จับตา 'ไทยคม' หลังดาวเทียมใหม่ 2 ดวงเลื่อนขึ้นวงโคจร 'กสทช.' ดึง Korea-SAT อุดช่องว่างบริการ ก่อนเร่งยื่น ITU เซฟสิทธิวงโคจรไม่ให้หลุดมือ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ บอร์ด กสทช. เมื่อวันที่ 12 พ.ค.2569 มีมติเห็นชอบ 4 เสียง และงดออกเสียง 3 เสียง อนุมัติให้บริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) ขยายระยะเวลาการส่งดาวเทียม 'ไทยคม 9' ขึ้นใช้งานในวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ออกไปจนถึงเดือน ก.ย. 2570 จากเดิมที่กำหนดต้องนำดาวเทียมขึ้นใช้งานภายในวันที่ 15 พ.ค.2569 หลังที่ประชุมใช้เวลาพิจารณาและถกเถียงกันนานกว่า 3 ชั่วโมง ก่อนมีมติอนุมัติในที่สุด
การตัดสินใจดังกล่าวถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญของภารกิจรักษาสิทธิวงโคจรดาวเทียมของประเทศไทย เพราะการเลื่อนกำหนดส่งไทยคม 9 ไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเชิงเทคนิคของการผลิตดาวเทียมเท่านั้น หากยังเชื่อมโยงโดยตรงกับการรักษาความต่อเนื่องของบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม การดูแลลูกค้าในหลายประเทศ รวมถึงการป้องกันความเสี่ยงที่ประเทศไทยอาจสูญเสียสิทธิการใช้วงโคจรต่อสหภาพโทรคมนาคมระหว่างประเทศ หรือ ITU หากปล่อยให้ตำแหน่งวงโคจรว่างนานเกินไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง: 'กสทช.' เซฟวงโคจร 119.5E ไทยคม 9 ล่าช้า ใช้ดาวเทียมเกาหลีขัดตาทัพ
ทั้งนี้ ไทยคมได้รับสิทธิบริหารวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก จากการประมูลเมื่อเดือน ม.ค.2566 โดยมีเงื่อนไขสำคัญจาก กสทช. ว่าจะต้องนำดาวเทียมขึ้นใช้งานภายใน 3 ปี เพื่อทดแทนดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ซึ่งเป็นดาวเทียมบรอดแบนด์ที่ให้บริการมาอย่างยาวนาน และได้สิ้นสุดอายุทางวิศวกรรมแล้ว อย่างไรก็ตาม ระหว่างกระบวนการผลิตไทยคม 9 บริษัท Astranis ผู้ผลิตดาวเทียมจากสหรัฐอเมริกา ประสบปัญหาเกี่ยวกับชิ้นส่วนสำคัญบางประเภท ส่งผลให้กำหนดส่งมอบดาวเทียมต้องเลื่อนออกไป
กสทช. จึงพิจารณาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายเหตุสุดวิสัย และอนุมัติให้ขยายระยะเวลาการส่งดาวเทียมไทยคม 9 ออกไปถึงเดือน ก.ย.2570 ขณะเดียวกันยังคงวงเงินค้ำประกันเดิมกว่า 109 ล้านบาทไว้จนถึงกำหนดใหม่ เพื่อรักษาหลักประกันตามเงื่อนไขใบอนุญาต และลดความเสี่ยงต่อการบริหารสิทธิวงโคจรของประเทศ
อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้กระทบเฉพาะดาวเทียมไทยคม 9 เท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นในช่วงที่ดาวเทียมไทยคม 4 ซึ่งให้บริการต่อเนื่องมายาวนานกว่า 20 ปี กำลังเข้าสู่ช่วงปลายอายุการใช้งาน โดยมีแนวโน้มจะพ้นวงโคจรในช่วงปลายเดือน ก.ค. 2569 แม้ก่อนหน้านี้ดาวเทียมดวงดังกล่าวจะได้รับการขยายอายุทางวิศวกรรมมาแล้วถึง 2 ครั้ง จากเดิมที่มีกำหนดสิ้นสุดการใช้งานตั้งแต่ปี 2565 ก่อนยืดออกเป็นปี 2567 และต่ออายุอีกครั้งในปี 2568 เพื่อรอการมาถึงของไทยคม 9
ในเชิงธุรกิจ ไทยคม 4 ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมของไทย โดยเฉพาะการให้บริการอินเทอร์เน็ตในพื้นที่ห่างไกล การเชื่อมต่อภาคทะเล และบริการองค์กรในหลายประเทศทั่วเอเชีย ดังนั้น หากเกิดช่องว่างของบริการระหว่างที่ไทยคม 4 หมดอายุ แต่ไทยคม 9 ยังไม่สามารถขึ้นใช้งานได้ทัน ย่อมกระทบทั้งลูกค้าเดิม ความเชื่อมั่นของตลาด และบทบาทของไทยในธุรกิจดาวเทียมภูมิภาค
บอร์ด กสทช. จึงเร่งวางแผนสำรองเพื่อประคองบริการในช่วงรอยต่อ โดยในการประชุมเมื่อวันที่ 21 เม.ย.2569 ที่ประชุมได้อนุมัติการใช้สัญญาณดาวเทียมต่างชาติ หรือ Landing Right จากดาวเทียม Korea-SAT ของเกาหลีใต้ เข้ามาให้บริการชั่วคราวในประเทศไทย เนื่องจากดาวเทียมดังกล่าวมีตำแหน่งวงโคจรใกล้เคียงกับไทยคม 4 ทำให้ลูกค้าเดิมสามารถย้ายระบบไปใช้งานต่อได้ค่อนข้างรวดเร็ว โดยไม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนจานรับสัญญาณจำนวนมาก
ในทางปฏิบัติ การใช้ Korea-SAT จึงเป็นแผนกันชนสำคัญ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการระหว่างรอไทยคม 9 ผลิตแล้วเสร็จและขึ้นใช้งานจริง โดยเฉพาะในช่วงที่ดาวเทียมไทยคม 4 ใกล้สิ้นสุดภารกิจอย่างเป็นทางการ
สำหรับไทยคม 9 ถูกออกแบบเป็นดาวเทียมขนาดเล็กรุ่น MicroGEO ครอบคลุมพื้นที่ทั่วเอเชีย โดยบริษัท สเปซ เทค อินโนเวชั่น จำกัด เป็นผู้ว่าจ้าง Astranis ดำเนินการผลิต เพื่อเสริมศักยภาพบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียมของไทยในวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก อย่างไรก็ดี รายงานระบุว่า ปัญหาหลักเกิดจากการตรวจพบความบกพร่องของอุปกรณ์ในดาวเทียมล็อตเดียวกัน ทำให้ผู้ผลิตต้องย้อนกลับไปตรวจสอบและแก้ไขใหม่ทั้งหมด เพื่อป้องกันความเสี่ยงระยะยาว เพราะหากเร่งปล่อยดาวเทียมทั้งที่ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพ อาจสร้างความเสียหายต่อภารกิจในอนาคตมากกว่าการเลื่อนกำหนดส่ง
ขณะเดียวกัน รองศาสตราจารย์ ดร.สมภพ ภูริวิกรัยพงศ์ กรรมการ กสทช. ด้านกิจการโทรคมนาคม เปิดเผยว่า ที่ประชุมยังได้รับทราบคำขอของบริษัทลูกไทยคม กรณีขอเลื่อนการส่งดาวเทียมในวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก ซึ่งคาดว่าเกี่ยวข้องกับดาวเทียมไทยคม 11 ซึ่งเป็นอีกหนึ่งวงโคจรสำคัญที่ไทยคมประมูลได้เมื่อปี 2566 มูลค่ากว่า 380 ล้านบาท
