xs
xsm
sm
md
lg

โฆษกศาลยุติธรรมเผย คดี "สมรักษ์ ไม่ได้โม้" ศาลอุทธรณ์ลงโทษข้อหาพรากผู้เยาว์ จำคุก 1 ปี 12 เดือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



โฆษกศาลยุติธรรม เปิดเผย คดี "สมรักษ์ ไม่ได้โม้" ศาลอุทธรณ์ลงโทษข้อหาพรากผู้เยาว์ จำคุก 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา ลุ้นฎีกาคำพิพากษา

กรณีศาลอุทธรณ์ภาค 4 มีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการจังหวัดขอนแก่นเป็นโจทก์ฟ้อง นายสมรักษ์ คำสิงห์ อดีตนักกีฬามวยสากลสมัครเล่นฮีโร่เหรียญทองโอลิมปิก พรากผู้เยาว์และอนาจารเด็กสาววัย 17 ปี โดยพิพากษาแก้โทษ ยกฟ้องในข้อหาพยายามข่มขืน/ล่วงละเมิดทางเพศ แต่คงโทษในความผิดฐาน พรากผู้เยาว์อายุกว่า 15 ปีแต่ยังไม่เกิน 18 ปี เพื่อการอนาจาร สั่งลงโทษ จำคุก 1 ปี 12 เดือน ไม่รอลงอาญา และให้เพิ่มการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนแก่ผู้เสียหายรวมเป็น 2 เเสนบาท

เมื่อวันที่ 20 ต.ค.2569 นายสุริยัณห์ หงษ์วิไล โฆษกศาลยุติธรรม กล่าวถึงขั้นตอนข้อกฎหมายว่า คดีนี้อาจเข้าตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 219 บัญญัติว่า “ในคดีที่ศาลชั้นต้นพิพากษาให้ลงโทษจําคุกจําเลยไม่เกินสองปีหรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจําทั้งปรับ ถ้าศาลอุทธรณ์ยังคงลงโทษจําเลยไม่เกินกําหนดที่ว่ามานี้ห้ามมิให้คู่ความฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ข้อห้ามนี้มิให้ใช้แก่จําเลยในกรณีที่ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ไขมากและเพิ่มเติมโทษจําเลย” ซึ่งคดีนี้ แม้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับแต่มิได้เพิ่มเติมโทษจำเลย คดีจึงน่าจะต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง เว้นเเต่ จะมีการยื่นขออนุญาตฎีกาจากผู้พิพากษาที่พิจารณาตัดสินคดีนี้ทั้งศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ หากศาลอนุญาตให้ฎีกา คดีก็จะขึ้นสู่การพิจารณาของศาลฎีกาต่อไป ส่วนหากศาลไม่อนุญาตให้ฎีกา คดีจะสิ้นสุดในชั้นอุทธรณ์และถูกนำตัวไปบังคับโทษตามคำพิพากษาต่อไป อย่างไรก็ตามไม่ต้องห้ามฎีกาสำหรับปัญหาข้อกฎหมาย

แต่ในชั้นนี้จำเลยยังมีสิทธิยื่นคำร้องขอปล่อยชั่วคราวระหว่างขออนุญาตฎีกา