การประกาศเปิดตัว MacBook Neo ที่เป็นแมคบุ๊กรุ่นเริ่มต้นในระดับราคาต่ำกว่า 20,000 บาท ของแอปเปิล (Apple) กลายเป็นปรากฏการณ์ที่สร้างมาตรฐานใหม่ให้แก่ตลาดโน้ตบุ๊กพกพา ราคาประหยัดที่แต่เดิมถูกครองตลาดในฝั่งวินโดวส์ และโครมบุ๊กมาอย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน ยังกลายเป็นอีกผลิตภัณฑ์ที่เข้ามาเปลี่ยนเกมในตลาดกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่แต่เดิม iPad ได้เข้ามาจับตลาดกลุ่มเริ่มต้นไปแล้ว ตามมาด้วย MacBook Neo ในครั้งนี้ ปูทางให้ผู้บริโภครุ่นใหม่เข้าสู่อีโคซิสเตมส์ของ Apple แบบเต็มตัว
จุดหลักที่ทำให้ MacBook Neo มีความน่าสนใจคือการเลือกนำชิป Apple A18 Pro ที่เคยใช้งานใน iPhone 16 Pro มาใส่ลงในแมคบุ๊ก เข้ามาแทนที่ Apple Silicon ที่เป็นซีรีส์ตระกูล M เดิม สวนทางกับการที่ iPad รุ่นพรีเมียมขยับมาใช้ชิปตระกูล M
จนทำให้สามารถทำราคาจำหน่ายของ MacBook Neo ลงมาอยู่เริ่มต้นที่ 19,900 บาท ในรุ่น 256GB หรือถ้าใช้สิทธิราคานักศึกษาจะเริ่มต้นที่ 16,900 บาท เท่านั้น ส่วนรุ่น 512GB จะขยับขึ้นไปอยู่ที่ 22,900 บาท เพิ่มเติมด้วยการมีเซ็นเซอร์ Touch ID สำหรับสแกนลายนิ้วมือในการปลดล็อกเครื่องเพิ่มเข้ามาให้ด้วย
เมื่อมองเทียบไปในตลาดของ MacBook แต่เดิมในช่วงระดับราคา 2 หมื่นต้นๆ จะยังมีเครื่อง MacBook Air ที่ใช้ชิป M1 มือสองอยู่ในระดับราคาใกล้เคียงกัน เพียงแต่ด้วยการที่เป็นชิปรุ่นเก่า ทำให้ระยะเวลาในการซัพพอร์ต หรืออัปเดตระบบปฏิบัติการจะสู้กับรุ่นใหม่อย่าง MacBook Neo ไม่ได้ ดังนั้นตัวเลือกของ Neo จึงน่าสนใจกว่า
ส่วนที่ทำให้ MacBook Neo น่าใช้งานเมื่อเทียบกับระดับราคาคือตัวเครื่องที่มากับวัสดุอะลูมิเนียมชิ้นเดียว ตามสไตล์ของ MacBook เช่นเดิม ตัวเครื่องน้ำหนัก 1.23 กิโลกรัม บาง 1.27 เซนติเมตร เรียกได้ว่าให้ดีไซน์มาคงความเป็น Apple อย่างเต็มที่ และยังถูกออกแบบมาเป็นอย่างดีเพราะสามารถเปิดฝาเครื่องด้วยมือข้างเดียวเช่นเดิม
ตัวเครื่องยังมีให้เลือกถึง 4 สีสันใหม่ ทั้งสีดั้งเดิมอย่างสีเงิน ตามด้วยสีชมพูบลัช สีเหลืองซีตรัส และสีน้ำเงินอินดิโก ซึ่งเข้ามาเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่เป็นนักเรียน นักศึกษาอย่างชัดเจน ทำให้การถือใช้งานมีความโดดเด่น และเป็นเอกลักษณ์มากยิ่งขึ้น
***สิ่งที่ต้องแลกกับราคาประหยัด
แน่นอนว่า เมื่อเป็นรุ่นเริ่มต้นสิ่งที่ Apple นำมาใช้งานบางส่วนยังเป็นเทคโนโลยีเดิม อย่างหน้าจอ Liquid Retina ขนาด 13 นิ้ว ที่ให้มา ถ้าสังเกตจะเห็นว่าขอบหน้าจอมีความหนากว่าเมื่อเทียบกับ MacBook Air รุ่นที่วางจำหน่ายในปัจจุบัน ให้ความสว่างหน้าจอสูงสุดที่ 500 nits เท่านั้น รวมถึงกล้อง FaceTime ยังอยู่ในระดับ Full HD
