อัยการส่งสำนวนคดี "ปลัดวี"พร้อมพวก 5 รายฆ่าลูกบ้านฝังบ่อดินคืนพนักงานสอบสวน เหตุสำนวนไม่ถูกต้องตามกฎหมาย
เมื่อวันที่ 25 มี.ค.2569 จากกรณีนายทรงพล ซึ่งถูก นายวีรยุทธ สังข์สกุล ปลัดอำเภอท่าชนะ จ.สุราษฎร์ธานี กับพวกรวม 5 คน ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นทีมอุ้มหายไปจากบ้านพักในพื้นที่ ต.ท่าชนะ ไปตั้งแต่กลางดึกวันที่ 26 ธันวาคม ก่อนพบศพถูกฝังอยู่ในบ่อทิ้งขยะหลังบ้านผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่ ต.สมอทอง ก่อนเจ้าหน้าที่จับกุมตัวผู้ต้องหาทั้งหมดไปฝากขังที่ศาลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม จนต่อมาต้องปล่อยตัวเนื่องจากครบฝากขัง ต่อมานายทรงพล สุวรรณพงศ์ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เปิดเผยว่า ตามที่สถานีตำรวจภูธรท่าชนะ ได้ส่งสำนวนการสอบสวนคดีอาญากล่าวหานายวีรยุทธ สังข์สกุล ปลัดอำเภอท่าชนะ กับพวกรวม 5 คน ในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ,ร่วมกันฆ่าผู้อื่นโดยเจตนา โดยทรมานหรือโดยกระทำทารุณโหดร้าย,ร่วมกันกระทำทรมานและกระทำให้บุคคลสูญหายฯ, ร่วมกันหน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่นเป็นเหตุให้ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยวหรือถูกกักขังถึงแก่ความตาย,ร่วมกันบุกรุกโดยมีอาวุธหรือโดยร่วมกันกระทำความผิดด้วยกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปในเวลากลางคืน, ร่วมกันลอบ ฝัง ซ่อนเร้น ย้าย หรือทำลายศพ, ไม่มีเหตุอันควรทำให้เสียหายเคลื่อนย้าย ทำลาย ทำให้เสื่อมค่า หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งศพ, กระทำการใด ฝๆ แก่ศพหรือสภาพแวดล้อมในบริเวณที่พบศพก่อนการชันสูตรพลิกศพเสร็จสิ้นไปยังสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม 2569
สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 ได้พิจารณาสำนวนคดีดังกล่าวข้างต้นแล้วเห็นว่าคดีนี้เกี่ยวพันกับสำนวนการชันสูตรพลิกศพของสถานีตำรวจภูธรท่าชนะ คดีนายทรงพล ผู้ตาย กรณีที่ชันสูตรตายโดยผิดธรรมชาติถูกผู้อื่นทำให้ตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าได้ปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการทำสำนวนชันสูตรและสำนวนที่เกี่ยวเนื่องกับการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ซึ่งพนักงานสอบสวนได้ตั้งเป็นประเด็นการตายในการทำสำนวนชันสูตรนั้นกฎหมายได้บัญญัติวิธีการจัดทำสำนวนชันสูตรและสำนวนที่เกี่ยวข้องกับการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานที่อ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ไว้โดยเฉพาะ
แตกต่างจากการตายที่อยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงาน คือ
1.สำนวนการชันสูตรพลิกศพดังกล่าว ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 148 ถึงมาตรา 156 ข้อเท็จจริงในสำนวนคดีนี้รับฟังได้ว่า นายทรงพล
ตายโดยผิดธรรมชาติ โดยการถูกผู้อื่นทำให้ตาย ตามมาตรา 148 (2)
พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนคดีชันสูตรพลิกศพการตายของนายทรงพล
ให้เป็นไปตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 ทั้งนี้ การตายของนายทรงพล
ที่เป็นเหตุในการชันสูตรพลิกศพในครั้งนี้ มีการกล่าวอ้างว่าเป็นการตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ในการทำสำนวนชันสูตรนอกจากพนักงานอัยการแห่งท้องที่ที่ศพนั้นอยู่จะต้องเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทำการชันสูตรพลิกศพแล้วในการจัดทำสำนวนการชันสูตรพลิกศพ พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตาม มาตรา 150 วรรคสองและวรรคสาม กล่าวคือ ต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมกับพนักงานสอบสวนทำสำนวนชันสูตรพลิกศพให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดด้วย ไม่ใช่เพียงเข้าร่วมการสอบสวนเท่านั้น แต่พนักงานอัยการต้องร่วมทำสำนวนชันสูตรพลิกศพด้วย ซึ่งจากการตรวจสอบเอกสารในสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตรพลิกศพเรื่องนี้ พบว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการให้เข้าร่วมสอบสวนและทำสำนวนชันสูตรพลิกศพแล้วโดยพนักงานอัยการเข้ามาร่วมในการสอบสวนพยานบุคคลในสำนวนชันสูตรพลิกศพ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่าพนักงานอัยการได้ร่วมหรือมีลายมือชื่อในการจัดทำสำนวนชันสูตรพลิกศพเรื่องนี้จึงเป็นสำนวนการชันสูตรพลิกศพที่ไม่ถูกต้องครบถ้วนตามกฎหมายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 150 วรรคสี่
2.สำนวนการสอบสวนคดีนี้ สืบเนื่องมาจากสำนวนการชันสูตรพลิกศพของนายทรงพล
เป็นกรณีกล่าวอ้างว่า เป็นการตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่ นอกจากกฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนต้องทำสำนวนชันสูตรพลิกศพตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 150 วรรคสอง วรรคสาม และวรรคสี่ ที่บัญญัติไว้แล้วในการทำสำนวนการสอบสวนที่เกี่ยวเนื่องกันนั้นพนักงานสอบสวนต้องดำเนินการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 155/1 ด้วยกล่าวคือ การสอบสวนในกรณีที่มีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่
