“ออยศรี-เจตน์” เปิดหลักฐานแฉปมมูลนิธิเป็นหนึ่ง เผย “ต้นอ้อ” เคยรับสารภาพคดีปลอมลายเซ็น พร้อมกางเส้นทางเงินบริจาค พบโอนเข้าบัญชีลูก-สามีและคนใกล้ชิดรวมเกือบ 1 ล้านบาท จี้แจงรายละเอียดการใช้จ่าย พร้อมเปิดปมคดีเกี่ยวข้องอีกหลายคดี ย้ำต้องตรวจสอบให้โปร่งใสเพื่อคลายข้อสงสัยผู้บริจาค
วันนี้ (1 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. ที่บริษัทที่ปรึกษากฎหมาย ออยศรีและผองเผือก จำกัด บ้านเรือนไทยตรงข้ามศูนย์ราชการ น.ส.บุญยนุช แสงศรี หรือ “ออยศรี” เจ้าของเพจเฟซบุ๊ก “ออยศรีและผองเผือก” พร้อมด้วยนายภูวกร ศรีเนียน หรือ “เจตน์” ภาคี HETA ตัวแทนผู้เสียหาย ร่วมแถลงข่าวเปิดเผยเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับข้อร้องเรียนการดำเนินงานของมูลนิธิเป็นหนึ่ง ซึ่งมีนางชลิดา พะละมาตย์ หรือ “ต้นอ้อ” เป็นประธาน หลังต้นอ้อออกมาชี้แจงกรณีเงินบริจาคเมื่อวันที่ 30 ต.ค.ที่ผ่านมา
ออยศรีระบุว่า ตนและทีมงานติดตามตรวจสอบเรื่องดังกล่าวมานานกว่า 1 ปี โดยรวบรวมข้อมูลจากผู้ร้องเรียนและผู้เสียหายหลายราย เพื่อนำข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการจัดตั้งมูลนิธิ การดำเนินคดี และการบริหารจัดการเงินบริจาคมาเปิดเผยต่อสาธารณะ
สำหรับประเด็นแรก เป็นกรณีข้อกล่าวหาเรื่องการปลอมลายเซ็น น.ส.วิไลลักษณ์ หรือ “ซ้อลักษณ์” เพื่อนำเอกสารไปใช้ประกอบการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิเป็นหนึ่งเมื่อปี 2567 โดยก่อนหน้านี้ต้นอ้อเคยปฏิเสธข้อกล่าวหาดังกล่าวมาโดยตลอด แต่ต่อมาเมื่อวันที่ 4 มิ.ย. 2569 ในวันนัดสืบพยาน ต้นอ้อได้ให้การรับสารภาพต่อศาล และศาลมีคำพิพากษาตามคำรับสารภาพในคดีปลอมและใช้เอกสารปลอม
นายภูวกร เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวมีความคืบหน้าหลังจากผู้ว่าราชการจังหวัดนนทบุรีในขณะนั้นเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 24 ต.ค. 2568 ในฐานะผู้ถูกนำเอกสารปลอมไปใช้ประกอบการจัดตั้งมูลนิธิ โดยภายหลังมีคำพิพากษา ทั้งอัยการและต้นอ้อไม่ได้ยื่นอุทธรณ์ ทำให้คดีถึงที่สุด
นอกจากนี้ ยังมีคดีอื่นที่เกี่ยวข้องอีกหลายคดี โดยเจตน์ระบุว่า มีคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว ได้แก่ คดีแจ้งความเท็จ ซึ่งศาลแขวงดอนเมืองพิพากษาจำคุก 6 เดือน รอลงอาญา แต่คดียังอยู่ระหว่างกระบวนการทางกฎหมายและยังไม่ถึงที่สุด
อีกคดีเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ มาตรา 16 ซึ่งศาลอุทธรณ์ภาค 2 มีคำพิพากษาเมื่อเดือน เม.ย. 2569 ว่าต้นอ้อมีความผิด โดยพิพากษาจำคุก 24 เดือน แต่ให้รอลงอาญา ส่วนคดีหมิ่นประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 ที่ออยศรีเป็นโจทก์ฟ้องนั้น ต้นอ้อให้การรับสารภาพ ศาลพิพากษาลดโทษเหลือจำคุกและปรับ 10,000 บาท พร้อมให้รอการลงโทษ โดยไม่มีการอุทธรณ์ ทำให้คดีถึงที่สุด
ขณะเดียวกัน ยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับเอกสารรายงานการประชุมของกลุ่มเป็นหนึ่งก่อนจดทะเบียนเป็นมูลนิธิ รวมถึงรายงานการประชุมครั้งที่ 2 ประจำปี 2567 ลงวันที่ 6 พ.ค. 2567 ซึ่งถูกนำไปใช้ประกอบการเปิดบัญชีธนาคารในนามมูลนิธิ โดยปรากฏชื่อซ้อลักษณ์อยู่ในเอกสาร ทั้งที่มีข้อโต้แย้งเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุมและการใช้ลายเซ็น
นายภูวกร ระบุว่า ได้มีการแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับเอกสารดังกล่าวแล้วเมื่อวันที่ 1 ก.ค. 2569 ขณะนี้พนักงานสอบสวนสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องแล้ว และอยู่ระหว่างประสานขอเอกสารจากหน่วยงานราชการเพื่อประกอบสำนวน โดยอำเภอมีหนังสือยืนยันว่าไม่พบรายงานการประชุมฉบับดังกล่าวในเอกสารที่ได้รับ