ถัดมาในส่วนของคีย์บอร์ดที่ให้เลือกใช้คีย์บอร์ดสีขาวแทน และตัดไฟแอลอีดีใต้ปุ่มออกไป โดยในรุ่นเริ่มต้นจะไม่มี Touch ID ในการปลดล็อกเครื่องให้ด้วย ต้องขยับขึ้นไปเป็นรุ่น 512GB แทนถึงจะมีให้ เช่นเดียวกับพอร์ตเชื่อมต่อที่ให้มาเป็น USB-C 3.0 1 พอร์ต ในการเชื่อมต่อกับจอแสดงผลภายนอก และ USB-C 2.0 อีก 1 พอร์ต สำหรับใช้งานทั่วไป
อย่างไรก็ตาม จุดที่หลายคนตั้งคำถามคือการที่แอปเปิล เลือกให้หน่วยความจำ (RAM) ในตัวเครื่อง MacBook Neo มาที่ 8GB เท่านั้น แตกต่างจาก MacBook Air หรือโน้ตบุ๊กรุ่นเริ่มต้นทั่วไปในท้องตลาดเวลานี้ ที่ขยับมาตรฐานขึ้นมาเป็น 16GB แล้ว
ส่วนหนึ่งที่ทำให้ แอปเปิล เลือกหน่วยความจำขนาดนี้ มาจากทั้งข้อจำกัดของชิป A18 Pro ที่ออกแบบมาให้ทำงานกับ RAM 8 GB อยู่แล้ว แต่สิ่งที่มาช่วยชดเชยคือการออกแบบระบบปฏิบัติการ macOS ให้รองรับการทำงานของ Unified memory หรือหน่วยความจำแบบรวมใน SoC ที่สามารถดึงพื้นที่หน่วยความจุมาใช้งานเป็น VRAM เพิ่มเติมได้
รวมไปถึงการชาร์จแบตเตอรีที่รองรับการชาร์จไฟสูงสุดที่ราว 35W เท่านั้น โดยอะแดปเตอร์ที่แถมมาให้ในกล่องอยู่ที่ 20W เท่านั้น ถ้าอยากชาร์จเร็วขึ้น ต้องซื้ออะแดปเตอร์อื่นมาใช้งานเพิ่มแทน โดยแบตเตอรีสามารถใช้งานท่องเว็บแบบเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ต่อเนื่องราว 11 ชั่วโมง
***ใครเหมาะกับ MacBook Neo
อีกหนึ่งคำถามที่ตามมาหลังการเปิดตัว และเริ่มมีผลตอบรับจากการใช้งานพบว่า กลุ่มเป้าหมายหลักของ MacBook Neo จะมีทั้งกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ที่ต้องการคอมพิวเตอร์ไว้ใช้ในการเรียน ตามที่แอปเปิลตั้งใจไว้
แต่กลุ่มที่ตามมา และกลายเป็น MacBook Neo ตอบโจทย์ด้วยคือกลุ่มผู้ใช้งานทั่วไป ที่ไม่ได้มีความจำเป็นต้องใช้แมคบุ๊กที่ประมวลผลแรงๆ เพียงแค่ใช้งานอย่างการทำเอกสารออนไลน์ ใช้งานเว็บเบราว์เซอร์ เข้าโซเชียลมีเดีย และสตรีมมิ่งเพื่อความบันเทิงเป็นหลัก ที่นับว่าเป็นกลุ่มใหญ่ของผู้ใช้โน้ตบุ๊กอยู่แล้ว
ส่วนถ้าเป็นกลุ่มผู้ใช้ระดับมืออาชีพขึ้นมา เริ่มมีการนำไปใช้เพื่อการทำงานอย่างครีเอเตอร์ ช่างภาพ ตัดต่อวิดีโอความละเอียดสูง นักพัฒนาที่เขียนโปรแกรม ซึ่งใช้ประสิทธิภาพในการประมวลผลที่สูงขึ้น รุ่นเริ่มต้นก็จะไม่ตอบโจทย์อยู่แล้ว
จะเห็นได้ว่า MacBook Neo ถือเป็นเครื่องที่มีกลุ่มผู้ใช้งานชัดเจนมากๆ ถ้าใครที่มีความจำเป็นต้องใช้การถ่ายโอนไฟล์อย่างรวดเร็วผ่านพอร์ตเครื่อง หน้าจอระดับ ProMotion 120 Hz หรือเชื่อมต่อกับจอมอนิเตอร์จำนวนมาก สามารถมองข้ามรุ่นนี้แล้วขยับขึ้นไปใน MacBook Air และ MacBook Pro ที่มีชิปแรงกว่าแทน
สุดท้ายแล้วในยุคที่พีซี ถูกผลักดันให้ขึ้นราคาจากการขาดตลาดของชิปหน่วยความจำ การที่แอปเปิล ทำราคา Neo ได้เริ่มต้นต่ำกว่า 20,000 บาท จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ทำให้เครื่องรุ่นนี้จะได้รับความนิยมจากผู้ใช้งานจำนวนมากอย่างแน่นอน


