xs
xsm
sm
md
lg

กทม.ขอครม.ทำต่อขยาย BTS ชี้ค่าโดยสารถูก-ใช้งบ2หมื่นล.

เผยแพร่:   โดย: MGR Online

ASTVผู้จัดการรายวัน -ที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม. เห็นชอบเสนอทำหนังสือถึงครม. ขอยกเลิกมติให้รฟม.รับผิดชอบส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าหมอชิต-สะพานใหม่ และ แบริ่ง-สมุทรปราการ ยกให้กทม.ดูแลแทนตาม พ.ร.บ.กระจายอำนาจ ยันทำค่าโดยสารถูกลง เผยใช้งบประมาณ 2 หมื่นล้าน เตรียมยื่นหนังสือต้นเดือนมี.ค.นี้

ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะผู้บริหารกทม.วานนี้(24 ก.พ.)ว่า ที่ประชุมคณะผู้บริหารกทม.มีมติที่จะขอนำส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสสายสีเขียวเข้มช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร จำนวน 12 สถานี และสายสีเขียวอ่อนช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร ซึ่งที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.)เมื่อวันที่ 27 พ.ย.2551 มีมติให้การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เป็นผู้รับผิดชอบทั้ง 2 สายทาง ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้บริการได้ในปี 2555 มาดำเนินการเองทั้งหมดโดยจะเสนอผ่านกระทรวงมหาดไทยขอให้ครม.เปลี่ยนแปลงมติครม.ดังกล่าว และขอให้ครม.อนุมัติให้กทม.เป็นผู้รับผิดชอบแทน รฟม.ซึ่งจะนำเรื่องเสนอเข้าที่ประชุมครม.ประมาณต้นเดือนมี.ค.นี้

ทั้งนี้ โดยหลักการตามพระราชบัญญัติการกระจายอำนาจ กทม.สามารถดำเนินการได้เพราะสิ่งใดที่รัฐบาลท้องถิ่นสามารถดำเนินการเองได้ก็ต้องให้รัฐบาลท้องถิ่นเป็นผู้ดำเนินการโดยที่รัฐบาลกลางไม่ต้องดำเนินการใด ๆทั้งสิ้น ดังนั้นข้อเสนอของกทม.จึงสอดคล้องกับกับพรบ.กระจายอำนาจให้ท้องถิ่นแต่การให้หน่วยงานอื่นรับผิดชอบเป็นการขัดกับหลักการดังกล่าว อีกทั้งมหานครใหญ่ๆของโลกก็เป็นผู้ดูแลระบบขนส่งมวลชนด้วยตนเอง ดังนั้นหากต้องการให้กทม.เป็นมหานครชั้นนำของโลกจึงต้องให้กทม.รับผิดชอบโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าบีทีเอสทั้งสีเขียวเข้ม- สีเขียวอ่อน ทั้งหมด

นอกจากนี้ หาก กทม.เป็นผู้รับผิดชอบระบบเครือข่ายรถไฟฟ้าเป็นระบบเดียวกันทำให้ค่าโดยสารถูกลงเท่าตัวเพราะหากให้ รฟม.ดูแลประชาชนต้องเสียค่าโดยสารตั้งแต่ต้นทางถึงระยะไกลสุดถึง 120 บาทเพราะต้องจ่ายหลายระบบและ รฟม.คงไม่สนใจเรื่องค่าโดยสารเนื่องจากเป็นผู้ดูแล แต่หากกทม.ดูทั้งหมดก็จะสามารถเจรจาต่อรองกับรฟม.ลดค่าโดยสารเมื่อใช้ระบบตั๋วร่วมได้ รวมทั้งยังประหยัดค่าใช้จ่ายในการเวนคืนที่ดินสายเหนือซึ่งมีสถานีซ่อมบำรุง และจุดพักรถอยู่แล้ว ส่วนงบประมาณที่จะใช้ในการลงทุนก่อสร้างทั้ง 2 สายทางเป็นเงินกว่า 20,000 ล้านบาท ซึ่งกทม.มีงบประมาณที่จะดำเนินการเองได้แต่รูปแบบการลงทุนจะขอพิจารณาอีกครั้งภายหลังจากรัฐบาลอนุมัติให้กทม.ดำเนินการแล้วซึ่งตนมีความมั่นใจว่ารัฐบาลจะเห็นชอบ

