เจาะลึกวิสัยทัศน์ Dell 2026 ระบุสิ้นสุดยุคทดลองใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) สู่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรมด้วยระบบเอเยนต์อัจฉริยะ ชี้ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกและญี่ปุ่น (APJC) เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจ AI โลก มั่นใจเฟสถัดไป AI สามารถเปลี่ยนวิธีการทำงานของโรงงาน เปลี่ยนการทำงานของซัพพลายเชน และช่วยชีวิตคนได้
นายปีเตอร์ มาร์ส (Peter Marrs) ประธานภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ญี่ปุ่น และจีน (APJC) ของเดลล์ เทคโนโลยีส์ (Dell Technologies) กล่าวว่าความร้อนแรงของตลาด AI สะท้อนได้ผ่านตัวเลขทางการเงินของ Dell ในไตรมาสที่ 3 ปีงบประมาณ 2026 โดยมีรายได้รวมสูงถึง 2.7 หมื่นล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 11% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า, ข้อมูลระบุว่ายอดสั่งซื้อ AI Server เพียงอย่างเดียวในไตรมาสนี้พุ่งสูงถึง 12,300 ล้านดอลลาร์ และมียอดสั่งซื้อสะสม (Backlog) สูงเป็นประวัติการณ์ที่ 18,400 ล้านดอลลาร์
"นี่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จชั่วคราว แต่เป็นแนวโน้มขาขึ้นที่ชัดเจน โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่มียอดสั่งซื้อสะสมเติบโตอย่างต่อเนื่อง"
การโชว์ผลประกอบการไตรมาส 3 ที่ทุบสถิติด้วยยอดสั่งซื้อ AI Server พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ของเดลล์ สะท้อนให้เห็นว่าเอเชียแปซิฟิกกำลังกลายเป็นสมรภูมิหลักของการแข่งขันด้านอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ (Sovereign AI) ซึ่งเป็นหนึ่งในกลุ่มลูกค้าที่เติบโตมากของเดลล์
***ปีนี้ต้องดูแล
นายจอห์น รีส (John Roese) ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยีและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปัญญาประดิษฐ์ระดับโลกของเดลล์ เทคโนโลยีส์ วิเคราะห์ว่าหากปี 2025 คือปีแห่งการตื่นตัวเรื่อง Agentic ปี 2026 จะเป็นปีที่คำว่าธรรมาภิบาลขึ้นมามีบทบาทนำ เนื่องจากองค์กรจะล้มเหลวในการใช้ AI หากขาดระเบียบวินัยและการกำกับดูแลที่ชัดเจน,
ในมุมมองเชิงลึก ธรรมาภิบาลแบ่งออกเป็น 2 ระดับ คือ 1. ธรรมาภิบาลภายนอก เช่นการจัดการกับกฎระเบียบที่กระจัดกระจายทั่วโลกกว่า 1,000 แห่ง ซึ่ง Dell มองว่าความซ้ำซ้อนเหล่านี้เป็นอุปสรรคต่อการเติบโต และ 2. ธรรมาภิบาลภายใน sinvการสร้างโครงสร้างที่ชัดเจนเพื่อจัดลำดับความสำคัญของโครงการ AI ซึ่งมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทนการลงทุน (ROI) โดย Roese ระบุว่าองค์กรที่มีระบบดีอาจสร้าง ROI ได้สูงถึง 30 ต่อ 1 (ลงทุน 1 ดอลลาร์ ได้ผลลัพธ์กลับมา 30 ดอลลาร์)
Roese ยังมองว่าเอเยนต์อัจฉริยะในปี 2026 จะไม่ใช่แค่ Chatbot ที่โต้ตอบผ่านข้อความ แต่คือระบบซอฟต์แวร์อิสระที่ประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ คือโมเดลภาษา (LLM), ฐานความรู้เฉพาะตัว (Knowledge Layer), เครื่องมือสื่อสารกับโลกภายนอก (Tools) และความสามารถในการคุยกับเอเยนต์ตัวอื่น (Agent-to-Agent)
เทคโนโลยีนี้กำลังถูกนำมาใช้ในโลกจริง เช่น แซนดิสก์ (SanDisk) ในมาเลเซียที่ใช้โซลูชัน AI ในโรงงานอัจฉริยะจนสามารถทำงานแบบอัตโนมัติ (Lights-out factory) ได้เกือบ 95% ลดอัตราของเสียลงอย่างมหาศาลจาก 800 เหลือเพียง 100 ส่วนในล้านส่วน
ในภูมิภาค APJC เทรนด์การสร้าง Sovereign AI หรือโครงสร้างพื้นฐาน AI ของบริษัทกำลังเข้มข้นขึ้น ตัวอย่างที่ชัดเจนคือความร่วมมือของ Dell กับ NAVER Cloud ในเกาหลีใต้ และ Macquarie Data Centres ในออสเตรเลีย เพื่อสร้างระบบนิเวศ AI ที่สอดคล้องกับกฎหมายและความปลอดภัยของแต่ละประเทศ
