แกร็บ ประเทศไทย ประเมินสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจปัจจุบัน เฝ้าระวังไม่ต่างจากช่วงโควิด เนื่องจากไม่มีใครทราบว่าจะจบเมื่อไหร่ เตรียมความพร้อมรับมือต่อเนื่อง เพื่อให้ธุรกิจเดินหน้าต่อ ส่วนประเด็นจดทะเบียนผู้ขับรย.17 และ รย.18 ยังทำงานร่วมกับกรมขนส่งและกระทรวงดีอีอย่างใกล้ชิด เพื่อหาแนวทางออกร่วมกัน
นางสาวจันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย กล่าวว่า ทางแกร็บได้มีการเฝ้าระวังและประเมินสถานการณ์สภาพเศรษฐกิจ และผลกระทบขึ้นจากสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะผลกระทบเรื่องราคาน้ำมัน และการจับจ่ายใช้สอยต่างๆ ซึ่งภายในมองกันว่าเป็นเหมือนในช่วงโควิดที่ผ่านมา
“ตอนนี้เริ่มเห็นภาครัฐประกาศให้หน่วยงานราชการเริ่ม Work from Home กัน แต่ในส่วนของภาคเอกชนยังไม่ได้มีอะไรที่ชัดเจน ซึ่งในมุมของแกร็บ ก็ต้องหันกลับมาดูว่าเป็นโอกาสกับธุรกิจส่วนไหน เพื่อผลักดันให้เหมาะสม อย่างถ้ามีการ Work from Home การเดินทางออกข้างนอกอย่างธุรกิจเรียกรถจะได้รับผลกระทบ ในอีกมุมก็เป็นโอกาสของธุรกิจฟู้ดเดลิเวอรี่ที่จะมีการใช้งานเพิ่มขึ้น”
โดยก่อนหน้านี้ แกร็บ ได้ประกาศงบประมาณสนับสนุนค่าใช้จ่ายน้ำมันที่มีการผันผวนเป็นเงิน 10 ล้านบาท คาดว่าจะสนับสนุนผู้ขับได้ถึงช่วงต้นเดือนเมษายน หลังจากนั้น ซึ่งภายในอยู่ในช่วงประเมินสถานการณ์เพื่อเตรียมมาตรการออกมารองรับ ยืนยันว่าในอนาคต หากมีการปรับขึ้นราคา ทั้งหมดจะยังอยู่ในข้อกำหนดของกรมการขนส่งทางบกแน่นอน
อีกส่วนที่กำลังดำเนินการณ์คือการหาพันธมิตร ที่จะมาช่วยผลักดันในเรื่องของรถยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจากข้อมูลที่ผ่านมาสามารถลดต้นทุนพลังงานได้ 60-70% เมื่อเทียบกับรถยนต์สันดาบ ซึ่งปัจจุบันมีรถ EV อยู่ในระบบหลักหมื่นคัน และคาดว่าในสถานการณ์นี้จะมีโอกาสเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
ในส่วนของปัญหาการจดทะเบียนรถยนต์ และรถจักยานยนต์รับจ้างสาธารณะผ่านแอปพลิเคชัน (รย.17 และ รย.18) ที่จะเริ่มมีบทลงโทษหลังวันที่ 31 มีนาคมนี้ ทางแกร็บกำลังเร่งหารือกับกรมการขนส่งทางบกและกระทรวง DE เพื่อหาทางออกร่วมกัน เพราะจากผลตอบรับของไรเดอร์ พบอุปสรรคสำคัญจากเงื่อนไขไฟแนนซ์และต้นทุนค่าประกันภัยเชิงพาณิชย์ที่สูงถึง 40,000-80,000 บาท
สำหรับภาพรวมของธุรกิจ แกร็บ ในปีที่ผ่านมาเติบโตในหลายส่วน ทั้งปริมาณการใช้งานเพิ่มที่ขึ้น 19% ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยต่อผู้ใช้เพิ่มขึ้น 8% รวมถึงปริมาณการใช้งานต่อวันสูงขึ้นถึง 37% นอกจากนี้ฝั่งของผู้ใช้ เมื่อดูในฝั่งของคนขับปริมาณไรเดอร์เพิ่มขึ้น 52% ร้านอาหารที่มียอดขายเติบโตถึง 13.5% ต่อเดือน และมีอัตราการปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น 40%”