สำหรับกรณีที่บริษัทระบบขนส่งมวลชนกรุงเทพ(บีทีเอสซี) ทำหนังสือถึงกทม.แสดงความพร้อมดำเนินโครงการส่วนต่อขยายรถไฟฟ้าสายสีเขียวทั้งหมด แต่ยื่นเงื่อนไขว่ากทม.ต้องช่วยค้ำประกันเงินกู้ให้กับบริษัท และขอขยายระยะเวลาให้สัมปทานออกไปอีกนั้น ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ กล่าวว่า กทม.จะรับเรื่องไว้แต่จะยังไม่พิจารณา เพราะขณะนี้ตนต้องการแค่เพียงให้ครม.มีมติให้ 2 สายทางทั้งส่วนต่อขยายสายสีเขียวเข้มช่วงหมอชิต – สะพานใหม่ ระยะทาง 11.4 กิโลเมตร และสายสีเขียวอ่อนช่วงแบริ่ง – สมุทรปราการ ระยะทาง 12.6 กิโลเมตร กลับมาอยู่ในความรับผิดชอบของกทม.ก่อน

ด้านนายธีระชน มโนมัยพิบูลย์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผย ว่า ที่ประชุมผู้บริหารกทม.ได้เห็นชอบเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงวงเงินงบประมาณใหม่ เพื่อนำไปใช้ในภารกิจเร่งด่วนจำนวน 8,000 ล้านบาท โดยจะพิจารณาจากงบกันเหลื่อมปี ตั้งแต่ปี 2546-2551 ที่มีการจัดสรรแล้วแต่เบิกจ่ายมาใช้ไม่ทัน วงเงินรวม 23,000 ล้านบาท ทั้งนี้ในวงเงิน 8,000 ล้านบาทนั้น แบ่งเป็นงบ กทม. 4,200 ล้านบาท และงบอุดหนุนจากรัฐบาล 3,800 ล้านบาท โดยกทม.จะนำมาเปลี่ยนแปลงการใช้รายการใหม่ โดยส่วนงบกทม.จะนำไปใช้ในภารกิจที่มีงบผูกพันอยู่แล้ว แต่ไม่มีเม็ดเงิน ทั้งนี้เพื่อไม่กระทบกับเงินสะสม

ส่วนงบอุดหนุนจากรัฐ กทม.จะขอเปลี่ยนแปลงรายการเพื่อนำไปกระตุ้นเศรษฐกิจ และโครงการต่างๆ ที่เป็นโครงการผูกพันเร่งด่วน เช่น โครงการก่อสร้างเขื่อนริมแม่น้ำเจ้าพระยา การดูแลความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินชาวกทม.เป็นต้น โดยในส่วนนี้คณะผู้บริหารมีอำนาจในการพิจารณาได้เองโดยไม่ต้องผ่านการพิจารณาจากสภา กทม. อย่างไรก็ตาม ตนจะตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษารายละเอียดโครงการที่จะต้องใช้จ่ายอย่างเร่งด่วนต่อไป

นอกจากนี้ในวันที่ 11 มี.ค. ซึ่งจะมีการเปิดประชุมสภา กทม.สมัยวิสามัญ คณะผู้บริหารจะเสนอร่างงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม ปี 2552 หรืองบกลางปี วงเงิน 3,000 ล้านบาท ให้ที่ประชุมสภา กทม.พิจารณาอนุมัติ เพื่อนำงบดังกล่าวมาใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ส่วนงบประมาณประจำปีงบประมาณปี 2552 ที่ผ่านสภา กทม.เมื่อปีที่ผ่านมา จำนวน 46,000 ล้านบาทนั้น ขณะนี้ กทม.ได้ปรับลดวงเงินเหลือ 43,000 ล้านบาท เนื่องจากรัฐบาลได้ปรับลดวงเงินรายได้ ทั้งนี้ยืนยันว่าการปรับลดวงเงินลงจะไม่มีปัญหากับ กทม.แต่อย่างใด