78% ของธุรกิจ SMB ในเอเชียแปซิฟิกเริ่มใช้ AI แล้ว และอีก 82% เตรียมลงทุนเพิ่ม แต่ยิ่งพึ่งพาข้อมูลมากเท่าไร ความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเท่านั้น
สเตฟาน แมนเดิล (Stefan Mandl) รองประธานฝ่ายการขายและการตลาดทั่วโลก ของบริษัท WD ต้องการเตือนใจชาวไทยว่า AI อาจสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้ประเทศสูงถึง 5.6 หมื่นล้านดอลลาร์ แต่หากข้อมูลสูญหายเพียงครั้งเดียว ก็อาจทำให้ธุรกิจจำนวนมากล้มลงได้ทันที
ยังมีอีกหลายข้อมูลที่จะกระตุกใจคนไทย ในบทความนี้ของสเตฟาน แมนเดิล
***เมื่อธุรกิจ SMB ส่วนใหญ่ในเอเชียแปซิฟิกกำลังใช้ AI แต่ความเสี่ยงข้อมูลสูญหายยังคงเป็นภัยเงียบ / สเตฟาน แมนเดิล
ผลการวิจัย Deloitte ปี 2025 ระบุว่า ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMB) ทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังเร่งนำ AI มาปรับใช้ โดยมีถึง 78% ที่เริ่มใช้งานเครื่องมือที่ขับเคลื่อนด้วย AI อย่างน้อยหนึ่งอย่าง และอีก 82% มีแผนที่จะลงทุนเพิ่มเติมด้านนี้ โดยรายงานฉบับเดียวกันยังเน้นย้ำว่า AI สามารถสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยได้มหาศาล โดยมีมูลค่าระหว่าง 2.3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ถึง 5.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แม้ว่า AI จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วขึ้น ไปจนถึงเข้าถึงลูกค้าได้อย่างชาญฉลาด และดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็นำมาซึ่งสภาวะย้อนแย้งที่อันตราย นั่นคือยิ่งธุรกิจ SMB พึ่งพาข้อมูลในการขับเคลื่อนธุรกิจมากเท่าใด ความเสี่ยงจากการสูญเสียข้อมูลก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
ขนาดความเปราะบางนี้เริ่มมีความชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะเมื่อเกิดการโจมตีทางไซเบอร์หรือระบบมีการหยุดชะงักครั้งใหญ่ (Major System Disruption) ซึ่งรายงาน Commvault 2025 State of Data Readiness ระบุว่า แม้ผู้นำธุรกิจในภูมิภาคถึง 72% จะคาดหวังว่าจะสามารถกู้คืนระบบได้ภายใน 5 วัน แต่ในความเป็นจริง 70% ขององค์กรกลับต้องใช้เวลาหนึ่งสัปดาห์หรือนานกว่านั้นในการฟื้นฟูการดำเนินงาน ยิ่งไปกว่านั้น มีบริษัทที่ถูกโจมตีไม่ถึงครึ่ง (41%) ที่สามารถกู้คืนข้อมูลได้ครบ 100% ซึ่งหมายความว่าบริษัทส่วนใหญ่ต้องเผชิญกับการสูญเสียข้อมูลอย่างถาวร
