษฎี อาจดูเป็นการอธิบายประวัติศาสตร์การเมืองโลก แต่เมื่อถูกนำมาใช้ในบริบทไทย มันกลับมีลักษณะคล้าย “คำเตือน” หรือ “คำขู่ทางอุดมการณ์” กลายๆ ว่า หากไม่ยอมรับข้อเรียกร้องเรื่องการปฏิรูปตามกรอบคิดของเขา สังคมก็อาจถูกผลักไปสู่ระบอบสาธารณรัฐในที่สุด ซึ่งเป็นตรรกะแบบเดียวกับวาทกรรมที่ว่า “ถ้าไม่ปฏิรูป ก็ต้องปฏิวัติ”
ปัญหาคือ ประเทศไทยไม่ได้อยู่ในระบอบกษัตริย์เหนือกฎหมายมานานแล้ว ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองปี 2475 ประเทศไทยอยู่ในระบอบ Constitutional Monarchy มาโดยตลอด อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน พระมหากษัตริย์ทรงอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ และใช้อำนาจผ่านองค์กรตามกฎหมายทุกประการ ไม่ได้มีอำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีกต่อไปมานานเกือบศตวรรษ
เมื่อเป็นเช่นนี้ คำถามที่หลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ปิยบุตรต้องการให้ “ลดทอนสถานะ” ของสถาบันพระมหากษัตริย์ไปมากกว่านี้อย่างไร และลดไปเพื่ออะไร หากการไม่ยอมรับข้อเรียกร้องของเขาจะถูกตีความว่าเป็นการปฏิเสธ Constitutional Monarchy และนำไปสู่สาธารณรัฐ นั่นเท่ากับตั้งสมมติฐานล่วงหน้าว่า ระบอบ Constitutional Monarchy ที่ไทยมีอยู่ไม่เพียงพอ หรือไม่ใช่ของแท้ ซึ่งเป็นข้อถกเถียงที่ต้องพูดกันตรงๆ ไม่ใช่พูดอ้อมผ่านวาทกรรมเสรีภาพ
เมื่อเชื่อมโยงทั้งหมดนี้เข้าด้วยกัน จะเห็นชัดว่า การที่พรรคประชาชนบอกว่า “ไม่มีนโยบายแก้มาตรา 112” ไม่ใช่เพราะอุดมการณ์หายไป แต่เพราะเงื่อนไขทางกฎหมายและการเมืองทำให้พูดไม่ได้เท่านั้น กรอบความคิดที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่ยุคอนาคตใหม่ ผ่านก้าวไกล และถูกหล่อเลี้ยงโดยผู้นำทางความคิดอย่างปิยบุตร ยังคงอยู่ เพียงแต่ถูกเก็บไว้หลังม่าน รอจังหวะและเงื่อนไขที่เหมาะสมกว่า
สำหรับผม การตระหนักถึงความจริงข้อนี้ไม่ใช่เพื่อสร้างความเกลียดชัง แต่เพื่อให้การตัดสินใจทางการเมืองตั้งอยู่บนความเข้าใจที่ครบถ้วน ระหว่างคำพูดกับความคิด บางครั้งมันไม่ใช่เรื่องเดียวกัน และในทางการเมือง สิ่งที่ไม่ถูกพูด อาจสำคัญยิ่งกว่าสิ่งที่ถูกพูดออกมาด้วยซ้ำ
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างมันอยู่ที่ประชาชนส่วนใหญ่จะนำพาประเทศของเราไปทางไหน หรือพร้อมจะยอมรับความขัดแย้งอย่างรุนแรงกับเป้าหมายที่จะเปลี่ยนแปลงประเทศไทยไม่ให้เหมือนเดิม
ติดตามผู้เขียนได้ที่ https://www.facebook.com/surawich.verawan



