ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา เว็บไซต์ MGR Online และสื่อในเครือผู้จัดการ ได้เคยนำเสนอ สะท้อนมุมมองเกี่ยวกับปัญหา เรื่อง "เงินทอน" ของโครงการต่างๆ ในภาครัฐ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อสังคม และปากท้องของคนในชาติมาอย่างต่อเนื่อง
รูปแบบขบวนการทุจริตของผู้มีอำนาจ นับแต่ นักการเมืองระดับชาติ เจ้ากระทรวง ทบวง กรม ที่คอยส่งเสริมให้ความร่วมมือกับส่วนราชการตามจังหวัดต่างๆ ไล่เรียงลงมาจนถึงข้าราชการส่วนท้องถิ่น ก็จะรวมหัวกันงัดกลเม็ดเด็ดพราย หาช่องทางลัดดึงงบประมาณของภาครัฐมาใส่กระเป๋า
ตามแบบแพลน ตามแผนประทุษกรรมเดิมๆ อาทิ การล็อคสเปค ฮั้วประมูล การวางกรอบกติกาให้เอื้อประโยชน์แค่เฉพาะบริษัท นิติบุคคล และภาคเอกชน ที่นอมินีของนักการเมืองเป็นเจ้าของ หรือ องค์กรที่พรรคพวกตัวเองสรรหามา เพื่ออนุมัติมอบหมายโครงการให้ทำตามที่ได้รวมหัวกันกำหนดเอาไว้
ปลายทางของกลุ่มทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ จึงสร้างความอุ่นหนาฝาคั่งให้แก่บรรดาผู้มีอำนาจ ผู้มากบารมี ในคราบนักการเมือง และข้าราชการฉ้อราษฎร์บังหลวง โดยมีเอกชนเงา เข้ามามีส่วนร่วมสรรสร้างความสุขให้กับทุกระดับอย่างประทับใจ
ปัญหาเงินทอนในภาครัฐ ว่าแย่! แต่...จะบรรลัยแค่ไหน? ถ้ามันลุกลามบานปลายมาถึงภาคเอกชน
เป็นที่รู้กันว่าประเทศไทยได้ผ่านวิกฤติทางเศรษฐกิจมาแล้วหลายครั้งหลายครา ไม่ว่าจะเป็นต้มยำกุ้ง แฮมเบอร์เกอร์ ภาวะสงคราม ปัญหาน้ำท่วมใหญ่ ไฟป่า คนไทยเราก็พากันผ่าทางตันมาได้หลายครั้ง หลายหน
จนกระทั่งวิกฤติโควิด 19 ที่มีไทม์ไลน์อยู่ในห้วงระยะเวลาประมาณ 6 ปีเศษ เราจะเห็นว่า หลายๆ ธุรกิจที่ไม่สามารถปรับตัวไหวก็พากันล้มหาย ตายจาก พังพินาศจมดิน ส่วนที่ยังสามารถประคองประคองให้อยู่รอดปลอดภัยต่อได้ ก็ต้องอาศัยสายป่านที่เข้มแข็ง ต้องเจียดทุน ใช้สารพัดวิธีบริหารจัดการ มาขยำห้ำหั่น แข่งขันกันอย่างสูงสุด
หลังวิกฤติโควิด ได้มีการตั้งข้อสังเกตุจากนักธุรกิจชั้นนำ กูรูด้านการบริหาร สื่อมวลชนสายอาชญากรรม และสายเศรษฐกิจ ถึงประเด็นเรื่อง "เงินทอน" ในแวดวงธุรกิจสินเชื่อ ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นในห้วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เอาไว้หลายราย
ความเห็นของผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ เน้นหนักไปที่ผลลัพธ์ด้าน "ความหายนะ" ที่กำลังตามมา ทว่ายังไม่มีหน่วยงานไหนรับเป็นเจ้าภาพ สะสาง ดำเนินการทลายขบวนการเหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นเงินทอนที่ได้จากแวดวงสินเชื่อยานยนต์ สินเชื่อบ้าน คอนโดมิเนียม อสังหาริมทรัพย์ หรือการการันตีผลตอบแทนลวง ที่ล่อใจบรรดานักลงทุน
ที่ยังไม่มีหน่วยงานไหนขยับมาดูแล อาจเป็นเพราะกระบวนการการก่อเหตุ มันลงท้ายด้วยการสมประโยชน์ของทุกฝ่าย ทั้ง เจ้าหน้าที่บริษัทสินเชื่อเจ้าหน้าที่ธนาคาร เจ้าของทรัพย์ นายหน้า ไปจนถึงผู้ซื้อ
ซึ่ง "ผู้ซื้อ" ที่ว่า จะเป็นเป้าหมายสำคัญของขบวนการ โดยเข้ามารับบทเป็น "ลูกค้าชั้นเลิศ" ในยุคที่ธนาคาร และบริษัทสินเชื่อ เวลานี้ได้กำหนดหลักเกณฑ์การปล่อยกู้ขึ้นมา ราวกับเป็นปราการด่านหินแกรนิต ที่น้อยคนจะผ่านกระบวนการตรวจสอบ จนสามารถทำสัญญาเข้ามาเป็นหนี้ในระบบได้