สำหรับธุรกิจ SMB ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 97% ของธุรกิจทั้งหมดและมีการจ้างงานมากกว่าครึ่งหนึ่งของแรงงาน ความเสียหายด้านข้อมูลเพียงครั้งเดียวไม่ใช่แค่ปัญหาทางเทคนิค แต่สามารถทำให้การดำเนินงานหยุดชะงัก ไปจนถึงทำลายความเชื่อมั่นของลูกค้า และในกรณีที่เลวร้ายที่สุด อาจบีบให้ต้องปิดตัวลงอย่างถาวร โดยเฉพาะในประเทศไทย ธุรกิจ SMB ถือเป็นฟันเฟืองหลักในการฟื้นฟูการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยจากข้อมูลของธนาคารโลก (World Bank Group) ระบุว่า SMB คิดเป็น 99.5% ของสถานประกอบการในประเทศ สร้างการจ้างงานถึง 69.5% และมีส่วนสำคัญถึง 35.3% ของ GDP โดยรวมของประเทศ
การเติบโตของ AI ยังถือเป็นการขยายขอบเขตของภัยคุกคาม เนื่องจากอาชญากรไซเบอร์มักใช้ AI ในการโจมตีที่ซับซ้อนมากขึ้น ลองจินตนาการถึงฐานข้อมูลลูกค้าที่เสียหาย หรือการถูกโจมตีด้วย Ransomware ไปจนถึงโน้ตบุ๊กที่มีบันทึกทางการเงินที่สำคัญถูกขโมย หรือแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซล่มในช่วงเวลาที่มีการซื้อขายสูงสุด ความขัดข้องเหล่านี้สามารถทำให้ธุรกิจพังลงได้ทันที และสร้างความเสียหายต่อการเงินและชื่อเสียงอย่างมหาศาล
เมื่อมีการเร่งมือการปรับใช้ AI เพิ่มขึ้น ความเสี่ยงเหล่านี้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ทำให้ความสามารถในการฟื้นตัว (Resilience) มีความสำคัญมากกว่าที่เคย แม้ธุรกิจ SMB จะตระหนักถึงความจำเป็นในการสำรองข้อมูลที่แข็งแกร่งขึ้น แต่บริษัทต่าง ๆ จะสร้างกลยุทธ์อย่างไรเพื่อปกป้องการดำเนินงานและข้อมูลในสภาพแวดล้อมที่ขับเคลื่อนด้วย AI และมีความซับซ้อนมากขึ้นเช่นนี้
ช่องว่างด้านความสามารถในการฟื้นตัว เมื่อการปรับใช้ AI ก้าวกระโดดเกินหน้าการปกป้องข้อมูล
ธุรกิจ SMB หลายแห่งมองข้ามข้อเท็จจริงที่สำคัญไปว่า AI ไม่ได้เพิ่มเพียงแค่ขีดความสามารถ แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงให้กับข้อมูลอีกด้วย การใช้ AI เพื่อสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้ลูกค้า หรือการวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ และการทำงานอัตโนมัติช่วยส่งเสริมการเติบโต โดยในขณะเดียวกันก็นำหน้าที่สำคัญของธุรกิจไปรวมไว้บนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ซึ่งบ่อยครั้งมักทำโดยไม่มีการอัปเดตกลยุทธ์การสำรองข้อมูลและความสามารถในการฟื้นคืนข้อมูลให้สอดคล้องกัน
แรงกดดันต่อธุรกิจ SMB ในภูมิภาคกำลังเพิ่มสูงขึ้น จากรายงานการวิจัยในปี 2025 โดยบอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป (BCG) ระบุว่า จากการเปลี่ยนผ่านจากโครงการนำร่องในช่วงแรกไปสู่โซลูชันแบบเอเจนต์อัตโนมัติ (Autonomous Agentic Solutions) ทำให้บริษัทในเอเชียแปซิฟิกถึง 78% มีการใช้ AI อย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยทั่วโลกที่ 72% อย่างไรก็ตาม มีเพียง 33% เท่านั้นที่รู้สึกว่าตนเองเข้าใจเครื่องมือเหล่านี้เป็นอย่างดี ซึ่งถือเป็นสัญญาณของช่องว่างขนาดใหญ่ในด้านความรู้และการบริหารจัดการ
