สภาที่3 ชำแหละ EEC ถึง SEC สภาประชาชนภาคใต้ ชี้กฎหมายแลนด์บริดจ์กระทบทะเลไทยอย่างหนัก เกิดแหล่งมลพิษรุนแรง ด้าน สหภาพแรงงานโทรคมนาคม จี้ รัฐบาลต้องเปลี่ยนระบบประมูลคลื่นมาเป็นสัมปทาน จะสร้างรายได้มากกว่า ขณะที่สหภาพแรงงานรถไฟ บี้ ยกเลิกรถไฟเชื่อม 3 สนามบิน ดึงแอร์พอร์ตลิ้งค์กลับมาบริหารเอง
เมื่อช่วงบ่ายวันที่ 26 มถุนายน 2569 สภาที่ 3 จัดเวทีเสวนา "จาก EEC ถึง SEC ปัญหาเขตเศรษฐกิจพิเศษ โครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน และ NT. คลื่นความถี่โทรคมนาคม"
ถ่ายทอดสดผ่าน เพจเฟซบุ๊ก สภาที่สาม - The Third Council Speaks นำโดย นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ผู้ก่อตั้งสภาที่ 3 ระดมเครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาชน และตัวแทนสหภาพแรงงานฯ ร่วมกันชำแหละข้อกังวลในการประเคนผลประโยชน์ชาติให้นายทุน ตั้งแต่ปัญหารถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน, การแปรรูป NT, โครงสร้างพลังงาน ไปจนถึงความสุ่มเสี่ยงของโครงการแลนด์บริดจ์ (Landbridge) ในพื้นที่ภาคใต้ ดำเนินรายการโดยนายเมธา มาสขาว
นายเรียง สีแก้ว สภาประชาชนภาคใต้ วิดีโอคอนเฟอเรนซ์ร่วมอภิปรายในหัวข้อ ปัญหากฎหมายเขตเศรษฐกิจพิเศษ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์ ว่า ขณะนี้มีการชุมนุมคัดค้านกฎหมาย SEC โดยเป็นการร่วมตัวกันของประชาชนจากจังหวัดที่จะทำเขตเศรษฐกิจ SEC ร่วมเป็นเครือข่ายชื่อว่า "ประชาชนหยุดกฎหมายขายแผ่นดิน" เพราะทางเครือข่ายมีความเป็นกังวลในเนื้อหาของกฎหมาย SEC เช่น การให้สิทธิต่างชาติถือครองที่ดิน อย่างน้อย 99 ปี ยกเว้นกฎหมายคุ้มครองคนไทยอย่างน้อย 16 ฉบับ ทั้งกฎหมานสาธารณสุข กฎหมายพลังงาน สกุลเงินต่างๆ เป็นต้น
นายเรียง กล่าวต่อว่า ภาคใต้เป็นภาคหนึ่งที่ทำเกษตรกรรมมากกว่า 2 ล้านไร่ จึ มีความกังวลว่าเกษตกรจะถูกยกเลิกที่ดินสปก. ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง อย่างไรก็ตาม SEC เริ่มที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ชุมพร ระนอง มุ่งเป้าเป็นนิคมอุตสาหกรรม ฉะนั้น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิศาสตร์ จากแหล่งท่องเที่ยว แหล่งอาหาร กลายเป็นแหล่งอุตสาหกรรม จะเกิดผลกระทบ โดยเฉพาะการท่องเที่ยวกลุ่มอันดามันและอ่าวไทยตอนบน ที่สำคัญ เมื่อกฎหมายมีผลบังคับใช้ จะทำให้มีการขยายตัวของแหล่งมลพิษอย่างรุนแรง
