xs
xsm
sm
md
lg

ศึกชิง “หัวโต๊ะ” กมธ.สภาฯ เดือดไม่แพ้แย่งเก้าอี้ รมต.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ในขณะที่การขับเคี่ยวแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีในฝ่ายบริหารงวดเข้าช่วงโค้งสุดท้ายที่จะได้เห็นหน้าเห็นตาว่า “นักวิ่ง” คนไหนจะมาวิน และได้ร่วมขับเคลื่อนรัฐบาล “ยิ่งลักษณ์ 1” ในตำแหน่งอันทรงเกียรติ อีกด้านในส่วนของ “ฝ่ายนิติบัญญัติ” งานในสภาผู้แทนราษฎรก็เริ่มส่อเค้าจะมีการแข่งขันชิงเก้าอี้เก้าในกรรมาธิการต่างๆที่คาดว่าจะเข้มข้น และร้อนระอุไม่แพ้กัน
            ทั้งนี้เป็นที่รับรู้กันดีว่างานของฝ่ายนิติบัญญัตินั้น นอกจากการตรากฎหมายอันเป็นงานหลักแล้ว ยังมีหน้าที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลคู่ขนานกันไป ผ่านกลไกของคณะกรรมาธิการต่างๆทั้ง 35 คณะ
ที่หลายคนอาจมองว่าเป็นเพียง “เสือกระดาษ” ไม่สามารถคาดหวังอะไรที่เป็นมรรคเป็นผลได้มากนัก รวมทั้งถูกมองว่าเป็นการตั้ง กมธ. “บังหน้า” เพื่อหาเรื่องไปดูงานต่างประเทศ หรือ ส.ส.บางคนที่นำตำแหน่ง กมธ.ไปใช้ข่มขู่หาผลประโยชน์จากแหล่งอบายมุขจนตกเป็นข่าวใหญ่ก็เคยมีให้เห็นมาก่อน
            แต่อย่างน้อยที่สุดก็เป็นช่องทางการทำงานของฝ่ายค้านที่มีสิทธิและอำนาจตามกฎหมาย ดีกว่าการตั้ง “ครม.เงา” ที่ไร้ตัวตนเป็นไหนๆ ขณะที่ฝ่ายรัฐบาลก็ใช้เป็น“เกราะ” ป้องกันการโจมตีของฝ่ายตรงข้าม โดยเฉพาะรัฐบาลชุดใหม่ที่อยู่ภายใต้“ระบอบทักษิณ” นี้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องมี “เกราะ” ชนิดพิเศษ เพื่อเป็น “เครื่องมือ”ในการปกป้องพิทักษ์ในกรณีที่รัฐบาลพลาดพลั้งดำเนินนโยบายในทางสุ่มเสี่ยง รวมทั้งรักษาผลประโยชน์ของตัวเองในบางคราวด้วย
            และต้องไม่ลืมว่าสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 24 นี้จะเป็นชุดแรกที่มีโอกาสได้ใช้พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คำสั่งเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ.2554 ที่ถูกขนานนามว่าเป็น “กฎหมายติดดาบ” เพิ่มอำนาจให้ ส.ส.และ ส.ว.ในการกวักมือเรียกบุคคลให้เข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม หากไม่ให้ความร่วมมือ ก็จะมีบทลงโทษจำคุกไม่เกิน 3 เดือน แถมโทษปรับอีกครึ่งหมื่น ยิ่งหากเป็นข้าราชการจะมีโทษทางวินัยพ่วงด้วย
ต่อไปนี้ หมดสิทธิ์ที่บรรดาข้าราชการ รวมทั้งรัฐมนตรีที่จะหลบลี้หนีหน้าส่งลูกน้องมาชี้แจงแทนได้เหมือนเคยอีกต่อไป
