สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานข่าวการเปิดการประชุมสภาประชาชนแห่งชาติจีนเมื่อวันพฤหัสบดี ( 5 มี.ค. ) ว่า จีนประกาศเพิ่มการลงทุนในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและนวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ซึ่งมีการเปิดเผยรายละเอียดเป็นครั้งแรก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของชาติและการพึ่งพาตนเองในท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และการแข่งขันที่เข้มข้นขึ้นกับสหรัฐอเมริกา นอกจากนั้น จีนยังลดการตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจเพื่อเว้นที่ว่างให้กับการปรับสมดุลทางเศรษฐกิจ ซึ่งจีนกำลังเผชิญกับภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรม
ในพิธีเปิดการประชุม นายกรัฐมนตรี หลี่ เฉียงได้รายงานผลงานของรัฐบาลในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยแสดงความชื่นชมที่จีนสามารถรับมือกับการขึ้นภาษีของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แต่ก็ระบุว่า ระบบพหุภาคีและการค้าเสรีนั้นกำลังถูกคุกคามอย่างรุนแรง
นอกจากนั้น รัฐบาลได้ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2569 ที่ระดับร้อยละ 4.5 ถึงร้อยละ 5 ซึ่งลดลงจากการตั้งเป้าหมายในปี 2568 ที่ร้อยละ 5 โดยนายกรัฐมนตรีหลี่ยอมรับว่า มีความไม่สมดุลอย่างรุนแรงระหว่างอุปทานที่แข็งแกร่งกับอุปสงค์ที่อ่อนแอ ซึ่งเขาหมายถึงภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมและการบริโภคที่อ่อนแอของภาคครัวเรือน นอกจากนั้น ตลาดยังลดการคาดหวังต่อเศรษฐกิจจีน อีกทั้งภาวะตกต่ำยืดเยื้อของภาคอสังหาริมทรัพย์ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นก็มีหนี้สินพอกพูน
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลประกาศเพิ่มงบประมาณด้านกลาโหมร้อยละ 7 รวมถึงการเพิ่มงบประมาณด้านการวิจัยและพัฒนาอีกด้วย
สำหรับรายละเอียดอื่น ๆ ในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ( พ.ศ. 2569-2573 ) นั้น จีนให้คำมั่นเพิ่มการบริโภคภาคครัวเรือน ยกระดับและสนับสนุนการพัฒนาก้าวล้ำหน้าในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่เมล็ดพันธุ์ทางการเกษตรและชีวการแพทย์ ไปจนถึงสาขาที่ล้ำสมัยทางวิทยาศาสตร์ เช่น การเชื่อมต่อการสื่อสารระหว่างเครื่องจักรกับสมอง ( machine-brain interfaces ) และกระตุ้นให้รัฐวิสาหกิจหันมาใช้เทคโนโลยีที่ผลิตในจีน เช่น เซมิคอนดักเตอร์และโดรน
นอกจากนั้น แผนพัฒนาฉบับนี้ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มจำนวนสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็น 2 เท่าภายใน 3 ปี จากปัจจุบันที่จีนครองความเป็นผู้นำในด้านนี้อยู่แล้ว โดยมีสถานีชาร์จมากถึงร้อยละ85 ในโลก
ในด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) จีนให้คำมั่นว่าจะสร้างคลัสเตอร์คอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่พิเศษ (hyper-scale) ซึ่งจะอาศัยไฟฟ้าในราคาถูก
ในด้านมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ จีนตั้งการขาดดุลงบประมาณที่ร้อยละ 4.0 ของ GDP และกำหนดโควตาการออกพันธบัตรพิเศษของรัฐบาลกลางไว้ที่ 1.3 ล้านล้านหยวน และ 4.4 ล้านล้านหยวนสำหรับพันธบัตรของหน่วยงานท้องถิ่น
นอกจากนั้น จีนให้คำมั่นว่าจะเพิ่มเงินบำนาญขั้นต่ำเดือนละ 20 หยวนต่อคน และเงินอุดหนุนประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานสำหรับผู้ว่างงานในชนบทอีก 24 หยวน ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มเพียงเล็กน้อย มากกว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง ตลอดจนระบุถึงความต้องการเพิ่มงบประมาณด้านการศึกษา สนับสนุนการดูแลเด็ก และปฏิรูปโรงพยาบาลของรัฐ โดยยอมรับว่าจำนวนประชากรลดลง
นักวิเคราะห์มองว่า การลดเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจ แต่เพิ่มการใช้จ่ายในด้านการวิจัยและอุตสาหกรรมเชิงกลยุทธ์ ตอกย้ำความเชื่อมั่นของรัฐบาลจีนที่ว่า การยกระดับเทคโนโลยี ไม่ใช่การบริโภค จะเป็นตัวขับเคลื่อนการพัฒนาในระยะต่อไป โดยแผนพัฒนาระยะ 5 ปีฉบับใหม่มีเป้าหมายผลักดันให้"อุตสาหกรรมเศรษฐกิจดิจิทัลหลัก" เพิ่มสัดส่วนเป็นร้อยละ12.5 ของจีดีพี
นอกจากนั้น การลดการตั้งเป้าหมายเศรษฐกิจเติบโตจะทำให้ภาวะกำลังการผลิตส่วนเกินในภาคอุตสาหกรรมที่จีนกำลังเผชิญอยู่นี้ รัฐบาลสามารถทดลองปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การปิดโรงงาน หรือการลดตำแหน่งงาน
เฟรด นอยมันน์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เอเชียของ HSBC ชี้ว่า การลดการตั้งเป้าหมายการเติบโตของเศรษฐกิจแสดงถึงการยอมรับว่า การปรับสมดุลทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาท้าทาย ที่จะต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะสำเร็จ
แอนดี้ จื่อ นักวิเคราะห์อัตราแลกเปลี่ยนและอัตราดอกเบี้ยเอเชียของ ITC Markets กล่าวว่า รัฐบาลจีนกำลังพยายามบริหารเศรษฐกิจแบบยอมลดการเติบโตแต่ยังควบคุมได้ ขณะเดียวกันก็สร้างเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งอยู่บนพื้นฐานขอเทคโนโลยีมากกว่าอสังหาริมทรัพย์ เป็นการปรับสมดุลครั้งใหญ่ที่รัฐบาลทุ่มสุดตัวกับAIและการผลิตขั้นสูง
อย่างไรก็ตาม หยวน อี้เว่ย ผู้จัดการกองทุนจาก Trinity Synergy Investment เตือนว่า เป้าหมายการเติบโตและนโยบายของจีนสำหรับปีนี้ จัดทำขึ้นเมื่อปลายปี 2568 ก่อนวิกฤตการณ์สหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีอิหร่าน