ความฉ้อฉล กลลวง ต่างๆ นานา จึงพัฒนามาจากจุดเริ่มต้นที่ทุกฝ่าย ล้วนต้องการส่วนแบ่งจากเงินทอน ที่ได้รับการพิจารณาปล่อยกู้จากสถาบันทางการเงิน ไม่ว่าจะเป็นการตั้งราคาประเมิณทรัพย์สินที่สูงเกินจริง มากที่สุดถึง 30 เปอร์เซ็นต์ การทำ Yield ทิพย์ เพื่อลวงให้ลูกค้าเข้ามาลงทุนรับผลตอบแทน
การรับตบแต่ง ยอดเงินเดินบัญชี หรือ Bank Statement ให้ผู้ซื้อที่ (เหมือนจะ) มีศักยภาพในการกู้เงิน ซื้อบ้าน คอนโดมิเนียม รถยนต์ และรถจักรยานยนต์ แท้ที่จริงแล้วทุกฝ่ายในองคาพยพหลบอยู่ในมุมมืด เพื่อรอรับส่วนแบ่งจากยอดเงินทอน หลังกู้ผ่าน ก่อนที่จะอันตธานหายไป
ปล่อยให้ "ผู้กู้" ทั้งที่เต็มใจร่วมกระบวนการเพราะต้องการเงินหมุน และ พวกไม่มีประสบการณ์ ไม่แตกฉาน ในแวดวง การลงทุน แบกรับภาระหนี้เสีย ที่เกิดขึ้น
ซึ่งการอาละวาดของ "ขบวนการงาบเงินทอน" จากความต้องการทิพย์ ในระบบห่วงโซ่ อุปสงค์ อุปทานนี้ เกิดขึ้นมาตั้ง 5-6 ปีแล้ว จนหลายๆ สถาบันการเงิน เจ้าของสินเชื่อ หลายแห่งเริ่มระส่ำระส่ายจากปัญหาหนี้ที่ไม่ก่ออให้เกิดรายได้ (NPL)
มันจะเกิดรายได้กี่โมง? ในเมื่อตอนปล่อยกู้ ถูกกำหนดด้วยเงื่อนไขของการประเมิณราคาทิพย์ ที่สูงกว่าความเป็นจริง!
ระยะแรกไอ้ขบวนการเหล่านี้ จะยึดพื้นที่กรุงเทพมหานคร และพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ อาทิ EEC ทางภาคตะวันออก เป็นทำเลทองของการลงมือ เพราะถือเป็นชัยภูมิหลัก เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจ ที่เหมาะกับการล่อแมงเม่าเข้ามาทำสัญญา เพื่อการกู้ซื้อ และการลงทุน
จนทุกวันนี้อย่างที่กล่าวไปในตอนต้นว่า เริ่มมีบุคคลสำคัญในภาคธุรกิจ ตั้งข้อสังเกตุกันมากขึ้น จึงขยับไปดำเนินการตามรอยต่อปริมณฑล อาทิ นครปฐม ราชบุรี และ เพชรบุรี
แต่วิธีการก็จะยังคงเป็นแพทเทิร์นเดิมๆ คือ เจ้าหน้าที่สินเชื่อ ใช้บริการผู้รับเหมารายย่อย ในพื้นที่ไปหา ไปรวมหัววางแผนร่วมกับ ผู้กู้ เพื่อนำหลักฐานบัญชีธนาคารมาตบแต่ง Bank Statement จากนั้นจะเข้าทำเรื่องขอกู้ซื้ออสังหาริมทรัพย์ตามโครงการเล็กๆ ที่จัดสรรที่ดินสร้างบ้าน ขนาดย่อมๆ ในชุมชนต่างจังหวัด
เป้าหมายกำหนดวงราคาประเมิณทรัพย์ไม่เกิน 2-3 ล้านบาท ให้สอดคล้องกับสถานะของ ผู้กู้ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นพนักงานออฟฟิศ หรือผู้ประกอบกิจการรายย่อย ที่มีรายได้ประจำแค่หลักหมื่น ซึ่งคนกลุ่มนี้หาง่ายและส่วนใหญ่หาเช้ากินค่ำแทบทั้งนั้น
ความวอดวายของ ผู้รับเหมารายย่อย ในพื้นที่ปริมณฑลเหล่านี้ ที่กำลังพากันสะสมสร้างความเสียหายในระดับมหภาค คือ ส่วนใหญ่นอกจากจะรับเหมาสร้างบ้านตามโครงการที่ตัวเองไปรับงานแล้ว ยังผันตัวเป็นนายหน้าหาลูกค้า ประสานกับเจ้าหน้าที่สินเชื่อ บางรายพ่วงด้วยธุรกิจเป็นนายหน้าขายประกันวินาศภัยได้กำไร เนื้อๆ เน้นๆ ทุกช่องทาง
จากกรณีแผ่นดินไหวในเมียนมาร์ กระทบตึก สตง.ที่กำลังก่อสร้างจนพังลงมาทั้งแท่ง พบข้อมูลว่า นายหน้าบางรายได้รวมหัวกับลูกค้า ที่ใช้บริการกันมาตั้งแต่ตอนเริ่มตั้งไข่เป็นผู้กู้ ทำหลักฐานเท็จ นำภาพถ่ายรอยแตก รอยร้าว ที่ผนังบ้านไปเคลมเอาเงินค่าซ่อมแซมจากบริษัทประกัน ทั้งๆ ที่อยู่นอกพื้นที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
ชื่นมื่นกันทุกฝ่ายแบบนี้ จึงแทบไม่มีใครจะอยากกลายเป็นพระเอกขี้ม้าขาว มาเฝ้าจับผิดระบบ.


