วงการบันเทิงโลกกำลังสั่นสะเทือนเพราะปัญญาประดิษฐ์ (AI) วิดีโอที่มีนักแสดงนำเป็น AI สามารถพุ่งทะยานจากศูนย์สู่ยอดวิวเกิน 250 ล้านครั้งภายในไม่กี่สัปดาห์ กลุ่มแฟนคลับติดตามนักแสดง AI เหมือนดาราตัวจริง แถมยังรับงานโฆษณาในราคาหลักแสนต่อคลิป สร้างปรากฏการณ์ที่ไม่มีใครเคยคิดว่าจะเกิดขึ้นได้เร็วขนาดนี้
ขณะที่ฮอลลีวูดและเกาหลีใต้ต่างเร่งเครื่องตามติด วันนี้ AI กำลังกลายเป็นอาวุธลับที่ทำให้ต้นทุนผลิตซีรีส์แนวตั้งลดลงเหลือเพียงเศษเสี้ยว และรอบการสร้างสั้นลงเหลือไม่ถึงเดือน ตลาดนอกจีนพุ่งทะยานหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ภายในปีเดียว ใครไม่กระโดดเข้าไปตอนนี้ อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลังอย่างถาวร
และแล้วไทยก็ไม่ยอมน้อยหน้า โดยเบอร์ใหญ่ค่ายบันเทิงไทยอย่าง "กันตนา" ได้เปิดตัว “กานต์-ธาร” คู่พระ-นาง AI คู่แรกของประเทศอย่างยิ่งใหญ่ ซึ่งเป็นสัญญาณว่าไทยกำลังก้าวเข้าสู่สมรภูมิที่จีนและตลาดโลกกำลังแข่งกันอย่างดุเดือด เพื่อให้หน้าจอมือถือทุกเครื่องกลายเป็นสนามของนักร้องดาราที่ไม่เคยมีเลือดเนื้อ แต่กลับสามารถทำให้ผู้ชมหัวเราะ ร้องไห้ และหลงรักได้
***ยุคทอง ดารา AI เริ่มที่จีน?
ปัจจุบัน นักสังเกตการณ์พบว่า AI เริ่มครองพื้นที่ไมโครดราม่าเกือบทั้งหมด โดยข้อมูลล่าสุดจากสมาคมบริการเน็ตคาสติ้งของจีนและแพลตฟอร์มวิเคราะห์ DataEye ระบุชัดว่า ในไตรมาสแรกของปี 2569 มีไมโครดราม่าหรือซีรีส์แนวตั้งตอนสั้น 1-3 นาที ออกใหม่ราว 128,000 เรื่อง โดยกว่า 95% หรือประมาณ 122,000 เรื่อง ถูกสร้างด้วย AI ทั้งหมดหรือเกือบทั้งหมด คือไม่มีกล้องและนักแสดงจริง
ถามว่าทำไมตัวเลขจำนวนเรื่องถึงสูงขนาดนี้ คำตอบคือการออกโมเดล AI ด้านวิดีโออย่าง ByteDance Seedance 2.0 ที่ปล่อยตัวช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 นั้นสร้างแรงกระเพื่อมถึงทั้งต้นทุนและเวลาผลิต โดยเรื่องหนึ่งอาจผลิตได้ในราคาต่ำกว่า 100,000 หยวน และใช้เวลาไม่ถึงเดือนจากการร่างบทไปถึงการปล่อยฉาย เทียบกับ live-action ที่เคยใช้เวลาหลายเดือนและต้นทุนสูงกว่ามาก ทำให้ทุกวันมีซีรีส์เรื่องใหม่ขึ้นแพลตฟอร์มหลักพันเรื่อง แม้อัตราความสำเร็จจะต่ำมากก็ตาม
จากข้อมูล DataEye ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบว่ามี AI short drama ใหม่กว่า 221,900 เรื่อง แต่มีเพียงประมาณ 1,055 เรื่อง คิดเป็นราว 0.47% เท่านั้นที่มียอดวิวเกิน 100 ล้านครั้ง ส่วนใหญ่จมหายไปในกระแสเนื้อหาจำนวนมหาศาล
ตลาดไมโครดราม่าจีนยังคาดว่าจะทะลุ 120,000 ล้านหยวน (ราว 16,500 ล้านดอลลาร์) ในปีนี้ แซงบ็อกซ์ออฟฟิศโรงหนังไปแล้วในบางปีที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดต่างประเทศ (นอกจีน) ของคอนเทนต์ AI-generated drama และแอนิเมชันแนวตั้งคาดว่าจะพุ่งจากประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ในปี 2568 ไปถึง 650 ล้านดอลลาร์ในปี 2569 หรือเพิ่มขึ้นกว่า 550%
ตัวอย่างที่ร้อนแรงที่สุดในช่วงนี้คือ Fang Taozi (方桃子) นักแสดงหญิง AI จากซีรีส์สั้น The Laid-off Girl หรือ The Girl Who Was Fired ซึ่งเปิดตัวเมื่อกลางเดือนมิถุนายน 2569 ภายในเวลาเพียงสองเดือน สามารถโกยยอดวิวซีรีส์รวมเกิน 200-250 ล้านครั้ง มีผู้ติดตามบน Douyin กว่า 400,000 คน และเริ่มรับงานโฆษณาในอัตราสูงถึง 168,000-258,000 หยวนต่อคลิป (ประมาณ 800,000-1.2 ล้านบาท)