ช่องว่างทางความรู้ดังกล่าวมีความน่ากังวลอย่างยิ่ง เพราะในขณะที่ AI กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แต่การจัดการความถูกต้องสมบูรณ์ของข้อมูลและการสำรองข้อมูลกลับตามไม่ทัน ธุรกิจ SMB จำนวนมากยังคงพึ่งพากลยุทธ์การสำรองข้อมูลเพียงจุดเดียว ไม่ว่าจะเป็นการใช้คลาวด์เพียงอย่างเดียวหรือการเก็บไว้ในเครื่องเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้เกิดความเปราะบาง การใช้คลาวด์เพียงอย่างเดียวอาจล้มเหลวเมื่อเกิดเหตุบริการขัดข้อง ความล่าช้าในการส่งข้อมูล หรือความเร็วอินเทอร์เน็ตที่ถูกจำกัดจนทำให้การกู้คืนข้อมูลล่าช้าในช่วงเวลาวิกฤต ในทางกลับกัน การสำรองข้อมูลในเครื่องเพียงอย่างเดียวก็ช่วยอะไรได้น้อยมากหากถูก โดจมตีด้วย Ransomware แบบเข้ารหัสทั้งข้อมูลหลักและข้อมูลสำรองพร้อมกัน แม้แต่การที่อินเทอร์เน็ตขัดข้องตามปกติก็อาจทำให้ความพยายามในการกู้คืนข้อมูลล้มเหลวได้เมื่อธุรกิจต้องพึ่งพาการเข้าถึงแบบรีโมทเพียงอย่างเดียวในการกู้คืนระบบ
หากไม่มีกลยุทธ์การสำรองข้อมูลแบบหลายชั้น แม้แต่ความผิดปกติเพียงเล็กน้อยก็อาจบานปลายไปสู่การหยุดชะงักของการดำเนินงานเป็นเวลานาน ซึ่งทำให้รายได้ ความเชื่อมั่นของลูกค้า และความต่อเนื่องทางธุรกิจตกอยู่ในความเสี่ยง
กฎ 3-2-1 มาตรฐานที่ยั่งยืนและความจำเป็นที่มากขึ้น
เมื่อธุรกิจนำ AI เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินงานหลัก ความสำคัญของกลยุทธ์การสำรองข้อมูลแบบหลายชั้นจึงเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้ การหยุดชะงักของระบบที่เคยหมายถึงแค่การเสียประสิทธิภาพการทำงาน ในปัจจุบันกลับหมายถึงการที่การทำงานที่ขับเคลื่อนด้วย AI ต้องหยุดลง การผิดสัญญาต่อลูกค้า และการเจอโทษตามกฎหมายคุ้มครองข้อมูลที่เข้มงวดขึ้นในทั่วภูมิภาค
นี่คือเหตุผลที่กฎการสำรองข้อมูลแบบ 3-2-1 ผ่านการพิสูจน์มาแล้ว และกำลังกลายเป็นข้อกำหนดพื้นฐานมากกว่าจะเป็นเพียงแนวทางปฏิบัติที่ดีสำหรับ SMB ในยุค AI กลยุทธ์นี้มีแกนหลักที่เรียบง่ายแต่เพิ่มการป้องกันที่สำคัญ นั่นคือ การเก็บข้อมูลไว้สามชุดบนสื่อบันทึกข้อมูลสองประเภทที่แตกต่างกัน และต้องมีอย่างน้อยหนึ่งชุดที่เก็บไว้ในพื้นที่นอกสำนักงาน (Off-site)
“3” หมายถึง ข้อมูลต้นฉบับหนึ่งชุด บวกกับชุดสำรองอีกสองชุดจากแหล่งที่ต่างกัน “2” คือการทำให้แน่ใจว่าข้อมูลสำรองเหล่านั้นถูกเก็บไว้บนเทคโนโลยีการจัดเก็บข้อมูลที่ต่างกัน ตัวอย่างเช่น การเก็บข้อมูลต้นฉบับไว้ในไฟล์เซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ฮาร์ดดิสก์ (HDD) และสำรองข้อมูลอีกสองชุดไว้ในอุปกรณ์ NAS หรือ ฮาร์ดดิสก์แบบพกพา หรือเก็บไว้บนคลาวด์ การกระจายตัวเลือกเช่นนี้จะช่วยลดความเสี่ยงของการทำงานล้มเหลวที่อาจเกิดขึ้นพร้อมกัน และสุดท้าย “1” คือการมีข้อมูลสำรองหนึ่งชุดเก็บไว้นอกสถานที่ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถแก้ไขได้ (Immutable) เช่น การสำรองข้อมูลบนคลาวด์ในศูนย์ข้อมูลแบบรีโมทที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงหรือลบออกได้ แม้ว่าเครือข่ายหลักจะถูกโจมตีก็ตาม
