"ทนายมหาหมี’ กางข้อกฎหมาย ระบุชัดยกที่ดินให้วัดถือว่าสมบูรณ์ทันที จะสร้างกี่สิบปีก็ได้ เมื่อสร้างเสร็จเป็นวัด หากเจ้าของตาย ทายาทต้องโอนกรรมสิทธิ์ เรียกคืนไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงาน่า รายการโหนกระแส วันนี้ (13 ส.ค.2569) นายกรรชัย กำเนิดพลอย หรือหนุ่ม ผู้ดำเนินรายการได้พูดคุยกรณีข้อพิพาทที่ดินวัดป่าดุลยาราม จ. ขอนแก่น อีกครั้ง เป็นวันที่สอง ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังระหว่างทางวัดกับบุคคลที่อ้างว่าเป็นทายาทของ ‘นายเฮียง’ เจ้าของที่ดินเดิม
ประเด็นสำคัญในครั้งนี้คือการที่ ‘คุณดา’ ซึ่งอ้างว่าเป็นตัวแทนฝั่งทายาท อ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน โดยยึดหลักที่ว่าหลังโฉนดยังเป็นชื่อของนายเฮียงอยู่ ไม่ได้มีการโอน เพราะฉะนั้นถือเป็นกรรมสิทธิ์ของทายาท
ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา หรือ ทนายมหาหมี ให้ความเห็นทางกฎหมายในรายการอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำว่า กรณีนี้ไม่ใช่เรื่องของกฎหมายเอกชนทั่วไป แต่เป็นเรื่องของกฎหมายมหาชนที่เกี่ยวข้องกับพระราชบัญญัติคณะสงฆ์โดยตรง
ดร. ประยุทธ์ หรือ ทนายมหาหมี อธิบายว่า การที่วัดจะได้มาซึ่งที่ดินนั้นมี 4 ช่องทางหลัก คือ การซื้อขาย, การครอบครองปรปักษ์, การมีผู้ถวายให้ และการได้มาโดยผลของกฎหมายอื่น เช่น มรดกของพระ
สำหรับปัญหาที่หลายคนสงสัยว่า หากขณะถวายที่ดิน วัดยังไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล ที่ดินจะตกเป็นของวัดได้อย่างไรนั้น
ดร. ประยุทธ์ หรือ ทนายมหาหมี ชี้แจงว่า กระบวนการตั้งวัดมี 2 ขั้นตอน คือขั้นตอนการขออนุญาตสร้างวัด และขั้นตอนการขออนุญาตตั้งวัดเพื่อให้มีฐานะเป็นนิติบุคคล
ทางกฎหมายมหาชน การถวายที่ดินให้วัดหรือที่หลวงมีความพิเศษกว่าการให้ในทางแพ่งทั่วไป และระบุว่า มีคำพิพากษาศาลฎีกา 10-20 ฎีกา ระบุไว้ชัดเจนว่า การถวายที่ดินให้วัดไม่ต้องทำตามแบบตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 ที่ระบุว่าการให้ที่ดินต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่
แต่สำหรับที่วัดนั้น กฎหมายถือว่าที่ดินตกเป็นของวัดทันที ตั้งแต่วันที่แสดงเจตนาถวาย โดยไม่ต้องทำตามแบบ แม้ในขณะนั้นวัดจะมีสถานะเป็นเพียงสำนักสงฆ์และยังไม่เป็นนิติบุคคลตาม พ.ร.บ. คณะสงฆ์ มาตรา 31 แต่หากมีเจตจำนงถวายเพื่อสร้างวัดในพระพุทธศาสนา ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าที่ดินนั้นถือเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ในการตั้งวัดทันที
นอกจากนี้ ดร. ประยุทธ์ หรือ ทนายมหาหมีได้ยกข้อกฎหมายจากกฎกระทรวงฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2507) ออกตามความใน พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ข้อ 5 ที่ระบุชัดเจนว่า ในกรณีที่มีผู้ถวายที่ดินเพื่อสร้างวัด เมื่อสร้างวัดเสร็จสิ้นแล้ว ให้ผู้ที่ดำเนินการสร้างวัดนำที่ดินดังกล่าวมาโอนให้เป็นชื่อของวัด กฎหมายระบุคำว่า ทายาท ไว้ด้วย ซึ่งหมายความว่า หากผู้ถวายเสียชีวิตลงก่อนการโอน ทายาทมีหน้าที่ต้องโอนที่ดินนั้นให้เป็นชื่อวัดตามเจตนารมณ์เดิม ไม่ว่ากระบวนการสร้างวัดจะใช้เวลานานกี่สิบปีก็ตาม ที่ดินนั้นย่อมมีสภาพเป็นที่วัดไปแล้วตั้งแต่วันที่ถวายโฉนด
ด้านนายโกวิทย์ แสงสากล หรือ ทนายบอย ทนายของวัดอดุลยาราม ได้นำหลักฐานสำคัญมาประกอบ คือ หนังสือ สท. 2 หรือหนังสือสัญญาตกลงให้ใช้ที่ดินสร้างวัด ซึ่งเป็นเอกสารที่นายเฮียง เจ้าของที่ดินเดิม ได้ลงนามไว้กับนายอำเภอ เพื่ออนุญาตให้ใช้ที่ดินผืนนี้สร้างวัด
ขณะที่ดร. ประยุทธ์ หรือ ทนายมหาหมี ระบุว่า สาระสำคัญของ สท. 2 คือการที่เจ้าของที่ดินเซ็นยินยอมให้มหาเถรสมาคมหรือกรมการศาสนาอนุญาตให้ตั้งวัดได้ และในท้ายหนังสือยังระบุให้เจ้าพนักงานที่ดินและนายอำเภอรับโอนที่ดินนี้ให้เป็นของวัดหลังจากมีการตั้งวัดเสร็จสิ้น ดังนั้น สิทธิในที่ดินของนายเฮียงจึงขาดไปตั้งแต่วันที่ถวายโฉนดและลงนามในเอกสารดังกล่าวแล้ว


