“พระอาจารย์คึกฤทธิ์” สะบัดจีวรหนีสื่อ หลังรับทราบข้อกล่าวหานำเงินวัดแจกโบนัสให้ลูกศิษย์ ทีมทนายให้ตำรวจช่วยกันสื่อห้ามถ่ายภาพ กลัวภาพลักษณ์เสื่อมเสีย
วันนี้ (12 พ.ค.) ที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) เมื่อเวลา 08.30 น. พระอาจารย์คึกฤทธิ์ โสตฺถิผโล เจ้าอาวาสวัดนาป่าพง จ.ปทุมธานี พร้อมทีมทนายความ เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน กก.2 บก.ปปป. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหา “ยักยอกทรัพย์ และ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” จากกรณีมีการตรวจพบพยานหลักฐานว่า พระอาจารย์คึกฤทธิ์ นำเงินของวัดไปจ่ายโบนัสให้กับลูกศิษย์หลักแสนบาทต่อคน ในช่วงปี 2555-2559 ซึ่งเข้าข่ายใช้เงินวัดผิดวัตถุประสงค์ โดยขณะนี้ตัวพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ยังอยู่ระหว่างการสอบปากคำ
สำหรับการเดินทางมาเข้าพบพนักงานสอบสวนในนี้ของ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นการติดต่อเข้ามาพบพนักงานสอบสวนด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ก็เพื่อจะขอชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว
ต่อมาเวลา 10.20 น. ภายหลังจากใช้เวลาสอบปากคำ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ นานกว่า 4 ชั่วโมง ในการเข้ารับทราบข้อกล่าวหา “ยักยอกทรัพย์ และ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ” โดยได้มีการพิมพ์ลายนิ้วมือตามกระบวนการ เมื่อเสร็จสิ้น ทีมทนายได้ประสานเจ้าหน้าที่ตำรวจขอความช่วยเหลือให้กั้นสื่อมวลชนที่มาดักรอทำข่าวอยู่ที่บริเวณหน้าห้องพนักงานสอบสวน บก.ปปป.ชั้น15 เพื่อไม่ให้ถ่ายภาพใดๆ ทั้งสิ้น โดยอ้างว่า กลัวภาพลักษณ์ของ พระอาจารย์คึกฤทธิ์จะเสื่อมเสีย และเกรงว่า จะนำรูปไปตัดต่อลงโซเชียลไปในทางที่ไม่ดี แต่ว่าจะแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงโดยทีมทนายความแทน
จนกระทั่งสื่อมวลชนยอมถอยมารอที่ชั้น 16 บก.ปปป. เพื่อรอแถลงข่าว จากนั้นทางตำรวจได้พา พระอาจารย์คึกฤทธิ์ ลงลิฟต์อีกทางไปยังชั้น 3 ของอาคาร บช.ก. เพื่อออกทางเชื่อมไปยังอาคารจอดรถอีกอาคารหนึ่ง ก่อนจะเดินทางขึ้นรถกลับวัดทันที
ด้าน นายนันทน อินทนนท์ ทนายความของ พระอาจารย์คึกฤทธิ์ เปิดเผยว่า วันนี้พระอาจารย์คึกฤทธิ์ มารับทราบข้อกล่าวหาในฐานความผิด ม.157 และม.147 ยักยอกเงินวัด ซึ่งทางพระอาจารย์คึกฤทธิ์ ได้รับและเซ็นรับทราบข้อกล่าวหาไปแล้ว แต่ได้ยื่นแย้งในความผิดมาตรา 157 เพราะประเด็นสำคัญที่สุด คือข้อกฎหมายที่ว่าด้วย “เจ้าอาวาสเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญาหรือไม่” เพราะหากไม่ใช่ ก็อาจไม่เข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 เนื่องจาก พ.ร.บ.คณะสงฆ์ มาตรา 45 ระบุว่า ผู้ที่ถือเป็นเจ้าพนักงานต้องเป็นพระที่ได้รับแต่งตั้งในตำแหน่งปกครองคณะสงฆ์ เช่น เจ้าคณะภาค เจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ หรือเจ้าคณะตำบล ส่วน “เจ้าอาวาส” มีอำนาจเพียงบริหารกิจการภายในวัด ไม่ได้ปกครองคณะสงฆ์ จึงไม่ใช่เจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญา
นายนันทน กล่าวต่อว่า ส่วนประเด็นที่ทนายฝั่งตรงข้าม มีการยื่นให้ตรวจสอบการเปิดบัญชีของวัดตั้งแต่ปี 2554-2559 แต่กฎหมายของมหาเถรสมาคม เพิ่งมีการออกมาเมื่อปี 2568 ไม่สามารถนำมาบังคับใช้ย้อนหลังได้ ส่วนประเด็นที่มีการจ่ายเงินค่าโบนัสให้กับพนักงานของวัดจำนวน 4 คน โดยเงินที่ได้รับเฉลี่ยประมาณเดือนละ 30,000 บาท สำหรับคนที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำมองว่าไม่เกินสมควร แต่ถ้าหากพนักงานสอบสวนมองว่าไม่สมควร ก็พร้อมที่จะเข้ามาชี้แจงเส้นทางการเงิน
นายนันทน กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีที่มีสำนักข่าวบางแห่งออกข่าวไปว่า พระคึกฤทธิ์ถูกสอบและมีอาการเครียดนั้น ยืนยันว่าพระอาจารย์ไม่ได้มีท่าทีเครียด บรรยากาศการสอบสวนเป็นไปด้วยดี พนักงานสอบสวนมีท่าทีอ่อนน้อมถ่อมตนในฐานะที่ท่านเป็นพระสงฆ์ ส่วนที่พระคึกฤทธิ์ไม่ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยตนเอง เพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับคู่กรณี แต่หากสื่อมวลชนต้องการซักถามข้อเท็จจริงอย่างไม่เป็นทางการ ก็สามารถไปที่วัดนาป่าพงเพื่อพูดคุยกับเจ้าอาวาสได้ แต่ข้อเท็จจริงทางด้านกฎหมายและวิชาการ ว่าเจ้าหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่รัฐจริงหรือไม่ ตนก็พร้อมที่จะชี้แจง
นายนันทน กล่าวด้วยว่า ส่วนกรณีนักเปรียญธรรม 9 ประโยค ที่มีการไปออกรายการดังพูดประเด็นเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายทางสงฆ์ ตนเองในฐานะทนายความพร้อมที่จะออกไปดีเบต หากรายการไหนเชิญ โดยเฉพาะรายการโหนกระแส
ทนายพระคึกฤทธิ์ ระบุอีกว่า เตรียมดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลจำนวนหนึ่ง ที่นำข้อมูลเส้นทางการเงินและข้อมูลส่วนบุคคลของลูกศิษย์วัดกว่า 30 คนไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ จนทำให้ถูกมองว่าเกี่ยวข้องกับการทุจริต ทั้งที่ยืนยันว่าเป็นการรับเงินโดยชอบด้วยกฎหมาย
นอกจากนี้ยังมีกรณีที่มีกลุ่มบุคคลกล่าวหาวัด เรื่องใช้เงินทำคดีในเยอรมนีกว่า 42 ล้านบาท และจ่ายค่าทนาย 20 ล้านบาท ซึ่งฝ่ายทนายมองว่าเป็นข้อมูลบิดเบือน จึงยื่นฟ้องหมิ่นประมาทแล้ว พร้อมย้ำว่า หากพบว่ามีการร้องเรียนหรือแจ้งความโดยใช้ข้อมูลเท็จหรือบิดเบือน จะดำเนินคดีกลับอย่างเด็ดขาด โดยคดีบางส่วนศาลนัดไต่สวนในเดือนกรกฎาคมนี้