เดิมไทยคมมีกำหนดส่งดาวเทียมในวงโคจร 78.5 องศาตะวันออก ภายในวันที่ 15 พ.ค.2569 เช่นเดียวกัน แต่จนถึงขณะนี้ ที่ประชุมยังไม่มีมติอนุมัติหรือไม่อนุมัติ เนื่องจากยังไม่ครบกำหนดเงื่อนไข 3 ปีตามใบอนุญาต อีกทั้งวงโคจรดังกล่าวยังมีดาวเทียมไทยคม 6 และไทยคม 8 ให้บริการอยู่ จึงยังไม่เกิดแรงกดดันเร่งด่วนเท่ากับกรณีวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ซึ่งไทยคม 4 กำลังใกล้สิ้นสุดการใช้งาน
อีกประเด็นที่ต้องจับตาอย่างใกล้ชิด คือการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทยต่อ ITU เนื่องจากหากปล่อยให้ตำแหน่งวงโคจร 119.5 องศาตะวันออกว่างเป็นเวลานาน ประเทศไทยอาจเผชิญความเสี่ยงต่อการสูญเสียสิทธิในการใช้งานวงโคจรดังกล่าวในอนาคต ดังนั้น สำนักงาน กสทช. จึงเตรียมเร่งส่งเอกสารขอพักใช้คลื่นความถี่ในวงโคจร 119.5 องศาตะวันออก ต่อ ITU ภายในวันที่ 8 มิ.ย.2569 เพื่อให้ทันการประชุม Radio Regulations Board ช่วงปลายเดือน มิ.ย.2569 นี้
ปัจจุบัน ไทยคมมีดาวเทียมให้บริการทั้งหมด 4 ดวง ได้แก่ ไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ ที่ตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก ไทยคม 6 ที่ตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก ไทยคม 7 ที่ตำแหน่ง 120 องศาตะวันออก และไทยคม 8 ที่ตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก ขณะที่ในช่วงปี 2570-2571 ไทยคมมีแผนส่งดาวเทียมขึ้นใช้งานเพิ่มเติมอีก 3 ดวง ได้แก่ ไทยคม 9 และไทยคม 10 ในตำแหน่ง 119.5 องศาตะวันออก รวมถึงไทยคม 11 ในตำแหน่ง 78.5 องศาตะวันออก
สำหรับไทยคม 10 จะเป็นดาวเทียมขนาดใหญ่แบบ Software Defined Satellite หรือ SDS รองรับการปรับพื้นที่ให้บริการและปริมาณช่องสัญญาณได้อย่างยืดหยุ่น มีความจุสูงถึง 120 Gbps และครอบคลุมตลาดเอเชียแปซิฟิก โดยไทยคมได้ลงนามกับ SpaceX ให้เป็นผู้ให้บริการส่งดาวเทียมไทยคม 10 ขึ้นสู่อวกาศด้วยจรวด Falcon 9 ขณะที่การออกแบบและสร้างดาวเทียมดำเนินการโดย Airbus Defence and Space จากฝรั่งเศส
โดยรวมแล้ว มติของบอร์ด กสทช. ครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงการอนุมัติให้เลื่อนกำหนดส่งดาวเทียมไทยคม 9 แต่เป็นการตัดสินใจท่ามกลางโจทย์ซ้อนหลายชั้น ทั้งการบริหารความเสี่ยงด้านเทคโนโลยี การรักษาความต่อเนื่องของบริการบรอดแบนด์ผ่านดาวเทียม การดูแลลูกค้าเดิม การใช้ดาวเทียมต่างชาติเป็นแผนสำรอง และที่สำคัญที่สุดคือการรักษาสิทธิวงโคจรของประเทศไทยในเวทีสากล ท่ามกลางการแข่งขันด้านอวกาศที่กำลังกลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิเศรษฐกิจสำคัญของโลกยุคใหม่


