กระแสความนิยมในตัวช่วยอัจฉริยะ (AI Agent) ที่ชื่อว่า OpenClaw ในประเทศจีนเริ่มเข้าสู่จุดพลิกผัน เมื่อผู้ใช้งานจำนวนมากที่เคยเสียเงินจ้างติดตั้ง กลับต้องหันมาจ่ายเงินจ้างผู้เชี่ยวชาญให้ช่วยถอนการติดตั้งโปรแกรมดังกล่าวออกจากเครื่องแทน
จากการตรวจสอบบน เสียนอวี๋ (Xianyu) แพลตฟอร์มซื้อขายสินค้ามือสองในเครืออาลีบาบา พบว่าคำค้นหา "ถอนการติดตั้ง OpenClaw" กลายเป็นคำที่ถูกค้นหาอย่างมากในวันพฤหัสบดีที่ 12 มีนาคม 2569 โดยผู้ให้บริการรายหนึ่งในเซี่ยงไฮ้คิดค่าบริการถอนการติดตั้งสูงถึง 299 หยวน (ประมาณ 1,400 บาท) และมีสถิติการทำรายการสำเร็จมากกว่า 10 ครั้งแล้ว ขณะที่ผู้ให้บริการในเมืองใหญ่อื่นๆ ต่างก็เริ่มเสนอบริการในลักษณะเดียวกัน
ความเปลี่ยนแปลงนี้เกิดขึ้นหลังจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และมหาวิทยาลัยหลายแห่งในจีนเริ่มส่งสัญญาณเตือนภัยเกี่ยวกับความเสี่ยงของเอไอตัวนี้ โดยสถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CAICT) ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศ (MIIT) ได้ประกาศเตรียมกำหนดมาตรฐานใหม่สำหรับผลิตภัณฑ์ตระกูล "Claw" เพื่อควบคุมกระบวนการตัดสินใจที่ซับซ้อนและขาดความโปร่งใส
มาตรฐานดังกล่าวจะมุ่งเน้นไปที่การควบคุมคุณภาพ ความน่าเชื่อถือของพฤติกรรมเอไอ การจัดการสิทธิ์ของผู้ใช้งาน และความโปร่งใสในขั้นตอนการทำงาน ท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัวและการแทรกแซงการใช้ชีวิตของเอไอเอเจนท์
ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน กระแส OpenClaw เพิ่งจะพุ่งถึงขีดสุด โดยเมื่อวันศุกร์ที่ 8 มีนาคม 2569 มีผู้คนเกือบ 1,000 คน ไปยืนเข้าแถวรอหน้าสำนักงานใหญ่ของ เทนเซ็นต์ (Tencent) ในนครเซินเจิ้น เพื่อขอรับการติดตั้งซอฟต์แวร์ OpenClaw ลงในคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีทั้งกลุ่มวิศวกรเกษียณอายุ แม่บ้าน และนักศึกษา โดยทางเทนเซ็นต์ได้ให้บริการติดตั้งฟรีเพื่อต่อยอดความนิยมของซอฟต์แวร์โอเพนซอร์สตัวนี้ที่กำลังระบาดไปไกลเกินกว่ากลุ่มนักพัฒนาโปรแกรม
มาร์ก หยาง ดีไซเนอร์ในเซี่ยงไฮ้และผู้ใช้งานกลุ่มแรกๆ ระบุว่าในตอนแรก OpenClaw ทำให้เขารู้สึกเหมือนมี "พนักงานเสมือน" มาช่วยจัดการภาระงานต่างๆ ได้อย่างดี อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าปัจจุบันประเทศจีนกลายเป็นแหล่งพำนักของสินทรัพย์ดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับ OpenClaw สูงถึงร้อยละ 40 ของสินทรัพย์ทั่วโลก ซึ่งอาจนำมาซึ่งความเสี่ยงทางไซเบอร์ที่คาดไม่ถึง
ที่มา: South China Morning Post/ แฟ้มภาพเอเอฟพี


