xs
xsm
sm
md
lg

New China Insights : เฉาะตลาดมะพร้าวในจีนและการบุกลงทุนในอาเซียน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์


ภาพมะพร้าวของมณฑลไหหลำ แหล่งปลูกมะพร้าวแห่งหลักของจีน ซึ่งมีผลผลิตต่อปีแค่ 200 ล้านลูก ขณะที่  ความต้องการมะพร้าวในจีน สูงถึง 4,000 ล้านลูกต่อปี  (ภาพจากสื่อจีน)
โดย ร่มฉัตร จันทรานุกูล

ช่วงนี้มีประเด็นหนึ่งที่คนไทยให้ความสนใจกันมากคือเรื่องการเข้ามาของทุนจีนในตลาดและห่วงโซ่การผลิตมะพร้าวตั้งแต่ต้นน้ำซึ่งอาจเป็นเหตุให้เกิดการผูกขาดและกดราคาผลผลิตในท้องถิ่น ทำให้เกษตรกรไทยแทนที่จะได้ประโยชน์กลับเสียผลประโยชน์จากการเข้ามาของทุนต่างชาติ ผู้เขียนได้ค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ก็พบว่า ทุนจีนไม่เพียงบุกตลาดมะพร้าวแค่ในประเทศไทยเท่านั้นยังได้หลั่งไหลเข้าไปยังกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โมเดลการทำธุรกิจของกลุ่มทุนจีนในอาเซียนจะคล้ายๆกับธุรกิจประเภทอื่นๆ อย่างเช่น ธุรกิจทุเรียนในไทยที่นักลงทุนจีนเข้าไปเหมาทั้งสวนจนในที่สุดเจ้าของสวนกลับกลายเป็นลูกจ้างหรือไม่ก็ใช้ “นอมินี” ซื้อที่ดินมาเป็นของตนเอง ยึดกุมเบ็ดเสร็จตั้งแต่ต้นน้ำคือเพาะปลูก กลางน้ำคือตั้งล้งแพคทุเรียน ไปถึงปลายน้ำคือส่งออกไปจีน กระบวนการทั้งหมดตกอยู่ในมือของคนจีนไม่ต้องผ่านคนกลางหรือพ่อค้าในพื้นที่

และไม่ต้องสงสัยเลยว่าจีนมองผลประโยชน์การทำกำไรของตนก่อนเป็นอันดับแรก ส่วนผลประโยชน์ของคนในท้องถิ่นเป็นเรื่องรองลงมา ประเด็นดังกล่าวเป็นปัญหามานานแล้วแต่ยังแก้ไขอะไรไม่ได้ กลุ่มเกษตรกรในพื้นที่ส่วนหนึ่งยินยอมให้ทุนจีนเข้ามา “เหมาสวน” (包园 อ่านว่า เปาหยวน) เพราะไม่อยากแบบรับความเสี่ยงและต้นทุนเอง แต่ได้รับเงินเดือนและค่าแรงจากทุนจีนสม่ำเสมอโดยที่ไม่ต้องเสียที่ดินไป

เครื่องดื่มจากวัตถุดิบมะพร้าวเป็นปัจจัยกระตุ้นความต้องการมะพร้าวในจีนพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว ในภาพ:เครื่องดื่มกะทิยอดนิยมของจีน มีขายอยู่ทั่วไปทั้งในซุปเปอร์และร้านสะดวกซื้อ (ภาพจาก เวยปั๋ว)
มาถึงสินค้าเกษตรอีกประเภทหนึ่งที่มีตลาดใหญ่และโตเร็วมากในจีน คือ มะพร้าว ความต้องการมะพร้าวในจีนมีอยู่สูงมากขณะที่ผลผลิตมะพร้าวในประเทศไม่เพียงพอ (ปัจจุบันแหล่งเพาะปลูกมะพร้าวในจีนหลักๆอยู่ที่มณฑลเกาะไหหลำโดยมีกำลังการผลิตต่อปีเพียงประมาณ 200 ล้านลูกต่อปี) ขณะที่ตลาดจีนมีความต้องการมะพร้าวมากกว่า 4,000 ล้านลูกต่อปี และแหล่งนำเข้ามะพร้าวของจีนแหล่งหลักๆคือ ไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย

