40 ปีปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา ทำไมคนไทยออกมาประท้วง World Bank-IMF?
เมื่อวันที่ 16 ต.ค.2569 นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ กล่าวในเวทีประชาชนแถลงสิทธิในการพัฒนา สิทธิของประชาชน ในโอกาสครบรอบ 40 ปี ปฏิญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา วันนี้ที่หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานครว่า เนื่องในวาระครบรอบ 40 ปีปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในการพัฒนา (Declaration on the Right to Development) ที่สมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติรับรองเมื่อ ปี 2529 กำหนดให้รัฐมีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายการพัฒนาทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียม ขจัดอุปสรรค และกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และถือว่าสิทธิในการพัฒนาเป็นสิทธิมนุษยชนที่ไม่อาจเพิกถอนหรือละเมิดได้ ซึ่งเปิดโอกาสให้มนุษย์ทุกคนและทุกชนชาติมีส่วนร่วม สนับสนุน และได้รับประโยชน์จากการพัฒนาทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการเมือง มนุษย์ทุกคนคือผู้มีส่วนร่วมหลัก และเป็นผู้รับประโยชน์จากการพัฒนา ไม่ใช่ผู้เสียสละเพื่อเอื้อให้กลุ่มนายทุนเอกชนและนักการเมืองร่ำรวยจากการพัฒนาฝ่ายเดียว
ประเทศไทยในขณะนี้ โดนล้อมด้วยภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่จาก 2 มหาอำนาจ หนึ่งก็คือสหรัฐอเมริกา ที่มีอุดมการณ์ทางเศรษฐกิจแบบเสรีนิยมใหม่ และเป็นเจ้าโลกทางเศรษฐกิจอยู่ในขณะนี้ สองคือจีนที่ใช้ระบอบเศรษฐกิจสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน พยายามรวมกลุ่มประเทศบริกส์ เพื่อคานอำนาจการเงิน สกุลสหรัฐฯ ในระบบการเงินระหว่างประเทศ การซื้อขายพลังงานและต้านทานระบอบปิโตรดอลลาร์ในปัจจุบันนี้
ทุนนิยมโลกหลังสงครามโลกครั้งที่สอง มีการสถาปนาระบอบเสรีนิยมใหม่ หรือ Neoliberalism จากการประชุมที่เบรตตันวูดส์ สหรัฐอเมริกา มีการสถาปนาธนาคารโลก (World Bank) และ IMF ในปี 2487 และอีกสามปีต่อมา มีการสถาปนาแกตต์ (GATT) ข้อตกลงการค้าและภาษีศุลกากรระหว่างประเทศ ซึ่งต่อมาปี 2538 เปลี่ยนชื่อเป็นองค์การการค้าโลก (WTO) ทั้งสามองค์กรนี้กลายเป็นองค์กรโลกบาลที่ควบคุมสถานะเศรษฐกิจการค้าและสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ควบคุมอัตราการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศ ที่มีสหรัฐฯ เป็นผู้นำ
ตอนแรกสถาปนาให้เงินสกุลดอลลาร์ผูกติดกับทองคำที่ประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อหนึ่งออนซ์ แต่ต่อมามีการยกเลิกการผูกดอลลาร์กับทองคำ ให้สกุลเงินทุกประเทศที่มีการแลกเปลี่ยนเงินตราระหว่างประเทศผูกติดขึ้นต่อกับเงินดอลลาร์เท่านั้น ทำให้สหรัฐฯ กลายเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจโลก แล้วการสำรองเงินตราระหว่างประเทศต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับสหรัฐฯ และธนาคารกลางของสหรัฐฯ เป็นต้น ซึ่งต่อมา สหรัฐฯ ใช้น้ำมันและพลังงานในการเคลื่อนไหวการเงินโลกและควบคุมเศรษฐกิจโดยใช้ระบบปิโตรดอลลาร์ในการแลกเปลี่ยนต่าง ๆ ซึ่งเราจะเห็นการเคลื่อนไหวนี้ผ่านสงครามพลังงานมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งที่เกี่ยวข้องกับอิหร่าน เกี่ยวข้องกับซาอุดีอาระเบีย และเกี่ยวข้องกับประเทศแถบละตินอเมริกาที่มีการยึดครองล่าสุด เป็นต้น