            ส่งผลให้อำนาจของคณะ กมธ.สภาฯทรงพลังมากขึ้นอีกระดับหนึ่ง
            หันมาดูในส่วนของการแบ่งสัดส่วนตำแหน่งประธาน กมธ.ทั้ง 35 คณะ ตามจำนวน ส.ส.แต่ละพรรค ซึ่งเบื้องต้น “เพื่อไทย” ที่มี ส.ส. 265 คนได้ไป 19 คณะ“ประชาธิปัตย์” ที่มี ส.ส. 159 คนได้ 11 คณะ “ภูมิไทย” ที่มี ส.ส.34 คนได้ 2 คณะ ที่เหลือ “ชาติไทยพัฒนา – ชาติพัฒนาเพื่อแผ่นดิน - พลังชน” ได้ไปพรรคละ 1 คณะ
ส่วน “มาตุภูมิ - รักประเทศไทย - รักษ์สันติ - มหาชน - ประชาธิปไตยใหม่” ที่มี ส.ส.กันพรรคละ 1-2 ที่นั่งก็อดไปตามระเบียบ เพราะสัดส่วนไม่ถึงเกณฑ์
มองผิวเผินอาจเป็นหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนไม่น่าจะมีปัญหาในการจัดสรร แต่พอเอาเข้าจริงก็เริ่มเกิดปัญหาความไม่ลงตัวกันขึ้นตั้งแต่การประชุม “แบ่งเค้ก” นัดแรก ที่มี“เจริญ จรรย์โกมล” รองประธานสภาฯ คนที่ 1 นั่งเป็นประธานในที่ประชุม วานนี้ (8ส.ค.) เมื่อบรรดาพรรคเล็กในซีกฝ่ายค้าน ได้แก่ พรรครักประเทศไทยที่มี 4 เสียง พรรคมาตุภูมิที่มี 2 เสียง และ 1 เสียงของพรรครักต์สันติ รวมตัว “ก่อหวอด” ต่อรองขอเก้าอี้ประธาน กมธ. 1 คณะ เพราะรวมกันแล้วมี 7 เสียงเท่ากับอีก 2 พรรคที่ได้โควต้าคนละ 1คณะ
ทำเอาบรรดาพรรคการเมืองใหญ่ต่างทักท้วงเป็นพัลวัน เพราะเกรงว่าจะส่งผลกระทบต่อโควต้าตัวเอง จนประธานในที่ประชุมต้องตัดบทขอให้ไปตกลงกันนอกรอบเสียก่อน แล้วนำมาเสนอในที่ประชุมอีกครั้ง
นอกจากเรื่องสัดส่วนที่จะเป็นปัญหาแล้ว การจัดวางตัวคนระหว่างพรรคร่วมรัฐบาล และพรรคฝ่ายค้านลงทำหน้าที่ “หัวโต๊ะ” ใน กมธ.ชุดต่างๆก็ยังคงเป็นปัญหาที่มีมาตลอด โดยในสภาฯชุดก่อนๆกว่าจะเรียบร้อยลงตัวก็กินเวลาล่วงเลยไปหลายเดือน อย่างในสภาฯชุดที่แล้ว กว่าจะจัดสรรเก้าอี้แล้วเสร็จก็กินเวลาปาเข้าไปนานกว่า 4 เดือนเลยทีเดียว
โดยบทบาทสำคัญของประธาน กมธ.ต่างๆคือ การเป็น “ด่านแรก” ที่จะพิจารณานำวาระเข้าประชุมแต่ละนัด ซึ่งฝ่ายรัฐบาลก็มักจะยึดตามกระทรวงที่แต่ละพรรคดูแล อาทิ กมธ.ทหาร กมธ.สาธารณสุข กมธ.คมนาคม กมธ.ต่างประเทศ หรือ กมธ.แรงงาน เป็นต้น โดยหวังว่าจะเป็นเกราะชั้นแรกในการคุ้มกันการตรวจสอบของฝ่ายตรงข้าม
ด้านพรรคฝ่ายค้านก็จับจ้องไปที่คณะที่เกี่ยวกับการตรวจสอบโดยเฉพาะ อาทิ กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค หรือ กมธ.ติดตามการบริหารงบประมาณ เป็นต้น