แม้จะเกิดดราม่าเรื่องการอ้าง “ประสบการณ์จริง” ในการโปรโมทคอนแทคเลนส์จนต้องถอดคลิปออกไปเมื่อต้นเดือนสิงหาคม 2569 แต่ปรากฏการณ์นี้ยืนยันว่า AI เริ่มสร้างรายได้เชิงพาณิชย์และฐานแฟนคลับแบบจริงจังได้แล้ว
***ฮอลลีวูด เอเชีย เร่งเครื่องตาม
ในสหรัฐฯ ไมโครดราม่ากลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ตลาดที่เติบโตเร็วที่สุด รายได้ in-app ของตลาดนอกจีนพุ่งสูง และบริษัทอย่าง TrueShort, StoReel รวมถึงสตูดิโอที่ได้รับการหนุนหลังโดยนักลงทุนรายใหญ่ ต่างหันมาใช้ AI เพื่อลดต้นทุนการผลิตจากหลักแสนดอลลาร์เหลือหลักพันถึงหมื่นดอลลาร์ต่อเรื่อง
ฝั่งเกาหลีใต้ก็ไม่น้อยหน้า ความเคลื่อนไหวล่าสุดคือบริษัทอย่าง Vigloo มีการเพิ่มงบ AI เป็นราว 30% ของต้นทุนการผลิต ทำให้รอบการสร้างสั้นลงจากสามเดือนเหลือหนึ่งเดือน และต้นทุนลดลงเหลือหนึ่งในห้า
ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง ReelShort, DramaBox และ Holywater ต่างขยายทีม AI และทดลองคอนเทนต์ที่สร้างด้วย AI ล้วน ซึ่งพบว่าอัตราการรับชมนั้นไม่ต่างจากแบบใช้คนจริงมากนัก
การต่อต้านย่อมเกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโต SAG-AFTRA ซึ่งเป็นสหภาพนักแสดง ได้กำหนดข้อตกลง Verticals Agreement เฉพาะเพื่อปกป้องนักแสดงไม่ให้ถูก AI เลียนแบบ โดยจำกัดการใช้ synthetic performers แบบเต็มรูปแบบโดยไม่มีการเจรจา และห้ามนำฟุตเทจไปเทรน AI โดยไม่ได้รับอนุญาตด้วย
***กันตนา มอง AI ต่อยอดจินตนาการ
การที่กันตนาเปิดตัวกานต์-ธารพร้อมกับแนวคิด “Kantana AI Universe” และเป้าหมาย Digital Human Artist ที่สามารถทำงานทั้งการแสดง โฆษณา Virtual Production และโต้ตอบกับแฟน ๆ ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล ถือเป็นการวางตำแหน่งที่ลึกกว่าการผลิตซีรีส์ AI แบบ “ถูกและเร็ว” แบบจีนจำนวนมาก
จากข้อมูล กันตนาเลือกสร้างตัวละครที่มีบุคลิกชัดเจน มีนามสกุลแบรนด์ และเน้นการเชื่อมโยงทางอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดของผู้บริหาร ที่ย้ำว่า AI เป็นเครื่องมือต่อยอดจินตนาการ ไม่ใช่การแทนที่มนุษย์
การเปิดตัวคู่พระนาง AI นี้ยังเกิดขึ้นหลังจากกันตนาเองเคยบุกตลาดไมโครดราม่าไทยมาก่อนผ่านโปรเจกต์อย่าง K-SHORTS การนำ AI เข้ามาจึงเป็นการยกระดับจากประสบการณ์เดิม ไม่ใช่การเริ่มจากศูนย์
การขยับครั้งนี้จึงเป็นไปตามเทรนด์โลก ที่ชัดเจนว่า AI จะครองสัดส่วนใหญ่ของคอนเทนต์แนวตั้งในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า เพราะต้นทุนต่ำ ความเร็วสูง และสามารถ localize ภาษาและวัฒนธรรมได้ง่าย อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องความซ้ำซากของเนื้อหา อัตราการรับชมที่มีโอกาสต่ำเตี้ย รวมถึงประเด็นสิทธิภาพลักษณ์และจริยธรรมโฆษณา ที่ยังเป็นโจทย์ซึ่งคารังคาซังคลี่คลายไม่ออก
ที่สุดแล้ว การเปิดตัวกานต์-ธาร คือการประกาศว่าประเทศไทยกำลังหาทางทดลองโมเดลที่ผสมผสานเทคโนโลยีกับเอกลักษณ์การเล่าเรื่องแบบคนไทย ซึ่งหากทำได้ดี โอกาสในการส่งออกคอนเทนต์แนวตั้งไปยังตลาดอาเซียนและตะวันตก ย่อมจะเปิดกว้างมากขึ้นแน่นอน.