ต่อมาเมื่อจีนเริ่มเติบโตขึ้นท้าทายเป็นมหาอำนาจอันดับสอง และใช้เศรษฐกิจแบบสังคมนิยมที่มีอัตลักษณ์แบบจีน และการรวมตัวกันของประเทศบริกส์เพื่อเปลี่ยนระบบการเงินระหว่างประเทศของสหรัฐฯ ให้มีการซื้อขายพลังงานกับจีนและรัสเซียเป็นเงินหยวน เงินรูเบิลของรัสเซีย หรือเงินรูปีของอินเดีย ซึ่งเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องที่ทำให้เศรษฐกิจเงินตราของสหรัฐฯ สั่นคลอน ขณะที่จีนต่อสู้กับระบบปิโตรดอลลาร์โดยหันมาใช้พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานบริสุทธิ์ภายในประเทศ มีการเปลี่ยนเป็นรถยนต์ EV ทั่วทั้งประเทศ ทุกมณฑล ทุกเขตปกครอง แต่มีการสำรองน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูปจำนวนมหาศาล ซึ่งทั้งสองประเทศมหาอำนาจนั้นเข้ามามีอิทธิพลเหนือการเมืองและเศรษฐกิจไทยอย่างแยกไม่ออก
แม้ที่ผ่านมานั้น หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ประเทศไทยตามก้นสหรัฐอเมริกาในนโยบายต่างประเทศและลัทธิเศรษฐกิจการเมือง เนื่องจากเป็นพี่ใหญ่ในการช่วยไม่ให้เป็นผู้แพ้สงคราม ในปี 2493-2496 จึงต้องนำกำลังเข้าไปร่วมรบในสงครามเกาหลีตามที่สหรัฐฯ เป็นผู้นำ ในกองกำลัง 16 ประเทศ ซึ่งต่อมาจอมพลสฤษดิ์ก็สถาปนาทุนนิยมในประเทศไทย โดยประกาศจัดตั้ง BOI ในปี 2504 และนำแผนของธนาคารโลกมาเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่หนึ่งทั้งฉบับ โดยเดินตามก้นเสรีนิยมใหม่อย่างเต็มที่ ปัจจุบัน BOI ก็ยังมีนโยบายแบบเก่า แม้ทุนนิยมจะเติบโตและสร้างความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาลมา 65 ปี แต่ BOI ก็ยังไม่หยุดให้สิทธิประโยชน์ สิทธิพิเศษแก่ทุนใหญ่ที่เจริญเติบโตและร่ำรวยแล้ว
ประเทศไทยจึงเกิดความเหลื่อมล้ำมหาศาล จากนโยบายทุนนิยมเสรีและนโยบายเสรีนิยมใหม่ที่พยายามแปรสินทรัพย์เป็นทุน ปัจจุบันนั้นกลุ่มคนที่ร่ำรวย แสวงหาผลประโยชน์จาก GDP ของประเทศ ทุนผูกขาดทั้งหลายที่ร่ำรวยที่สุดในประเทศไทยแข่งกันที่จะมีส่วนแบ่งเท่าไหร่ใน GDP ประเทศซึ่งปัจจุบันนี้ คนแค่ 1% มีสินทรัพย์รวมกันมากกว่า 70% ของประเทศ และมีความเหลื่อมล้ำอย่างมหาศาล ขณะที่คนจนที่มีรายได้ไม่เกิน 5,000 บาทต่อเดือน มีจำนวนมากกว่าครึ่งหนึ่งของประเทศนี้ ซึ่งทั้งหมดเกิดจากนโยบายทางเศรษฐกิจของรัฐบาลที่เป็นทุนนิยมเสรี และปล่อยให้มีช่องว่างทางการกระจายรายได้มหาศาล
อัตราดอกเบี้ยเงินฝากและเงินกู้ที่ห่างกว้างอย่างน่าเหลือเชื่อ ขณะที่กลุ่มทุนใหญ่เข้าถึงประโยชน์ BOI และเข้าถึงการลดอัตราดอกเบี้ยในการลงทุนจากธนาคารมากกว่าคนจน ทั้งหมดนี้เป็นนโยบายของรัฐบาลทุนนิยมเสรีทั้งสิ้น ขณะที่งบประมาณแผ่นดินปีละ 3 ล้านล้านบาท นายทุนและนักการเมืองก็จ้องฮุบที่จะมีผลประโยชน์ส่วนแบ่งอัตรา 20-40% ในการทอนคืน