"ภายใต้กฎหมายนี้จะมีโครงการแลนด์บริดจ์ จะมีการถมทะเลทั้งสองฝั่ง อันดามัน 7,000 ไร่ และอ่าวไทย 6,000 ไร่ เพียงเรื่องนี้จะเกิดผลกระทบอย่างคาดไม่ถึง ไม่รวมเรื่องเส้นทางมอเตอร์เวย์ควบคู่เส้นทางรถไฟ เพื่อเชื่อมทางเรือทั้งสองฝั่ง ผ่านป่าชายเลนบางส่วนที่อยู่ระหว่างขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลก ป่าต้นน้ำ และพื้นที่สงวนชีวมณฑลโลก หากมีนิคมอุตสาหกรรม จะมีการสร้างเขื่อนกักเก็บน้ำจืด โรงกลั่นปิโตรเคมี เรือน้ำมันในทะเล ซึ่งอาจรั่วไหลลงทะเลได้ SEC สามารถให้ผู้ลงทุนต่างชาติ สามารถนำแรงงานช้ามชาติเข้ามาได้ 100 เปอร์เซ็นต์ และได้รับสิทธิพิเศษมากมาย" นายเรียง ระบุ
นายเรียง กล่าวอีกว่า ทางเครือข่ายกังวลว่าจะเกิดรัฐใหม่ขึ้นในประเทศไทย โดยคนไทยจะไม่สามารถดำรงชีวิตตามสิทธิพึงมี และกลายเป็นพลเมืองชั้นสองในที่สุด ฉะนั้น จึงไม่สามารถปล่อยให้ผ่านมติครม.ไปได้ เพราะหากผ่านภายในเดือนธันวาคมปีนี้ จะกลายเป็นกฎหมายที่มีผลบังคับใช้ทันที
ส่วนเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์นั้น นายเรียง ระบุว่า มีข้อสังเกต ดังนี้ 1.รัฐบาลตั้งคณะกรรมการเพื่อดำเนินการโครงการ ไม่ใช่เพื่อทำการศึกษาใหม่ 2. นายกฯ และนายพิพัฒน์ ต่างยืนยันจะเดินหน้าโครงการ 3.เมื่อพิจารณาสัดส่วนคณะกรรมการภาคประชาชนมีเพียง 3 เสียง ดังนั้น จะคัดค้านหรือโหวตอย่างไร ก็แพ้ 4. รัฐบาลใช้ข้อมูลสนข. ของกระทรวงคมนาคม เป็นข้อมูลที่นักวิชาการรับไม่ได้ เพราะเป็นข้อมูลอันเท็จที่ชี้ขาดว่าจะได้กำไร มีเรือจากบริษัทมาใช้บริการ ซึ่งตรงกันข้ามกับข้อมูลที่ทำโดยสภาพัฒน์ฯและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้าน นางสาวณีรนุช จิตต์สม ที่ปรึกษาสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการแปรรูป NT และคลื่นความถี่โทรคมนาคม ว่า ปัจจุบันรัฐวิสาหกิจคือขุมทรัพย์ มีทรัพย์สินถึง 2.2 ล้านล้านบาท กลุ่มทุน กลุ่มการเมืองในคราบทุนจ้องตาเป็นมัน ภายหลังดาวเทียมไทยคมหมดสัมปทาน แทนที่จะคืนทุกอย่างไรให้ NT แต่กลับเปิดประมูลใบอนุญาตคืนความถี่แทน โดย กสทช. เป็นฝ่ายจัดสรรประมูล แต่แล้วก็ประมูลถูกมาก ทำให้ภาครัฐเสียหายสูญรายได้จำนวนมหาศาล แต่ที่สำคัญ ประชาชนเป็นฝ่ายได้รับผลกระทบมากที่สุด แพคเก็จค่าโทรศัพท์และอินเตอร์เน็ตราคาแพง จากกรณีเกิดการผูกขาดจากผู้ขายน้อยราย
นางสาวณีรนุช เปิดเผยด้วยว่า เคยไปยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านชะลอการประมูลคลื่นสัญญาณ ต่อกสทช. แต่กลับไม่ได้มีการพิจารณา ตนอยากบอกว่าหากใช้วิธิการให้สัมปทาน จะมีเงินเข้ารัฐ 25-30 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่เมื่อเปลี่ยนเป็นประมูล รายได้ลดลง เหลือเข้ารัฐเพียงแค่ 10 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้น ตนอยากให้ประชาชนออกมาส่งเสียงว่า ถึงเวลาให้ NT มาดูแลเรื่องคลื่นความถี่