ตั้งแต่ปี 2023 เป็นต้นมา จีนนำเข้ามะพร้าวต่อปีมากกว่า 1.2 ล้านตัน เหตุผลหลักของความต้องการมะพร้าวในตลาดจีนที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วมาจากความนิยมดื่มน้ำมะพร้าว (Coconut water) มีเพิ่มขึ้น เนื่องจากกระแสเครื่องดื่มสุขภาพ (Health drink) ปัจจุบันเครื่องดื่มชาหรือกาแฟในจีนยังมีเมนูที่นำกะทิหรือน้ำมะพร้าวเข้ามาเป็นส่วนผสมเช่น กาแฟลาเต้รสมะพร้าว (coconut coffee latte) และกลายเป็นเมนูยอดนิยมของคนจีนทั้งประเทศ นอกไปจากนี้อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องสำอางในจีนก็มีการนำมะพร้าวเข้ามาเป็นส่วนผสมมากขึ้น

รายงานคาดการณ์ระบุว่าในปี 2026 นี้ มูลค่าตลาดมะพร้าวของจีนจะทะลุ 20,000 ล้านหยวน และเป็นแรงขับดันให้นักธุรกิจจีนไปแสวงหาโอกาสในต่างประเทศ อย่างในกลุ่มอาเซียนที่เป็นแหล่งมะพร้าวส่งออกไปจีนมากกว่า 90% การลงทุนสร้างโรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยให้บริษัทจีนสามารถขยายห่วงโซ่อุตสาหกรรมไปยังต้นน้ำ และเสริมความแข็งแกร่งในการจัดหาวัตถุดิบและการแปรรูป วัตถุดิบมีเสถียรภาพและลดความเสี่ยงจากความผันผวนของราคา เช่น โครงการแปรรูปมะพร้าวในอินโดนีเซียของบริษัท “หวนเล่อจยา” (Huanlejia/欢乐家) มีมูลค่าการลงทุนรวมประมาณ 55 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อก่อสร้างโรงงานแล้วเสร็จจะช่วยเพิ่มความสามารถแปรรูปมะพร้าวและผลิตภัณฑ์ของบริษัท

เมนูกะทิลาเต้ ที่ขึ้นชื่อของ ลัคอิน คอฟฟี่  ถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ดันความต้องการมะพร้าวในจีนพุ่งสูงอย่างรวดเร็ว (ภาพจากเว็บไซต์บริษัท Luckin Coffee )
ด้วยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีทรัพยากรมะพร้าวอุดมสมบูรณ์ และมีต้นทุนแรงงานต่ำ การลงทุนตั้งโรงงานในภูมิภาคนี้ช่วยให้บริษัทจีนใช้ความได้เปรียบด้านทรัพยากร และความได้เปรียบด้านต้นทุน เช่น ราคามะพร้าวสดจากไทยอยู่ที่ 0.85 ดอลลาร์/กก. (หรือราว 26.80 บาทต่อกก. หรือราว 5.8 หยวนต่อ กก. ) และในอินโดนีเซียอยู่ที่ 0.31 ดอลลาร์/กก. การลงทุนด้านการแปรรูปฯในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทำให้บริษัทจีนได้รับประโยชน์จากข้อได้เปรียบด้านต้นทุนดังกล่าว

เมื่ออุตสาหกรรมมะพร้าวของจีนเติบโตขึ้น บริษัทจีนไม่ได้มุ่งเพียงตอบสนองตลาดภายในประเทศเท่านั้น แต่ยังขยายสู่ตลาดต่างประเทศด้วย การตั้งโรงงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ช่วยให้บริษัทเข้าใจความต้องการของผู้บริโภคในพื้นที่และสามารถผลิตสินค้าให้เหมาะสมกับตลาด นอกจากนี้ยังใช้ข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อขยายตลาดไปยังประเทศใกล้เคียงและประเทศตะวันตกที่จีนมีอุปสรรคกีดกันทางการค้า

ในบรรดาประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อินโดนีเซียเป็นหนึ่งในประเทศผู้ผลิตและส่งออกมะพร้าวรายใหญ่ของโลก โดยในแต่ละปีมีผลผลิตมากกว่า 2.8 ล้านตัน มูลค่าการส่งออก 1.55 พันล้านดอลลาร์ คิดเป็นประมาณ 38% ของการส่งออกมะพร้าวโลก ส่วนประเทศไทยแต่ละมีผลผลิตมะพร้าวประมาณ 0.9 ล้านตันต่อปี ส่งออกประมาณ 0.6 ล้านตันและมะพร้าวไทยส่วนใหญ่ส่งออกไปจีน ไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกมะพร้าวรายใหญ่ของโลก และเคยมีส่วนแบ่งตลาดโลกสูงถึงประมาณ 44.8% ในปี 2023 แต่ปัจจุบันส่วนแบ่งตลาดลดลงเหลือประมาณ 27.1% เนื่องจากการแข่งขันที่รุนแรงจากประเทศอื่น เช่น อินโดนีเซียและเวียดนาม

ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีนโยบายและการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านเกษตร ที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอุตสาหกรรมมะพร้าว เช่น อินโดนีเซีย มีจัดตั้งฟาร์มเมล็ดพันธุ์ ฝึกอบรมเทคโนโลยีและจัดทำแผนพัฒนาอุตสาหกรรมมะพร้าว Roadmap for the Development of Coconut Downstream 2025-2045

สำหรับประเทศเวียดนามจัดให้มะพร้าวเป็นหนึ่งใน 6 พืชอุตสาหกรรมสำคัญ ปัจจุบันเวียดนามกับจีนได้ลงนามข้อตกลงเกี่ยวกับมาตรการกักกันพืชสำหรับมะพร้าวสดเพื่อเปิดตลาดส่งออกไปจีน ขณะที่ไทยเรามีส่งเสริมการพัฒนาอุตสาหกรรมมะพร้าวอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันมีการนำมะพร้าวมาแปรรูปอย่างครบวงจรทั้งในด้านของอาหารและของใช้ประเภทต่างๆ

“เกาะมะพร้าวสดของ Luckin”  ยักษ์ใหญ่เครื่องดื่มกาแฟจีน Luckin Coffee “เหมาเกาะ” ในแดนอิเหนา สร้างฐานมะพร้าวที่แข็งแกร่งที่หมู่เกาะบังไก อินโดนีเซีย  (ภาพจากสื่อจีน)
มีกรณีที่น่าสนใจเกี่ยวกับทุนจีนที่บุกลงทุนธุรกิจมะพร้าวในอาเซียนคือ แบรนด์ร้านเครื่องดื่มกาแฟรายใหญ่จีนคือ ลัคอิน คอฟฟี่ (Luckin Coffee) ที่เข้าไปยังอินโดนีเซียน บริษัทนี้ดูเผินๆเป็นเพียงบริษัทขายเครื่องดื่มกาแฟแต่ความเป็นจริงแล้วลัคอินได้พัฒนาไปสู่การเป็นผู้เล่นที่สร้างโครงข่ายห่วงโซ่อุปทานวัตถุดิบทางการเกษตรในระดับโลก เมนูลาเต้มะพร้าวสดของลัคกินเปิดตัวเมื่อ 4 ปีก่อน และกลายเป็นสินค้าขายดีอย่างรวดเร็ว ปัจจุบันมียอดขายรวมมากกว่า 1 พันล้านแก้ว เฉพาะในปี 2024 เพียงปีเดียว มียอดขายมากกว่า 700 ล้านแก้ว ซึ่งต้องใช้มะพร้าวมากกว่า 500,000 ลูกต่อวัน

มะพร้าวซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของลัคอินต้องพึ่งพาการนำเข้า ทำให้ต้องค้นหาวิธีที่ทำให้วัตถุดิบมีเสถียรภาพ ลัคอินเลือกเข้าไปยังอินโดนีเซีย ที่หมู่เกาะบังไก (Banggai Islands) ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่หลักของการปลูกมะพร้าวในอินโดนีเซีย ในช่วง 5 ปีข้างหน้า ลัคกินมีแผนจัดซื้อมะพร้าวจากพื้นที่นี้ประมาณ 1 ล้านตัน นี่ไม่ใช่เพียงแค่การจัดซื้อวัตถุดิบธรรมดา แต่เป็นการเชื่อมโยงกับต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทาน ดังนั้นการมาถึงของลัคอินในอินโดนีเซียไม่ได้เพียงแค่มีตลาดรองรับผลผลิตเท่านั้น แต่จะนำมาซึ่งโรงงานแปรรูป ระบบโลจิสติกส์แบบห่วงโซ่ความเย็น (cold chain) และการฝึกอบรมด้านการเกษตรเพื่อให้ตรงกับความต้องการอุตสาหกรรม จะเห็นได้ว่าลัคอินกำลังค่อยๆ เปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นบริษัทบริหารห่วงโซ่อุปทานสินค้าอุปโภคบริโภค เพราะในอนาคตไม่ใช่แค่เพื่อความต้องการของลัคอินเองแต่ยังจะขายผลิตภัณฑ์จากมะพร้าวให้บริษัทรายอื่นได้ด้วย

