xs
xsm
sm
md
lg

“ธงทอง” ยกแนวฎีกาเทียบปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ชี้ เจตนาอุทิศสร้างวัดชัดเจน กรรมสิทธิ์ตกเป็นของวัด

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ทีมข่าวอาชญากรรม



“ธงทอง” ยกแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเทียบปมที่ดินวัดป่าอดุลยาราม ชี้ หากเจ้าของเดิมมีเจตนาอุทิศที่ดินสร้างวัดชัดเจน กรรมสิทธิ์ย่อมตกเป็นของวัด พร้อมระบุที่ธรณีสงฆ์โอนให้บุคคลอื่นไม่ได้โดยง่าย ต้องดำเนินการตามกฎหมายเท่านั้น

จากกรณีข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินของวัดป่าอดุลยาราม อ.เมืองขอนแก่น จ.ขอนแก่น ซึ่งยืดเยื้อมานานกว่า 30 ปี ล่าสุด มีบุคคลที่อ้างตัวเป็นทายาทเจ้าของที่ดิน นำท่อปูนซีเมนต์มาปิดทางเข้า-ออกวัด พร้อมติดประกาศอ้างกรรมสิทธิ์ในที่ดิน และแจ้งให้ผู้ที่บุกรุกขนย้ายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินออกจากพื้นที่ภายใน 15 วัน

วันนี้ (13 ส.ค.) ศ.พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ อดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก “Tongthong Chandransu” พร้อมภาพข่าวกรณีพิพาทที่ดินวัดป่าอดุลยาราม โดยระบุข้อความว่า “ดูข่าวเรื่องที่ดินวัดที่จังหวัดขอนแก่นแล้ว สลดใจที่บางคนนึกว่า ‘นรก’ เป็นชื่อของน้ำพริกเท่านั้น”

นอกจากนี้ นายธงทอง ยังยกคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538 มาให้พิจารณา โดยระบุว่า คำพิพากษาดังกล่าวได้วางมาตรฐานเกี่ยวกับการยกที่ดินเพื่อใช้สร้างวัด ว่า เมื่อผู้เป็นเจ้าของที่ดินมีเจตนาอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัดอย่างชัดเจน ที่ดินย่อมตกเป็นของแผ่นดินสำหรับใช้สร้างวัดตามเจตนาของผู้บริจาค โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนต่อเจ้าพนักงาน

จากนั้น เมื่อมีการสร้างวัดแล้วเสร็จ ที่ดินแปลงดังกล่าวจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์

นายธงทอง ยังได้ขยายความเพิ่มเติมว่า ที่ดินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดย่อมมีสถานะเป็น “ที่ธรณีสงฆ์” ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ โดยหลักแล้วการโอนหรือจำหน่ายที่ธรณีสงฆ์ไปเป็นของบุคคลอื่น สามารถดำเนินการได้โดยพระราชบัญญัติเท่านั้น

ทั้งนี้ ประเด็นข้อพิพาทกรรมสิทธิ์ที่ดินวัดป่าอดุลยารามยังคงเป็นที่จับตา โดยเฉพาะข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่มาของกรรมสิทธิ์ การอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด และสถานะทางกฎหมายของที่ดิน ซึ่งจำเป็นต้องพิจารณาจากเอกสารหลักฐานและกระบวนการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป