"เมธา มาสขาว" ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ร่วมงานเสวนา สภาองค์กรของผู้บริโภค ถก "อุปสรรคและความเสี่ยงในการรับมือกับข่าวลวงในยุคปัญญาประดิษฐ์" มองโลกใหม่พัฒนาไปไกล แต่รัฐไทยไม่มีความทันสมัย ที่จะทำงานเชิงรุกกับข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนไป ย้ำหน่วยข่าวกรองก็ตั้งรับกับปัญหาภัยความมั่นคงใหม่ ห่วงปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี หลอกลวงดิจิตัล
เมื่อเวลา 10.00 น.วันนี้ (12 พ.ค.) ที่คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ Cofact ร่วมกับสภาองค์กรของผู้บริโภค และภาคีต่างๆ ร่วมจัดงานสัมมนาเนื่องในวันเสรีภาพสื่อมวลชนโลก ในประเด็น AI and Media Freedom เมื่อความจริงต้องทำงานแข่งกับอัลกอริทึม ในช่วงเสวนาเรื่อง "อุปสรรคและความเสี่ยงในการรับมือกับข่าวลวงในยุคปัญญาประดิษฐ์" นายเมธา มาสขาว ผู้ประสานงานเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง ได้นำข้อเสนอต่อภาครัฐและเอกชนในการแก้ปัญหาข้อมูลบิดเบือน ดังนี้
ปัญหาข้อมูลบิดเบือน ข่าวลวงในยุคเอไอ (AI) และสังคมในยุคดิจิตัล ขับเคลื่อนซ้อนทับกันอยู่ในกลไกปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารภายใต้กลไกตลาดทุนนิยมและอำนาจรัฐ ทั้งในบริบทสงครามข้อมูลข่าวสารในสงครามทางเศรษฐกิจ การค้าการลงทุนในตลาดการเงินโลกและภายใน และความขัดแย้งทางสังคมในมิติต่างๆ ที่สร้างอาณาจักรของข้อมูลข่าวสารแบบเฉพาะกลุ่มและล็อคเป้าหมาย ตลอดจนบริบทของปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของรัฐทั้งในมิติความมั่นคงภายในประเทศและระหว่างความขัดแย้งของมหาอำนาจ ในภูมิรัฐศาสตร์โลกใหม่
รัฐบาลและสังคมไทย ตั้งรับกับรูปแบบข่าวลวงและข้อมูลที่บิดเบือนมาอย่างต่อเนื่อง เพราะเคยชินกับการทำงานข่าวกรองแบบเก่าตั้งแต่ยุคสงครามเย็น และถนัดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารกับประชาชนเพื่อจัดการความขัดแย้งและโฆษณาชวนเชื่ออุดมการณ์ทางการเมืองเพื่อการปกครองและควบคุม แต่โลกใหม่ได้พัฒนาไปไกลแล้ว รัฐไทยจึงไม่มีความทันสมัยที่จะทำงานเชิงรุกกับข้อมูลข่าวสารที่เปลี่ยนไปได้ แม้กระทั่งหน่วยข่าวกรองก็ตั้งรับกับปัญหาภัยความมั่นคงใหม่ที่เข้ามาในสังคมไทยอย่างรุนแรง เช่น ปัญหาแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ อาชญากรรมทางเทคโนโลยี การหลอกลวงดิจิตัล และปัญหานานัปการที่ซ้อนทับกันอยู่ แต่รัฐบาลไทยยังเป็นระบบราชการตั้งรับแบบ No country for old man อยู่
ยกตัวอย่าง เหตุการณ์อุบัติเหตุรถพลิกคว่ำที่ชลบุรีเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม เป็นตัวอย่างสำคัญ เปิดประตูสู่การค้นพบคลังอาวุธสงครามขนาดย่อมที่ซ่อนอยู่ในบ้านพักของหมิงเฉิน ซัน ชาวจีนวัย 31 ปี เจ้าหน้าที่พบระเบิด C4 กว่า 7 กิโลกรัม ปืน M4 2 กระบอก ระเบิดมือ 10 ลูก และเสื้อเกราะที่ถูกดัดแปลงเป็นชุดพลีชีพ สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่เล็ดรอดหน่วยข่าวกรองทั้งหลายไปได้อย่างไร ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ เราจะรู้หรือไม่ว่ามีจีนเทาสะสมอาวุธ และมีบัตรประชาชนไทย?
ปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่อนาคต มันคือปัจจุบันที่ไทยยังวิ่งตามไม่ทัน ขณะที่คนร้ายใช้ AI เพื่อค้นหาข้อมูลอานุภาพระเบิด นั่นหมายความว่าภัยคุกคามได้ใช้เทคโนโลยีเดียวกับที่ฝ่ายข่าวกรองควรใช้ในการตรวจจับ แต่ฝ่ายป้องกันยังไม่ได้นำมันมาใช้อย่างเต็มศักยภาพ หน่วยข่าวกรองต่างประเทศที่ทันสมัยในยุคนี้ใช้ AI เพื่อคัดกรองสัญญาณผิดปกติจากข้อมูลมหาศาล ทั้งรูปแบบการเดินทาง ธุรกรรมทางการเงิน การสื่อสารบนแพลตฟอร์มที่เข้าถึงได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และข่าวกรองสัญญาณที่ไหลเวียนในพื้นที่ดิจิทัล ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลที่บิดเบือนหรือข่าวลวงและแจ้งแก่ประชาชนได้ แต่รัฐบาลไทยอ่อนแอเกินไป และไม่สามารถปกป้องประชาชนไทยได้เลย ผลพวงของเหยื่อจากแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์และอาชญากรรมข้ามชาติเป็นบทเรียนที่สำคัญ
ข้อเสนอต่อภาครัฐและเอกชน
1.การปฏิรูปหน่วยข่าวกรองและฝ่ายความมั่นคงไทย ให้สอดรับกับสมัยใหม่ และหยุดปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารแบบเก่า (ระบบข่าวกรองและความมั่นคงของไทยขาดประสิทธิภาพ ขาดการบูรณาการงานข่าว แม้ว่าจะมีทั้งสำนักข่าวกรองแห่งชาติ หน่วยข่าวกรองทหารทั้ง 3 เหล่า ศูนย์รักษาความปลอดภัยแห่งชาติ (ศรภ.) กองบัญชาการตำรวจสันติบาล และหน่วยงานในสภาความมั่นคงแห่งชาติ แต่ก็ทำงานตั้งรับ ยังไม่สามารถทำงานเชิงรุกในยุคปัญญาประดิษฐ์ สมัยใหม่ได้)
2.ต้องผ่าตัด กสทช. ปฏิรูปหน่วยงานนี้ใหม่ให้ทันสมัยและใช้คลื่นความถี่เพื่อประโยชน์สาธารณะ ความมั่นคงและข่าวกรองเพื่อประชาชนมากขึ้น โดยเฉพาะในสถานการณ์สงคราม หรือวิกฤตฉุกเฉินด้านภัยพิบัติทางธรรมชาติ ไม่ใช่ใช้ประโยชน์เพิ่มพูนเพื่อกลุ่มทุนเอกชนที่ประมูลคลื่นความถี่และทำธุรกิจข้อมูลข่าวสารเพื่อแสวงหากำไรในตลาดของทุนอย่างเดียว
3.ควรต้องตั้งคณะกรรมาธิการข่าวกรอง สภาผู้แทนราษฎร เพื่อตรวจสอบการจัดการและปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของฝ่ายความมั่นคงแล้ว ถึงเวลาผ่าตัดรัฐราชการและปฏิรูปหน่วยงานการข่าวกรองทั้งหลายโดยด่วน
4.จัดกลไกและกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการตรวจสอบข้อมูลข่าวสาร ปัจจุบันนี้ประชาชนไม่ใช่แค่ผู้ชม แต่เป็นส่วนหนึ่งของระบบป้องกัน และควรมีส่วนร่วมกับการจัดการข้อมูลข่าวสารสมัยใหม่ หากรัฐและทุนสร้างข่าวบิดเบือน ประเด็นที่อ่อนไหวที่สุดแต่สำคัญที่สุดในการปฏิรูปข่าวกรองไทยคือคำถามว่า ใครตรวจสอบผู้ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบ? การเปิดพื้นที่ให้ประชาชนและผู้แทนของพวกเขาตรวจสอบระบบข่าวกรองไม่ใช่การทำลายความมั่นคง แต่เป็นการเสริมความแข็งแกร่งให้กับมัน เพราะระบบที่ไม่มีการตรวจสอบมีแนวโน้มสะสมความล้มเหลวไว้ภายในโดยไม่มีใครรู้
5.ผลักดันกระบวนการเรียนรู้ในระบบการศึกษาพื้นฐานของไทย แบบ Civic Education ในไทย โดยศึกษาบทเรียนเยอรมันที่ได้รับผลกระทบจากการโฆษณาชวนเชื่ออย่างเป็นระบบ
6.สร้างแพลตฟอร์มข้อมูลข่าวสารสาธารณะที่ไม่ได้ถูกกำกับจากกลุ่มทุนและอำนาจรัฐใด เพื่อใช้เป็นพื้นที่ปลอดภัยในการส่งผ่านข้อมูลข่าวสารต่างๆ รวมถึงแพลตฟอร์มดิจิตัลที่ปลอดภัยจากการแสวงหากำไรของต่างประเทศ เช่น ควรมีแพลตฟอร์มด้านการบริการสาธารณะต่างๆ โดยรัฐสนับสนุน
7.สนับสนุนและเพิ่มงบประมาณภาครัฐต่อการจัดการข้อมูลข่าวสารโดยประชาชน เช่น ทีวีสาธารณะ ThaiPBS Cofact สสส.
8.สร้างเครือข่ายสื่อเพื่อการเปลี่ยนแปลง สร้างข่าวปลอดภัย, ข่าวดี และข่าวสร้างสรรค์ แทนข่าวลวงและข่าวบิดเบือนทั้งทางการเมืองและอาชญากรรม เชื่อมต่อการสื่อสาร “พื้นที่กลาง” เป็นกลไกข้อมูลข่าวสารเพื่อการพัฒนา ผลิตสื่อคุณภาพเพื่อการเรียนรู้ พัฒนาสื่อพลเมือง จากระดับพื้นที่ สู่จังหวัด ภูมิภาค และส่วนกลาง รวมถึงเป็นพื้นที่กลางของสื่อกระแสหลัก สื่อท้องถิ่น และสื่อภาคประชาชน “ติดอาวุธทางปัญหา เปลี่ยนชาวบ้านเป็นนักสื่อสารและสร้างการเปลี่ยนแปลงจากการเรียนรู้องค์วามรู้และข้อมูลข่าวสาร” และสร้างช่องทางสื่อสารเฉพาะกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน โดยเชื่อมต่อกับสถาบันภาควิชาการ และการจัดการนิเวศน์สื่อให้การสื่อสารตรงกับยุคสมัยและช่วงวัย