นอกจากสำนวนชันสูตรพลิกศพที่พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนร่วมกับพนักงานสอบสวน
ตามมาตรา 150 วรรคสี่แล้ว การทำสำนวนการสอบสวนประเภทดังกล่าวรวมทั้งสำนวนคดีนี้
พนักงานสอบสวนต้องแจ้งให้พนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนการสอบสวนตามบทบัญญัติมาตรา 155/1 ด้วย แต่จากการตรวจสอบสำนวนคดีนี้ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้มีหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนในคดีความตายเกิดขึ้นโดยการกระทำของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่หรือตายในระหว่างอยู่ในความควบคุมของเจ้าพนักงานซึ่งอ้างว่าปฏิบัติราชการตามหน้าที่เพื่อให้เป็นไปตามบทบัญญัติของกฎหมายและพนักงานสอบสวนมีเพียงหนังสือแจ้งพนักงานอัยการเข้าร่วมการสอบสวนตามในคดีนี้ตามพระราชบัญญัติป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565
เท่านั้น ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกันซึ่งสำนวนการสอบสวนคดีนี้แม้จะปรากฏลายมือชื่อของพนักงานอัยการเข้าร่วมสอบคำให้การพยานบางปากโดยพนักงานอัยการได้เข้าร่วมการสอบสวนในการสอบคำให้การผู้ต้องหาที่ 5 เท่านั้นแต่ไม่ปรากฏหลักฐานการมอบหมายให้เข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนและไม่ใช่เป็นการเข้าร่วมทำสำนวนการสอบสวนที่ถูกต้อง
ทั้งในรายงานการสอบสวนก็ไม่ปรากฏลายมือชื่อพนักงานอัยการที่ได้รับการมอบหมายร่วมลงชื่อกับคณะพนักงานสอบสวนสรุปความเห็นในสำนวนการสอบสวนด้วยแต่อย่างใด
การสอบสวนคดีนี้ย่อมดำเนินการไม่เป็นไปตามที่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 155/1 บัญญัติไว้ ในกรณีการทำสำนวนคดีนี้ไม่ปรากฎกรณีมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนไม่อาจรอพนักงานอัยการเข้าร่วมในการทำสำนวนการสอบสวนที่พนักงานสอบสวนบันทึกไว้เป็นเหตุให้สามารถทำสำนวนการสอบสวนต่อไปได้จึงเป็นสำนวนการสอบสวนที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 155/1 วรรคสาม อันมีผลต่ออำนาจฟ้องของพนักงานอัยการตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 120 นอกจากนี้สำนวนคดีนี้มีการแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 1 และที่ 2ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 ว่ากระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86ซึ่งเป็นกรณีที่กล่าวหาว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ อันเป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 28 (2) จึงเป็นกรณีที่มีผู้กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีกับเจ้าพนักงานของรัฐหรือบุคคลอื่นใดในข้อหาใด ๆ บรรดาที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. พนักงานสอบสวนจึงมีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริง รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น แล้วส่งให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.
เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2561 มาตรา 61 แต่จากการตรวจสอบสำนวนคดีนี้ ไม่พบหลักฐานว่าพนักงานสอบสวนได้ส่งสำนวนเรื่องนี้ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เพื่อพิจารณาตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต
พ.ศ. 2561 มาตรา 61 แต่อย่างใดปรากฏเพียงหนังสือแจ้งผลการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สำนักงาน ป.ป.ช. ประจำจังหวัดสุราษฎร์ธานีทราบ ตามพระราชบัญญัติการป้องกันปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 31 วรรคห้าเท่านั้น
ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติของกฎหมายคนละฉบับแตกต่างกันเมื่อพนักงานสอบสวนยังไม่ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 61 วรรคสองจึงเป็นการดำเนินการไม่เป็นไปตามที่พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 บัญญัติไว้ อันมีผลทำให้พนักงานสอบสวนไม่มีอำนาจสอบสวนได้
ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้างต้นการสอบสวนของพนักงานสอบสวนผู้รับผิดชอบจึงยังไม่เสร็จสิ้นและถูกต้องตามนัยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 140, 142, 150,155/1 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 สำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 จึงส่งสำนวนการสอบสวนคดีดังกล่าวคืนพนักงานสอบสวนในวันที่ 19 มีนาคม 2569 เพื่อให้พนักงานสอบสวนดำเนินการทำสำนวนการสอบสวน และสำนวนการสอบสวนคดีชันสูตร ในส่วนที่เกี่ยวข้องให้ครบถ้วนตามกฎหมายตามอำนาจหน้าที่ต่อไป
โดยคดีนี้ครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 6 ในวันที่ 12 มีนาคม 2569 พนักงานอัยการได้ยื่นคำร้องขอฝากขังครั้งที่ 7 ในวันที่ 11 มีนาคม 2569 (ก่อนครบกำหนดฝากขังครั้งที่ 6) ซึ่งคดีนี้ครบกำหนดฝากขังครั้งสุดท้ายตามที่ศาลอนุญาตในวันที่ 24 มีนาคม 2569 และในปัจจุบันพนักงานสอบสวนก็ยังมิได้ส่งสำนวนการสอบสวนกลับมายังพนักงานอัยการสำนักงานคดีปราบปรามการทุจริตภาค 8 แต่อย่างใด