แนวทางแบบหลายชั้นนี้ช่วยเพิ่มโอกาสให้ธุรกิจสามารถดำเนินงานต่อไปได้ แม้จะเผชิญกับภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ซึ่งอาจเจาะผ่านการป้องกันด่านแรกเข้ามาได้ ในขณะเดียวกัน การสำรองข้อมูลไว้กับผู้ให้บริการพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ จะช่วยให้สามารถกลับมาดำเนินธุรกิจได้อย่างรวดเร็วหลังจากเกิดการสูญเสียข้อมูล
ท้ายที่สุดแล้ว ความสามารถในการฟื้นตัวต้องถูกสร้างขึ้นจากระบบ ไม่ใช่จากการคาดเดา ดังนั้น สถาปัตยกรรมสำรองข้อมูลหลายชั้นที่ครอบคลุมทั้งการจัดเก็บในเครื่อง อุปกรณ์พกพา และพื้นที่นอกสำนักงาน คือรากฐานสำหรับการปกป้องข้อมูลที่เชื่อถือได้ในระดับกว้าง กลยุทธ์ 3-2-1 ที่ผ่านการพิสูจน์มาแล้วจึงไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปสำหรับ SMB ในยุค AI
กลยุทธ์แบบไฮบริด ทางสายกลางระหว่างการพึ่งพาคลาวด์และการควบคุมในพื้นที่
การจัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์เป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์การสำรองข้อมูลของ SMB ซึ่งในปัจจุบัน องค์กรในเอเชียแปซิฟิกถึง 63% ดำเนินงานในสภาพแวดล้อมแบบมัลติคลาวด์ (Multi-cloud) หรือไฮบริดคลาวด์ (Hybrid cloud) ซึ่งสร้างระบบนิเวศที่มีความซับซ้อนและต้องพึ่งพากันมากขึ้น ความซับซ้อนนี้เริ่มส่งผลกระทบ โดยองค์กรถึง 38% ยอมรับว่าตนเองขาดความมั่นใจในความสามารถที่จะกู้คืนการดำเนินงานหลังการถูกเจาะระบบ ตามข้อมูลจากรายงานเดียวกันของ Commvault ปี 2025
ปัญหาการเชื่อมต่อ ข้อจำกัดในการให้บริการของระบบ และการคาดการณ์ต้นทุนในระยะยาว ล้วนเป็นความท้าทายที่อาจเกิดขึ้นเมื่อใช้คลาวด์เป็นด่านเดียวในการป้องกัน
ในปัจจุบัน ข้อถกเถียงไม่ใช่เรื่องระหว่างการจัดเก็บในคลาวด์หรือในเครื่องอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องที่ว่าธุรกิจสามารถกู้คืนระบบได้เร็วแค่ไหน และภายใต้เงื่อนไขใด เมื่อเกิดเหตุขัดข้องขึ้น
นี่คือจุดที่แนวทางที่ยืดหยุ่นกว่าจะเข้ามามีบทบาท นั่นคือกฎการสำรองข้อมูลแบบไฮบริดที่รวมการสำรองข้อมูลบนคลาวด์และในเครื่องเข้าด้วยกัน โดยมีฮาร์ดดิสก์ (HDD) เป็นขุมพลังสำคัญ วิธีนี้ช่วยให้ SMB สามารถเข้าถึงและกู้คืนข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว ในขณะที่ยังคงควบคุมประสิทธิภาพ ประสิทธิภาพการทำงาน และความพร้อมใช้งานของข้อมูลได้ดีกว่าในช่วงที่เกิดเหตุขัดข้องหรือข้อจำกัดในการให้บริการ การสำรองข้อมูลในเครื่องช่วยให้กู้คืนข้อมูลได้เร็วขึ้นและเข้าถึงข้อมูลได้ต่อเนื่องแม้เครือข่ายหรือบริการคลาวด์จะใช้งานไม่ได้ ในขณะที่การสำรองข้อมูลบนคลาวด์จะช่วยปกป้องข้อมูลนอกสถานที่และรองรับการขยายตัวได้ดี