ตั้งแต่ก่อนที่จะจองเกาะมะพร้าวแห่งนี้ไว้ ลัคอินคอฟฟี่ก็ได้ลงนามข้อตกลงจัดซื้อเมล็ดกาแฟระยะยาวจากบราซิลเป็นเวลา 5 ปี ปริมาณ 240,000 ตัน ทำให้ในปี 2024 ที่ราคากาแฟโลกพุ่งขึ้นถึง 70% แต่ลัคอินกลับสามารถลดราคาขายให้กับร้านแฟรนไชส์ลงได้ถึง 16.8% เบื้องหลังคือกลยุทธ์ในการวางแผนล่วงหน้าด้านห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำ จะเห็นได้ว่ากลยุทธ์ของลัคอินคือเมล็ดกาแฟถูกล็อกแหล่งวัตถุดิบไว้ที่บราซิล ส่วนมะพร้าวถูกล็อกแหล่งวัตถุดิบไว้ที่อินโดนีเซีย ยิ่งวัตถุดิบมีเสถียรภาพมากเท่าไหร่ ก็สามารถควบคุมต้นทุนได้มากเท่านั้น

เครื่องดื่มน้ำมะพร้าวในจีนมีหลากหลายยี่ห้อ  สำหรับแบรนด์ if ของไทย ถือว่าประสบความสำเร็จในตลาดจีน (ภาพจาก เวยปั๋ว)
สำหรับข้อตกลงความร่วมมือของลัคอินกับอินโดนีเซีย ไม่ได้ต้องการเพียงสิทธิ์ในการดำเนินการตั้งแต่ต้นน้ำเท่านั้น แต่ยังร่วมมือกับรัฐบาลท้องถิ่นตั้งศูนย์เกษตรกรรมในอินโดนีเซีย แล้วอ้างว่าเพื่อเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรในด้านต่างๆ เช่น จัดหาต้นกล้า ปุ๋ย และปัจจัยการผลิตพื้นฐานอื่นๆ โดยมีเป้าหมายขยายพื้นที่ปลูกและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น

สำหรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในไทยช่วงไม่กี่ปีมานี้ นักลงทุนจีนเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากผู้ซื้อวัตถุดิบไปสู่ผู้ลงทุนในห่วงโซ่อุตสาหกรรม มีการลงทุนตั้งโรงงานผลิตน้ำมะพร้าวและโรงงานแปรรูปมะพร้าวในไทย เพื่อส่งออกกลับไปจีน โดยโรงงานหลายแห่งตั้งอยู่ในจังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นแหล่งมะพร้าวหลัก มะพร้าวน้ำหอมไทยมีจุดเด่นที่น้ำหวาน มีกลิ่นหอมและเนื้อนุ่ม จึงเป็นวัตถุดิบที่มีความต้องการสูง

การเข้ามาของนักลงทุนจีนกระทบต่ออุตสาหกรรมมะพร้าวไทยทั้งด้านดีและเสีย ด้านดีคือ เกิดการลงทุนใหม่ๆ เกิดโรงงานแปรรูปใหม่ๆ สามารถเพิ่มการจ้างงานและสร้างตลาดส่งออกที่ใหญ่ ส่วนด้านลบหลายคนกังวลว่า นักลงทุนจีนอาจควบคุมห่วงโซ่อุปทานมากเกินไปและไร้การควบคุม ทำให้ผู้ประกอบการไทยอาจเสียส่วนแบ่งตลาดมากไปกว่านี้ และสุดท้ายถูกกินรวบ เหมือนอย่างน้ำมะพร้าวแบรนด์ เหอหม่า (Hema) ที่ขายทั่วประเทศจีนมีราคาถูกกว่าน้ำมะพร้าวแบรนด์ if ของไทยที่วางขายในจีนมาก บริษัทเจ้าของแบรนด์เหอหม่ามีโรงงานในไทยและมีห่วงโซ่ตั้งแต่ต้นน้ำของตัวเอง

สุดท้ายผู้เขียนมองว่าไม่ว่าประเทศไหนในอาเซียนก็ค่อนข้างวิตกกลัวและระมัดระวังในการร่วมมือกับกลุ่มนักลงทุนจีน อยู่ที่ว่าระบบของรัฐ การตรวจสอบและการป้องกันของรัฐบาลแต่ละประเทศมีประสิทธิภาพมากแค่ไหน ถ้ารัฐบาลท้องถิ่นเอาแต่คอรัปชัน รับเงินใต้โต๊ะจากนักลงทุนจีนแล้วจบทุกเรื่อง ปล่อยจอยไป... ความล่มจมคงบังเกิดแก่เกษตรกรตาดำๆในประเทศนั้นๆเป็นแน่แท้.