Roese คาดการณ์ว่าอุตสาหกรรม Sovereign AI จะเติบโตใหญ่กว่าที่คิด เพราะจะรวมไปถึงด้านหุ่นยนต์ (Robotics) สำหรับความมั่นคง และการเช่าใช้เอเยนต์ (Agent Leasing) สำหรับงานเฉพาะทางระดับชาติ
***เฟสใหม่ AI เจอ Edge Computing น่าตื่นเต้นขึ้นอีก
เมื่อถามถึงการผสม AI เข้ากับ Edge Computing ตัวพ่อ CTO อย่าง Roese เชื่อว่าทุกส่วนจะยิ่งน่าตื่นเต้นขึ้นไปอีกด้วยการมาถึงของ Agentic AI คาดว่าจะมีการใช้กลุ่ม Agent อัตโนมัติเพื่อขับเคลื่อนให้โรงงานหรือระบบขนส่งทำงานได้ดีขึ้น ขณะที่ AI จะขยายบริการภาครัฐ (เช่น สาธารณสุขและกฎหมาย) ในแบบที่ไม่เคยทำได้ด้วยต้นทุนที่คุ้มค่ามาก่อนในประวัติศาสตร์ ทำให้บริการที่เคยจำกัดอยู่แค่กลุ่มผู้เชี่ยวชาญจะเข้าถึงได้กว้างขวางขึ้น สร้างความเท่าเทียมได้
Roese อธิบายว่าในระลอกแรกของ AI องค์กรอาจใช้ AI เพื่อตีความข้อมูล ผ่านการใช้งานแบบแชตสนทนาหรือ Chatbot แต่ที่ Edge ของเครือข่าย ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงาน โรงพยาบาล หรือระบบขนส่ง งานที่มีคุณค่าที่สุดคือ "งานในโลกแห่งความเป็นจริง" ทให้ Agentic AI หรือ AI อัจฉริยะที่ทำงานได้ด้วยตัวเองจะเข้ามาเปลี่ยนจากแค่การให้ข้อมูล เป็นการ "บริหารจัดการกระบวนการที่ซับซ้อน" เพื่อให้ระบบเหล่านั้นทำงานได้ดีขึ้นจริง
ในภาคอุตสาหกรรม การมี Agentic AI อยู่ที่ Edge (เช่น ภายในโรงงาน) จะทำให้ AI กลายเป็นส่วนหนึ่งของทีม และ AI จะไม่ได้แค่ทำงานของตัวเอง แต่จะช่วยประสานงานกิจกรรมต่าง ๆ ของมนุษย์ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วและมีความต่อเนื่อง
Dell เผยว่าได้นำ Agent มาใช้ในโรงงานของตัวเองแล้วเพื่อช่วยจัดการการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ช่วยให้พนักงานทำงานได้ดีขึ้นและผลิตสินค้าได้เร็วขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่สูงมากในปัจจุบัน นอกจากนี้ยังมีกรณีของ SanDisk ในมาเลเซีย ที่ใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ขยายผลได้ (Scalable) เพื่อทำโรงงานอัจฉริยะและออกแบบผลิตภัณฑ์
ในด้านการช่วยชีวิต AI ที่ Edge และ Agentic AI จะเข้ามาช่วยขยายขีดความสามารถของบริการที่เคยจำกัดอยู่แค่ในกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ส่วนนี้ Roese ยกตัวอย่างในภูมิภาคลาตินอเมริกาที่รัฐบาลใช้ AI ขั้นสูงมาช่วยทนายความอาสาในการให้คำปรึกษาทางกฎหมายแก่ผู้ด้อยโอกาส การใช้ AI ทำให้ทนายความกลุ่มเล็ก ๆ สามารถให้บริการผู้คนจำนวนมหาศาลได้ ซึ่งช่วยในเรื่องสำคัญ เช่น การเจรจาปัญหาทางการแพทย์ หรือการป้องกันการถูกไล่ออกจากที่พักอาศัย ซึ่งเป็นการช่วยชีวิตคนในอีกทางหนึ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้เทคโนโลยีจะก้าวล้ำไปเพียงใด แต่ 96% ของพนักงานในเอเชียแปซิฟิกยอมรับว่ายังขาดทักษะที่จำเป็นในการปลดล็อกศักยภาพของ AI แสดงว่าช่องว่างทักษะจะเป็นความเสี่ยงหลักของตลาดแรงงาน หากไม่เร่ง Reskill–Upskill นอกจากนี้ องค์กรต่างๆ ยังต้องเริ่มศึกษา Quantum Computing อย่างใกล้ชิดในปี 2026 เพราะความก้าวหน้าในสิงคโปร์และออสเตรเลียชี้ให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้จะเข้ามาดิสรัปต์ AI ให้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นกว่าเดิมหลายเท่าตัวในเร็ววัน
ที่สุดแล้ว Dell เปรียบการเตรียมองค์กรสู่ปี 2026 เหมือนการสร้าง “รถไฟความเร็วสูง” เทคโนโลยีคือรางและขบวนรถที่ทรงพลัง แต่หากขาดระบบสัญญาณ กติกาการเดินรถ และบุคลากรที่มีทักษะ รถไฟขบวนนี้ก็ไม่อาจพาธุรกิจไปถึงปลายทางได้ ปี 2026 จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อฮาร์ดแวร์ แต่คือการวางกลยุทธ์ด้านข้อมูล ธรรมาภิบาล และทรัพยากรบุคคลให้พร้อมรับมือกับยุคที่ AI จะกลายเป็นผู้จัดการงานในโลกแห่งความเป็นจริงอย่างเต็มตัว.


