ดัชนีดิจิทัลไทย Q1/69 ทรุดกลางศึก 'ดีป้า' ชี้แรงกดรอบทิศ ภาษีสหรัฐ-งบรัฐช้า-กำลังซื้อแผ่วกดเชื่อมั่น เอกชนขอรัฐเร่งเติมทุน-คน-นวัตกรรม หวังพลิกฟื้นใน 3 เดือนข้างหน้า
เมื่อวันที่ 26 มี.ค.69 ดร.ศุภกร สิทธิไชย รักษาการแทนผู้อำนวยการใหญ่ ดีป้า เปิดเผยว่า สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล หรือ ดีป้า ได้เปิดเผยผลการสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล (Digital Industry Sentiment Index) ไตรมาส 1 ปี 2569 ครอบคลุม 5 กลุ่มอุตสาหกรรมย่อย ได้แก่ อุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัล อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ และอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยพบว่าดัชนีความเชื่อมั่นภาพรวมอยู่ที่ระดับ 44.5 ลดลงจาก 48.6 ในไตรมาสก่อนหน้า สะท้อนว่าภาพรวมอุตสาหกรรมยังอยู่ในระดับไม่เชื่อมั่น อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ปัจจัยที่กดดันดัชนีมาจากการชะลอตัวของผลประกอบการ ปริมาณการผลิต การค้า การบริการ คำสั่งซื้อ โครงการที่ดำเนินงานร่วมกับพันธมิตรหรือคู่ค้า การจ้างงาน และต้นทุนประกอบการที่ปรับลดลง ขณะที่ปัจจัยด้านการลงทุนเพื่อประกอบการกลับมีทิศทางดีขึ้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งก็สะท้อนถึงความคาดหวังของผู้ประกอบการต่อแนวโน้มการเติบโตของอุตสาหกรรมในระยะใกล้
ดร.ศุภกร กล่าวว่า สาเหตุสำคัญที่ทำให้ดัชนีความเชื่อมั่นยังอ่อนแรง มาจากการเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐที่ล่าช้ากว่ากำหนด ส่งผลให้เม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ทันจังหวะ ขณะเดียวกันกำลังซื้อในประเทศก็ยังฟื้นตัวได้จำกัดหลังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจสิ้นสุดลง นอกจากนี้ ความผันผวนของราคาน้ำมันโลกจากสถานการณ์ตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ยังยิ่งซ้ำเติมต้นทุนด้านการขนส่งและการผลิตให้สูงขึ้น อีกทั้ง สหรัฐอเมริกายังปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีสู่ระดับ 19–21% ประกอบกับแรงกดดันจากการแข่งขันรุนแรงของสินค้านำเข้าต้นทุนต่ำและแพลตฟอร์มออนไลน์ ยิ่งทำให้บรรยากาศการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการดิจิทัลไทยเผชิญแรงเสียดทานมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยบวกที่พอช่วยประคองภาพรวมได้อยู่บ้าง ไม่ว่าจะเป็นการขยายตัวของการลงทุนศูนย์ข้อมูล หรือ Data Center ทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ปรับลดลง บรรยากาศการเลือกตั้ง ตลอดจนฤดูกาลท่องเที่ยวที่เข้ามาหนุนกิจกรรมบริการในระยะสั้น
สำหรับภาพแยกรายกลุ่มอุตสาหกรรมในไตรมาส 1/2569 พบว่า ทั้ง 5 กลุ่มยังมีดัชนีความเชื่อมั่นต่ำกว่าระดับ 50 ทั้งหมด โดยอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์และอุปกรณ์อัจฉริยะอยู่ที่ 41.7 อุตสาหกรรมซอฟต์แวร์อยู่ที่ 49.7 อุตสาหกรรมบริการด้านดิจิทัลอยู่ที่ 43.7 อุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์อยู่ที่ 41.9 และอุตสาหกรรมโทรคมนาคมอยู่ที่ 48.0 ซึ่งสะท้อนว่าแม้แต่กลุ่มที่ขยับเข้าใกล้ระดับ 50 มากที่สุดก็ยังไม่สามารถพลิกกลับเข้าสู่ภาวะเชื่อมั่นได้เต็มที่
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยยังคาดหวังให้ภาครัฐเร่งเพิ่มช่องทางการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ยกระดับระบบจัดซื้อจัดจ้างให้มีความโปร่งใสมากขึ้น พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง และผลักดันการใช้งานดิจิทัลโซลูชันในหน่วยงานภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม นอกจากนี้ ยังต้องการให้เร่งพัฒนาบุคลากรเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนกำลังคนดิจิทัล สนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงสร้างแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างประเทศ เพื่อลดต้นทุนและเปิดทางให้สินค้าและบริการไทยขยายสู่ตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
อย่างไรก็ดี ผลสำรวจครั้งนี้ยังส่งสัญญาณบวกในระยะสั้นเช่นกัน โดยผู้ประกอบการประเมินว่าในอีก 3 เดือนข้างหน้า ดัชนีความเชื่อมั่นมีแนวโน้มปรับขึ้นสู่ระดับ 56.3 จากความคาดหวังว่าปริมาณงานและคำสั่งซื้อจะทยอยเพิ่มขึ้นในไตรมาสถัดไป อันเป็นผลจากกิจกรรมการตลาด การได้รับเงินก้อนจากการเบิกจ่ายภาครัฐ และการเปิดตัวผลิตภัณฑ์กับบริการดิจิทัลใหม่ที่นำ AI มาใช้ แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังเผชิญข้อจำกัดหลายด้าน แต่ผู้ประกอบการยังเชื่อว่ามาตรการสนับสนุนจากภาครัฐหลังการเลือกตั้งจะมีส่วนช่วยประคองอุตสาหกรรมให้ค่อยๆ กลับเข้าสู่แนวโน้มเชิงบวกได้ในที่สุด
ผู้สนใจสามารถติดตามผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นอุตสาหกรรมดิจิทัล ไตรมาส 1 ประจำปี 2569 ได้ทาง www.depa.or.th/th/depakm/digital-indicators หรือติดตามเพิ่มเติมได้ทาง LINE OA: depaThailand และเพจเฟซบุ๊ก depa Thailand