พื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์และในเครื่องควรถูกมองว่าเป็นส่วนที่ส่งเสริมกันมากกว่าจะแข่งขันกัน เมื่อใช้ร่วมกัน สิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ SMB สามารถสร้างสภาพแวดล้อมการสำรองข้อมูลที่สมดุล เป็นไปตามข้อกำหนดของกลยุทธ์ 3-2-1 สอดคล้องทั้งในแง่ของการเข้าถึงข้อมูลและการควบคุม และช่วยเสริมสร้างความสามารถในการดำเนินงานภายใต้สภาวะความเป็นจริง
การสำรองข้อมูลเพื่อส่งเสริมความสามารถในการดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง
คำถามสำหรับผู้นำธุรกิจ SMB ในเอเชียแปซิฟิกคือ ธุรกิจของคุณจะอยู่รอดได้หรือไม่หากไม่มีข้อมูลใช้เป็นเวลา 48 ชั่วโมง? หากคำตอบคือไม่ ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมองว่าการสำรองข้อมูลคือโครงสร้างพื้นฐาน ไม่ใช่แค่การทำประกันภัย
ในขณะที่ SMB ในเอเชียแปซิฟิกเร่งการปรับใช้ AI ความได้เปรียบที่แท้จริงจะตกเป็นของผู้ที่สร้างความสามารถในการฟื้นคืนข้อมูลไว้ในรากฐานของธุรกิจ มากกว่าผู้ที่เพิ่งจะมาหาทางแก้ไขหลังจากเกิดวิกฤตแล้ว
ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันที่การสูญเสียข้อมูลส่งผลกระทบต่อธุรกิจส่วนใหญ่อยู่แล้ว คำถามจึงไม่ใช่ว่าความขัดข้องจะเกิดขึ้นหรือไม่ แต่คือกลยุทธ์การสำรองข้อมูลของคุณสามารถรองรับการทำงานในยุค AI ได้จริงหรือไม่ ซึ่งรวมถึงความเร็วในการกู้คืนระบบที่สำคัญ ข้อมูลสำรองยังสามารถเข้าถึงได้หรือไม่ในช่วงที่ระบบล่ม และกระบวนการกู้คืนได้รับการทดสอบในสภาวะจำลองที่สมจริงแล้วหรือยัง สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการจับคู่กลยุทธ์สำรองข้อมูลเข้ากับแผนการกู้คืนที่ชัดเจน ซึ่งมีการกำหนดลำดับความสำคัญในการฟื้นฟูระบบ ระยะเวลาการกู้คืนที่ยอมรับได้ และผู้รับผิดชอบที่ชัดเจนเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง
ในสภาวะที่ขับเคลื่อนด้วย AI และต้องพร้อมทำงานตลอดเวลา ซึ่งความขัดข้องอาจเป็นสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้สำหรับ SMB การจัดวางความยืดหยุ่นหลายชั้น ความคล่องตัวของไฮบริดคลาวด์ และการควบคุมในเครื่องภายใต้กรอบการทำงาน 3-2-1 จะเปลี่ยนการสำรองข้อมูลจากการเป็นเพียงมาตรการป้องกันทางเทคนิค ให้กลายเป็นขีดความสามารถทางธุรกิจเชิงกลยุทธ์ ซึ่งช่วยลดการหยุดชะงัก ปกป้องความเชื่อมั่นของลูกค้า และสร้างรากฐานของความมั่นคงในระยะยาว.