หลังจากนั้นพยายามที่จะหาเงินจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งมีสินทรัพย์มากกว่า 16 ล้านล้านบาท เพื่อที่จะแปรรูป เพื่อที่จะทำลาย และเพื่อที่จะยึดกุมสินทรัพย์สมบัติส่วนรวมเป็นของตนเอง ดังที่มีการแปรรูป ปตท. ไปแล้ว ปล่อยให้ 49% ของกำไรกลายเป็นของกลุ่มทุน และพยายามแปรรูป กฟผ. แต่ไม่สำเร็จ แต่ใช้วิธีแปรสภาพ ตั้งบริษัทลูกร่วมกับ กฟผ. แล้วก็ผลิตไฟฟ้า ให้ กฟผ. มีนโยบายรับซื้อจากบริษัทลูกทั้งหลายแทน และลดการผลิตของ กฟผ. ที่สามารถผลิตได้ 100% และผลิตไฟสำรองล้นเกินได้ในประเทศไทย ให้เหลือการผลิตเพียง 20 กว่าเปอร์เซ็นต์ แล้วที่เหลือไปซื้อกับเอกชนแทน จนปัจจุบัน นายทุนพลังงานร่ำรวยกำไรหลายแสนล้านบาทเพราะนโยบายนี้
นอกจากนี้ นายทุนทั้งหลายก็พยายามแสวงหาความร่ำรวยจากสัญญาสัมปทาน สัญญาอนุญาตต่างๆ กับภาครัฐ ที่จะไปเอาทรัพยากรของส่วนรวมของสาธารณะที่มนุษย์ไม่สามารถผลิตขึ้นเองได้ เช่น ดิน น้ำ ไฟฟ้า ป่า อากาศ คลื่นความถี่ โทรคมนาคม ดาวเทียม สิทธิช่องโคจรต่าง ๆ เพื่อที่จะขอหาผลประโยชน์ ปัจจุบันนี้ก็พยายามแปรรูปน้ำให้เอกชนเข้ามาครอบครองปัจจัยพื้นฐาน โครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยอย่างน่าเป็นห่วง
สุดท้าย จากนายทุนที่มีอิทธิพลกับภาครัฐและนักการเมืองในอดีตที่คอยอยู่เบื้องหลัง มาเป็น 'ทุนยึดรัฐ' หรือ State Capture ในปัจจุบัน ล้วนมาเป็นเผด็จการทุนนิยมพรรคการเมืองในระบบรัฐสภา ปัญหาที่เชื่อมโยงกับการประชุม IMF และ World Bank ในประเทศไทย ซึ่ง 35 ปีก่อนก็มีการประท้วงของขบวนการประชาชนที่ต่อต้านโลกาภิวัตน์ ต่อต้านเสรีนิยมใหม่ซึ่งสร้างความเหลื่อมล้ำมาอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย
เราต้องการรัฐบาลที่แข็งแรง มีเสถียรภาพ ไม่เป็นเครื่องมือของกลุ่มทุนธุรกิจผูกขาดทั้งหลายจนประเทศเหลื่อมล้ำ หรือรัฐบาลสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบในยุโรป เป็นรัฐบาลที่ประนีประนอมเศรษฐกิจทุนนิยมกับบทบาทรัฐ ไม่ให้ขึ้นกับกลไกตลาดมากเกินไป ไม่ปล่อยให้กลุ่มทุน ทั้งกลุ่มทุน State Capture และกลุ่มทุนสีเทาเข้ามาผลประโยชน์ภายในประเทศ รัฐต้องทำให้เกิดตลาดที่เป็นธรรม หรือ Fair Market และ Social Market Economy นโยบาย Social Democracy ต่าง ๆ ทางเศรษฐกิจต้องเกิดขึ้นที่ประเทศไทยเพื่อแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำและความยากจน
ดังนั้น การที่เราเห็นการเดินขบวนของพี่น้องคนยากจน ผู้ได้รับผลกระทบจากการพัฒนาในระบอบทุนนิยมและขบวนการประชาชนในประเทศไทยเพื่อประท้วงการประชุม World Bank-IMF ในประเทศไทย พร้อมยื่นข้อเสนอในการพัฒนาประเทศ ล้วนมีรากเหง้าของปัญหามาอย่างต่อเนื่อง ล้วนต้องการปลดแอกอิสรภาพจากนโยบายขององค์กรโลกาภิบาลที่กำหนดนโยบายให้รัฐไทยดำเนินรอยตาม โดยที่มีกลุ่มทุนคอยหาผลประโยชน์ ทั้งกลุ่มทุนไทยและกลุ่มทุนข้ามชาติ จนทรัพยากรสาธารณะของประเทศไทยถูกจัดสรรปันส่วนให้กลุ่มทุนเอกชน และบริษัทข้ามชาติทั้งหลายเข้ามายึดครองทรัพยากรและสูบเอาผลประโยชน์ แล้วเอาเงินกลับไปจนคนไทยจนลงๆ จากโครงสร้างแบบนี้
เราไม่อยากเห็นประเทศไทยกลายเป็นอาร์เจนตินา 2 ไม่อยากเห็นประเทศโบลิเวียที่ถูกมหาอำนาจ ถูกทุนต่าง ๆ ยึดครองอย่างไร้ยางอาย นี่คือทางออกของประเทศไทย และเป็นเหตุผลว่าทำไมคนไทยจำนวนหนึ่งจึงออกมาต่อต้านการประชุม IMF และธนาคารโลก ซึ่งคนไทยยังไม่รู้ว่าทุนผูกขาดที่ขูดรีดคนไทยมากที่สุด คือสถาบันการเงินและธนาคารทั้งหลาย


