กรณีของ "เคที แซกคาเรีย" (Katie Zacharia) ที่ดำรงตำแหน่งโฆษกทำเนียบขาวได้เพียง 5 วัน แต่กลับก่อให้เกิดประเด็นขัดแย้งทางการทูตกับจีน ได้กลายเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างสุดขั้วระหว่างกลยุทธ์ สไตล์ และที่มาของผู้ทำหน้าที่สื่อสารมวลชนของสองมหาอำนาจโลก อย่างสหรัฐอเมริกาและจีน
ชนวนเหตุเกิดขึ้นเมื่อแซกคาเรียได้ให้สัมภาษณ์ในรายการวิเคราะห์ข่าวฝั่งอนุรักษนิยม โดยกล่าวระบุถึงประเทศจีนว่าเป็นสถานที่ที่ "ไม่มีแม้กระทั่งห้องน้ำที่เหมาะสม"
ด้าน "เหมา หนิง" (Mao Ning) โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ได้ออกมาตอบโต้ในวันถัดมาด้วยรอยยิ้ม พร้อมกล่าวเชิญชวนอย่างนุ่มนวลแต่แฝงความนัยว่า "เรายินดีต้อนรับให้เธอมาเยือนจีนให้บ่อยขึ้นเมื่อมีโอกาส"
การทำหน้าที่ของแซกคาเรียในการแถลงข่าวครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2569 ใช้เวลาไม่ถึง 15 นาที โดยส่วนใหญ่เป็นการอ่านตามบทที่เตรียมมา ก่อนที่จะเกิดคำถามตามมาเกี่ยวกับคุณสมบัติทางกฎหมายของเธอ หลังจากที่เธอเคยระบุในสื่อว่าเป็นทนายความ รวมถึงเคยทำงานที่สำนักงานกฎหมายจงหลุน (Zhong Lun Law Firm) ในกรุงปักกิ่ง ช่วงปี 2554 ถึง 2556 และก่อนเข้ารับตำแหน่งในทำเนียบขาว เธอเป็นผู้ดำเนินรายการขาประจำในเครือข่ายอนุรักษนิยมอย่างฟ็อกซ์นิวส์ (Fox News) และนิวส์แม็กซ์ (Newsmax) ที่คอยปกป้องประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาโดยตลอด จนกระทั่งเธอต้องพ้นจากตำแหน่งในที่สุดในช่วงสุดสัปดาห์
ในทางกลับกัน ตำแหน่งโฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีนเน้นการคัดเลือกนักการทูตอาชีพที่มีประสบการณ์ยาวนาน เหมา หนิง ก้าวขึ้นมาเป็นโฆษกลำดับที่ 33 ของกระทรวงฯ เมื่อเดือนกันยายน 2565 และได้รับการแต่งตั้งเป็นอธิบดีกรมสารนิเทศในเดือนมกราคม 2568 โดยเธอมีประสบการณ์ในสายการทูตยาวนานกว่า 27 ปี ก่อนจะเข้ามารับหน้าที่สื่อสารท่าทีของรัฐบาลจีนในกิจการระหว่างประเทศอย่างเป็นระบบ
ความแตกต่างนี้สะท้อนโครงสร้างและเป้าหมายที่ต่างกันอย่างชัดเจน โฆษกทำเนียบขาวมักมีภูมิหลังมาจากสายสื่อสารการเมือง การหาเสียง หรือสื่อมวลชน เช่น "แคโรไลน์ ลีวิตต์" (Karoline Leavitt) โฆษกคนก่อนหน้า ซึ่งเน้นการตอบโต้ทางการเมืองอย่างดุดันเพื่อปกป้องวาระของประธานาธิบดี ขณะที่โฆษกของจีนจะเน้นการสื่อสารตามบทบาททางการทูตที่ระมัดระวัง ใช้ภาษาที่สุขุมและประนีประนอม เพื่อสร้างภาพลักษณ์และการเล่าเรื่องราวของจีนให้เป็นไปในเชิงบวกบนเวทีโลก
ที่มา: South China Morning Post


