เมื่อเร็ว ๆ นี้ บริษัทเทสลาประกาศแผนการเปลี่ยนโรงงานผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในสหรัฐอเมริกา มาเป็นโรงงานผลิตหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ โดยตั้งเป้าผลิตหุ่นยนต์ “ ออปติมัส” ( Optimus) ซึ่งบริษัทเป็นผู้พัฒนาให้ได้ปีละหนึ่งล้านตัว โดยเครื่องจักรอัจฉริยะนี้อาจนำมาใช้เป็นแรงงานส่วนหนึ่งของโรงงานในสหรัฐฯในอนาคต
แต่งานนี้นักวิเคราะห์และคนวงในระบุว่า ถึงแม้การประกอบหุ่นยนต์ขั้นสุดท้ายจะทำในสหรัฐฯ แต่เทสลาก็จำเป็นต้องพึ่งพาซัปพลายเออร์จีนเป็นแกนหลักในการจัดหาชิ้นส่วนอุปกรณ์สำคัญ เช่น แอกชูเอเตอร์ ( actuators ) อุปกรณ์ขับเคลื่อนข้อต่อหุ่นยนต์ มอเตอร์ ตัวลดความเร็ว ( reducers ) และระบบวิชั่น ซึ่งเป็นอุปกรณ์การมองเห็นของหุ่นยนต์ โดยที่ทุกส่วนของหุ่นยนต์ล้วนอยู่ในกำมือซัปพลายเออร์จีน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการจัดตั้ง “ห่วงโซ่อุปทานสำหรับออปติมัส” คล้ายกับห่วงโซ่อุปทานในการผลิตไอโฟนของบริษัทแอปเปิล
จากข้อมูลคนวงใน เทสลาเริ่มสร้างความร่วมมือกับซัปพลายเออร์จีนหลายร้อยแห่งมาตั้งแต่เมื่อ 3 ปีก่อนและได้เลือกบริษัทผลิตชิ้นส่วนของจีนบางแห่งเป็นพันธมิตรในการผลิตหุ่นออปติมัสจำนวนมากเช่น เจ้อเจียง ซันหวา ( Zhejiang Sanhua) สำหรับระบบควบคุมความร้อน หนิงโป ถัวฝู่ ( Ningbo Tuofu ) สำหรับแอกชูเอเตอร์ และเอเวอร์วิน ( Everwin) สำหรับระบบเซ็นเซอร์ โดยซัปพลายเออร์จีนได้ส่งตัวอย่างไปให้เทสลาพิจารณาและกำลังแข่งขันกันเพื่อรับคำสั่งซื้อเพิ่มเติม
ต้นทุนต่ำคือเหตุผลหลักในการพึ่งพาห่วงโซ่อุปทานจีน ซี่งครองส่วนแบ่ง 63% ของห่วงโซ่อุปทานชิ้นส่วนหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ทั่วโลก อันเป็นผลจากรัฐบาลจีนกำหนดให้หุ่นยนต์ฮิวมานอยด์เป็นอุตสาหกรรมเกิดใหม่เชิงกลยุทธ์ และให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ทั้งในด้านเงินทุนวิจัย เงินอุดหนุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี
มอร์แกน สแตนลีย์ประเมินว่า หากห่วงโซ่อุปทานในการผลิตออปติมัสรุ่นที่ 2 ไม่อาศัยชิ้นส่วนจากแดนมังกร ต้นทุนรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 46,000 ดอลลาร์เป็น 131,000 ดอลลาร์ ในขณะที่เทสลาเองตั้งเป้าลดต้นทุนการผลิตลงมาอยู่ที่ประมาณ 20,000 ดอลลาร์
นักวิเคราะห์ชี้ว่า การที่จีนเป็นซัปพลายเออร์แกนหลักจะยิ่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้แก่จีนในตลาดชิ้นส่วนหุ่นยนต์
จากการวิเคราะห์ยังพบว่า ตลาดหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ทั่วโลกกำลังแบ่งออกเป็นสองส่วนอย่างชัดเจนมากขึ้นระหว่าง "สมอง" (AI) ของสหรัฐฯ และ "ร่างกาย" (ชิ้นส่วนต่างๆ) ของจีน โดยบริษัทเทคโนโลยีของสหรัฐฯ เช่น อินวิเดีย เทสลา และกูเกิลเป็นผู้นำในการพัฒนาความฉลาดของหุ่นยนต์ผ่านแพลตฟอร์ม AI ซึ่งจะถูกสอนให้เรียนรู้กฎทางฟิสิกส์เพื่อทำงานในโลกแห่งความเป็นจริง
ส่วนจีนมีโครงสร้างพื้นฐานด้านการผลิตที่เหนือกว่า โดยสามารถผลิตชิ้นส่วนกลไกหลักที่ประกอบเป็น "ตัว" ของหุ่นยนต์ได้ในปริมาณมาก ต้นทุนชิ้นส่วนที่ต่ำทำให้จีนขายหุ่นยนต์ฮิวมานอยด์ในราคาที่น่าสนใจ เช่นหุ่นยนต์ Unitree G1ของบริษัทยูนิทรีมีราคาตัวละ 16,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ
อีลอน มัสก์ ซึ่งเป็นซีอีโอของเทสลายอมรับระหว่างการประกาศผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ปี 2568 ว่า จีนมีความโดดเด่นทั้งในด้านAIและศักยภาพด้านการผลิตและจะเป็นคู่แข่งแข็งแกร่งที่สุดของเทสลา
ที่มา : SCMP/ Chosun.com