ฝากดีอี ดูแล หน่วยงานภายใต้ต้องใช้บริการของNT
ทั้งนี้ได้กล่าวทิ้งท้ายให้นายกรัฐมนตรี และคณะกรรมการป.ป.ช. ดูแลเรื่องคุณสมบัติของประธานกสทช. ที่ถูกร้องว่าไม่มีคุณสมบัติเป็นกทสช. แต่กลับถูกแต่งตั้งตั้งแต่ปี 65 และยังคงปฏิบัติงานจนถึงปัจจุบัน หากยังปล่อยไว้ก็จะนำความเสียหายมาสู่รัฐได้
ขณะที่ นายสุวิช สุมานนท์ ประธานสมาพันธ์คนงานรถไฟไทย กล่าวถึงโครงการรถไฟความเร็วสูง 3 สนามบิน ว่า เป็นโครงการที่ผูกไว้กับเขตเศรษฐกิจพิเศาภาคตะวันออก EEC ถามว่า อุตสาหกรรมเข้ามา แต่ประชาชนในพื้นที่ได้อะไร แนวคิดว่าเมื่อมีนิคมอุตสาหกรรมจะเกิดการจ้างงาน ตนคิดว่าน่าจะไม่ถูกต้องแล้วสำหรับยุคนี้ เพราะอุตสาหกรรมในตอนนี้เป็นระบบตอบโจทย์ทางสังคมหรือไม่ ตั้งนิคม มีการจ้างงาน น่าจะไม่ถูกต้อง เพราะอุตสาหกรรมจะเป็นระบบ Automation และAI ท้ายที่สุดจึงไม่ได้ตอบโจทย์จีดีพีของประเทศ
นายสุวิช กล่าวด้วยว่า โครงการรถไฟความเร็วสูงดังกล่าว ให้สิทธิพื้นที่สองข้างทางที่รางพาดผ่าน ทำให้เกิดความเสียหาย โครงการนี้ ทำEIAใช้เวลาน้อย เมื่อเทียบกับมูลค่าโครงการหลักแสนล้านบาท ทำให้เห็นว่ารัฐบาลมีความเร่งรีบเร่งร้อน ผลักดันให้โครงการเกิด ตนถือว่าเป็นโครงการไม่โปร่งใส เอื้อประโยชน์นายทุน เพราะนอกจากเอารถไฟแอร์พอร์ตลิงค์ไปผูกกับEECแล้ว ยังให้สิทธินักลงทุนในพื้นที่การรถไฟมักกะสัน และศรีราชา บริษัทที่ชนะประมูลไม่เคยมีความเชี่ยวชาญเดินรถไฟฟ้า แต่หวังพื้นที่เชิงพาณิชย์
"วันนี้รัฐบาลพยายามจะเอาที่ดินดังกล่าวให้เอกชนพัฒนาพื้นที่ โครงการดังกล่าวมีความพยายามยืดระยะเวลาออกไป ทำให้การรถไฟเสียประโยชน์ และดำเนินโครงการไม่เป็นไปตามที่ควรจะเป็น ตนจึงอยากถามว่าโครงการจะไปต่อได้จริงหรือไม่" นายสุวิช กล่าว
ส่วนนายอินทร์ แย้มบริบูรณ์ สมาชิกสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการรถไฟฯ กล่าวสนับสนุนพร้อมเสนอให้ยกเลิกสัญญารถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ส่วนการบริหารแอร์พอร์ตลิ้งค์ ให้นำกลับมาบริหารเอง เพราะเชื่อว่าจะทำกำไรได้ ก่อนที่แอร์พอร์ตลิ้งค์จะยกให้กับบริษัทเอกชนที่ชนะประมูลรถไฟความเร็วสูงตามสัญญา แอร์พอร์ตลิ้งค์ก็เริ่มคืนกำไรบ้างแล้ว แต่เมื่อเอกชนได้ไปดูแลกลับปล่อยพื้นที่ไม่พัฒนาตามสัญญา