ที่น่าจับตามอง และเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ปล่อยหลุดมือไปแน่ๆก็คือกมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน เพราะมีผลงานที่พิสูจน์แล้วในรัฐบาลชุดก่อนที่ กมธ.นี้เป็นเครื่องมือที่ใช่เล่นงานรัฐบาลประชาธิปัตย์ในประเด็นของ“คนเสื้อแดง” ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จึงเชื่อว่าจะนำมาใช้งานต่อเนื่องเพื่อไล่บี้ทั้ง“อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ-สุเทพ เทือกสุบรรณ” ในข้อกล่าวหา “ผู้บงการ” ฆ่าประชาชนจากการสลายการชุมนุมเมื่อปี 52-53 ที่สำคัญในช่วงการบริหารงานของรัฐบาลชุดใหม่นี้ ก็เชื่อว่ามีประเด็นร้อนๆเกี่ยวกับการ “นิรโทษกรรม” เข้ามาอีก การยึด “หัวโต๊ะ” ของ กมธ.ชุดนี้ไว้จึงถือว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่ง
ด้านพรรคประชาธิปัตย์ก็คงต้องอาศัย  กมธ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (ป.ป.ช.) ในการตรวจสอบการทุจริตของรัฐบาล ซึ่งก็ได้พิสูจน์แล้วเช่นกันในช่วงรัฐบาลชุดก่อน ที่มี “วิลาศ จันทร์พิทักษ์” ส.ส.กทม. พรรคประชาธิปัตย์ เป็นประธาน พร้อมคู่หู “ชาญชัย อิสระเสนารักษ์” อดีต ส.ส.นครนายก ที่แม้ว่าจะเป็นคนในรัฐบาล แต่ก็เดินหน้าไล่ตรวจสอบโครงการของฝ่ายบริหารแบบ “กัดไม่ปล่อย”จนทำให้หลายโครงการต้องยกลเกหรือชะลอโครงการไปจนเป็นผลงานชิ้น “โบว์แดง”อาทิ โครงการจัดซื้อจัดจ้างตามงบประมาณไทยเข้มแข็ง ระยะที่ 2 หรือเอสพี 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ โครงการของกระทรวงคมนาคมทั้งรถเมล์เอ็นจีวี 4,000 คันที่ถูกยกเลิก หรือโครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง-สีม่วงที่ต้องปรับลดงบประมาณลงมาหลายพันล้านบาท เป็นต้น
ก็ต้องรอดูความ “เขี้ยวลากดิน” ของทั้ง 2 ฝ่ายว่าจะยอมกันง่ายๆหรือไม่
ไม่เพียงแต่การแย่งชิงของฝ่ายตรงข้ามเท่านั้น ความชุลมุน “แย่งชามข้าว”ภายในพรรคด้วยกันเองก็น่าสนใจ โดยเฉพาะกับพรรคเพื่อไทยกับจำนวน 19 เก้าอี้ประธาน กมธ.ที่ดูเหมือนมาก แต่ความเป็นจริงนั้นคงไม่เพียงพอต่อจำนวน ส.ส.ที่มีมากถึง 265 คนเป็นแน่ โดยเฉพาะบรรดา “คนอกหัก” จากเก้าอี้รัฐมนตรี ที่จะเปลี่ยนเป้าหมายหันมาเมียงมองเก้าอี้ประธาน กมธ. เข้าสูตร “กำขี้ดีกว่ากำตด” จนเชื่อว่าเมื่อโผ ครม. “ยิ่งลักษณ์ 1” คลอดออกมาอย่างเป็นทางการ ฝุ่นควันของ “นักวิ่ง” ในพรรคแกนนำรัฐบาลก็คงยังตลบอบอวลต่อไป และอาจจะเดือดกว่าการแย่งชิงเก้าอี้รัฐมนตรีด้วยซ้ำ
เพราะถือเป็นรถขบวนสุดท้าย ที่หากพลาดก็อาจต้องนั่งตบยุงยาว...