ส่วนประเด็นเงินตั้งต้นในการจัดตั้งมูลนิธิ นายภูวกร กล่าวว่า มีผู้สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 บาท ด้วยความเชื่อว่าจะนำไปใช้ในการจดทะเบียนจัดตั้งมูลนิธิให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่เมื่อปรากฏข้อพิพาทเรื่องการปลอมลายเซ็น ผู้สนับสนุนจึงรู้สึกว่าอาจถูกหลอก และมอบอำนาจให้แม่นายปุ๊กกี้เข้าแจ้งความในข้อหาฉ้อโกง
นอกจากนี้ ยังมีกรณีทนายเก่ง วิษรุษ มณีรัตน์ ซึ่งเคยบริจาคเงิน 50,000 บาท ให้มูลนิธิในช่วงเกิดเหตุแผ่นดินไหวอาคารสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ถล่ม แต่ภายหลังทราบว่ามีประเด็นเกี่ยวกับการปลอมลายเซ็น จึงเข้าแจ้งความเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2569 โดยขณะนี้พนักงานสอบสวนสอบปากคำเรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างดำเนินการตามขั้นตอน
ประเด็นสำคัญอีกเรื่องคือการตรวจสอบเส้นทางการเงินของมูลนิธิเป็นหนึ่ง โดยออยศรีเปิดเผยข้อมูลจากบัญชีธนาคารกสิกรไทยของมูลนิธิ พบยอดเงินหมุนเวียนรวมประมาณ 1 ล้านกว่าบาท ไม่ถึง 2 ล้านบาท แต่สิ่งที่ต้องการให้ตรวจสอบคือรายการโอนเงินออกจากบัญชีมูลนิธิไปยังบัญชีบุคคลใกล้ชิดกับต้นอ้อ
จากข้อมูลที่นำมาเปิดเผย พบรายการโอนเงินประมาณ 100 รายการ โดยมีการโอนเงินไปยังบัญชีของลูกชายซึ่งดำรงตำแหน่งรองประธานมูลนิธิ ลูกสะใภ้ สามี และบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง รวมมูลค่าเกือบ 1 ล้านบาท โดยออยศรีระบุว่า สัดส่วนรายการโอนที่เกี่ยวข้องกับบัญชีลูกชายและสามีมีประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์ของรายการที่ตรวจสอบ
นอกจากนี้ ยังพบรายการโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัวของต้นอ้อครั้งละประมาณ 15,000 บาท โดยมีการระบุว่าเป็นค่าเติมน้ำมัน จึงต้องการให้ชี้แจงว่าเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานส่วนใด มีหลักฐานประกอบหรือไม่ และเหตุใดจึงต้องโอนเงินจากบัญชีมูลนิธิเข้าบัญชีส่วนตัว
อย่างไรก็ตาม ออยศรี ย้ำว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวไม่ได้เป็นการกล่าวหาว่าการโอนเงินทุกครั้งเป็นการกระทำผิดกฎหมาย แต่ต้องการให้มีการชี้แจงรายละเอียดการใช้จ่ายอย่างโปร่งใส เนื่องจากเป็นเงินที่ได้รับจากการบริจาคของประชาชน ผู้บริจาคจึงควรมีสิทธิรับทราบว่าเงินถูกนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่
นายภูวกร ยังกล่าวถึงคดีขายวุฒิว่า ปัจจุบันอยู่ในชั้นอัยการ เนื่องจากอัยการเห็นว่าอาจมีบุคคลอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มเติม รวมถึงมีผู้เกี่ยวข้องบางรายลงสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปี 2569 และยังมีบุคคลที่ต้องสอบสวนเพิ่มเติมอยู่ต่างพื้นที่ จึงต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ครบถ้วนก่อนพิจารณาสั่งคดี
นายภูวกร กล่าวทิ้งท้ายว่า จากข้อมูลที่รวบรวมพบว่า มีคดีที่เกี่ยวข้องกับมูลนิธิเป็นหนึ่งและต้นอ้อหลายประเด็น โดยระบุว่ามีคดีอยู่ในชั้นอัยการ 7 คดี และอีก 3 คดีอยู่ระหว่างดำเนินการเข้าสู่กระบวนการทางกฎหมาย
ทั้งนี้ การออกมาเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อเรียกร้องให้ผู้เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริง โดยเฉพาะการบริหารจัดการเงินบริจาคและการดำเนินงานของมูลนิธิ พร้อมเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ประชาชนและผู้บริจาค


