รปภ.พิเศษประจำตัว “เอกวิทย์” หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาคดีสินบนทองคำ ป.ป.ช. โร่มอบตัว ตำรวจ ปปป. หลังรู้ตัวถูกออกหมายจับ
วันนี้ (19 มี.ค.) ที่ บก.ปปป. นายสุรสิทธิ์ แพเกิด หนึ่งในผู้ต้องหาคดีนำทองคำหนัก 246 บาท ไปติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) พร้อมทนายความเดินทางเข้ามอบตัวกับ พ.ต.อ.ภานุมาศ แสงส่ง ผกก.1.บก.ปปป. และพนักงานสอบสวน กก.1.บก.ปปป. หลังทราบข่าวว่า นายสรพงศ์ ถูกออกหมายจับและมามอบตัวกับตำรวจ บก.ปปป.ก่อนหน้านี้แล้ว
ท้้งนี้ เมื่อ นายสุรสิทธิ์ มาปรากฏต่อหน้า ตำรวจ กก.1.บก.ปปป.จึงได้จับกุมตามหมายจับ พร้อมแจ้งข้อหา ร่วมกันให้สินบนกับเจ้าพนักงาน ให้ทราบ ก่อนทำบันทึกจับกุมและสอบปากคำ ทั้งนี้หลังสอบปากคำเสร็จสิ้น พนักงานสอบสวนอนุญาตให้ประกันตัวชั่วคราวในวงเงิน 105,000 บาท เช่นเดียวกับนายสรพงศ์
สำหรับรายละเอียดคดีของ นายสุรสิทธิ์ พบว่า เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2567 พ.ต.อ.ภาคภูมิ ได้นำทองคำดังกล่าว ไปส่งมอบให้นายเอกวิทย์ ผ่าน นายสุรสิทธิ์ เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยพิเศษประจำตัว ที่ลานจอดรถสมาคมชาวปักษ์ใต้ เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร
ด้าน นายอมร กุศล ทนายความของ นายสุรสิทธิ์ แพเกิด หนึ่งในกลุ่มผู้ต้องหาคดีติดสินบนเจ้าหน้าที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ให้สัมภาษณ์ภายหลังเข้าพบพนักงานสอบสวนนานกว่า 5 ชั่วโมงครึ่งว่า เดิมทีลูกความได้รับหมายเรียกครั้งที่ 1 และได้ทำหนังสือขอเลื่อนเข้าพบเป็นวันที่ 31 มี.ค. นี้
นายอมร กล่าวว่า สาเหตุที่ต้องพาลูกความเข้ามอบตัวก่อนกำหนด เนื่องจากกรณีของ นายสรพงศ์ วงษ์สุวรรณ ผู้ต้องหาอีกรายที่เข้าพบพนักงานสอบสวนก่อนหน้านี้ กลับถูกแจ้งว่ามีการออกหมายจับแล้ว ทั้งที่อยู่ระหว่างการขอเลื่อน ตนจึงเกรงว่านายสุรสิทธิ์ จะถูกออกหมายจับด้วยเช่นกัน ซึ่งเมื่อมาตรวจสอบก็พบว่ามีการออกหมายจับจริงๆ จึงต้องรีบมาแสดงความบริสุทธิ์ใจ
ในส่วนของการให้ปากคำ นายสุรสิทธิ์ ให้การ “ภาคเสธ” โดยนายอมรได้ยื่นหนังสือโต้แย้งอำนาจการสอบสวนในคดีนี้อย่างรุนแรง โดยให้เหตุผลว่า คดีนี้เกี่ยวข้องกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ซึ่งตามรัฐธรรมนูญ หากมีการกระทำผิดร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คดีจะต้องอยู่ในอำนาจพิจารณาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น
การแยกสำนวน ทนายมองว่าพนักงานสอบสวนไม่สามารถแยกสำนวนคดีได้ และตั้งข้อสังเกตว่าพนักงานสอบสวนอาจ “หลงประเด็น” ในเรื่องอำนาจการสอบสวน เนื่องจากก่อนหน้านี้ พล.ต.อ.สุรเชชษฐ์ หักพาล เคยโต้แย้งเรื่องนี้จน ป.ป.ช. มีการตีกลับสำนวนมาแล้ว
“เราได้โต้แย้งแล้วว่าพนักงานสอบสวนอาจไม่มีอำนาจ ทั้งการแจ้งข้อหาหรือการขอหมายจับจากศาลอาญาคดีทุจริตฯ แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ยังเดินหน้าต่อ ก็ถือว่าลูกความได้รับความเสียหาย ซึ่งจะพิจารณาดำเนินคดีกลับในภายหลัง” นายอมร กล่าว
อย่างไรก็ตาม ภายหลังการสอบปากคำและแจ้งข้อกล่าวหา พนักงานสอบสวนได้พิจารณาอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราว โดยตีราคาหลักประกันเป็นเงินสดจำนวน 250,000 บาท ก่อนที่นายสุรสิทธิ์และทีมทนายความจะเดินทางกลับ


