xs
xsm
sm
md
lg

กลุ่มโรงกลั่นชี้ Q2 ค่าการกลั่นร่วง เสี่ยงขาดทุนสต๊อกน้ำมัน-จี้ปลดล็อกการส่งออก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ตามคาด! ผลประกอบการโรงกลั่นน้ำมันทั้ง 6 แห่งของไทยฟันกำไรในไตรมาส 1/2569 เพิ่มขึ้นถ้วนหน้า จากสงครามตะวันออกกลาง ที่ดันราคาน้ำมันดีดตัวเพิ่มขึ้นอย่างแรง โดยเฉพาะราคาน้ำมันสำเร็จรูปที่ขึ้นกระฉูดในสัดส่วนที่มากกว่าการปรับขึ้นราคาน้ำมันดิบ ทำให้ตัวเลขค่าการกลั่น (Market GRM) พุ่งสูงขึ้นผิดปกติ และบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมัน (Inventory Gain หรือ Stock Gain) จำนวนมาก แม้ว่ากำไรบางส่วนถูกลดทอนลงจากผลขาดทุนจากการป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน (Oil Hedging Losses)ก็ตาม

5 หุ้นโรงกลั่นน้ำมันที่มีกำไรในไตรมาส 1/2569 ที่เติบโตอย่างโดดเด่นคือ นำโดยบริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด(มหาชน) หรือ SPRC มีกำไรสุทธิ 7,367 ล้านบาท โตขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อน 933% ตามมาด้วย บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด(มหาชน)หรือ IRPC กำไรสุทธิ 7,889ล้านบาท โตขึ้น 754%เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน) หรือ TOP มีกำไรสุทธิ 19,481 ล้านบาท ขยายตัว 456% บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด(มหาชน)หรือ PTTGC มีกำไรสุทธิ 3,232ล้านบาท พุ่งขึ้น 226% และบริษัทบางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)หรือ BCP มีกำไรสุทธิ 6,144ล้านบาท โตขึ้น 190%

อย่างไรก็ดี โรงกลั่นน้ำมันที่เคยได้รับอานิสงส์จากค่าการกลั่นและกำไรจากสต๊อกน้ำมันในไตรมาส1/2569 แต่เกิดขึ้นเพียงระยะสั้น หากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางคลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันกลับไปสู่ภาวะปกติ ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นสัญญาณว่าความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วง1-2เดือนที่ผ่านมา ทำให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในตลาดโลกอ่อนตัวลง แต่โรงกลั่นกลับมีต้นทุนน้ำมันดิบที่สูงมาก เป็นผลจากการจัดหาน้ำมันดิบในช่วงเดือนมีนาคมที่ราคาสูงเฉลี่ยเกิน110-120เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล บวกค่าCrude Premium ค่าระวางเรือและค่าประกันที่สูงขึ้นหลายเท่าตัวภาวะสงคราม เรียกได้ว่าต้นทุนน้ำมันดิบของโรงกลั่นในช่วงนี้แพงมากเมื่อเทียบราคาปัจจุบันมาก ทำให้บรรดาโรงกลั่นแสดงความวิตกว่าไตรมาส2-3 นี้จะต้องบันทึกการขาดทุนจากสต๊อกน้ำมัน ทำให้บริษัทที่เคยกำไรอู้ฟู่ ตกสวรรค์กลับมาขาดทุนอีกครั้ง

ทั้งนี้ 5 หุ้นโรงกลั่นน้ำมันไทย ยังมีธุรกิจเสริม ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจค้าปลีกน้ำมัน มีสถานีบริการน้ำมันรองรับน้ำมันสำเร็จรูปที่ผลิตได้ เพิ่มมาร์จินอีกช่องทางหนึ่ง หรือบางบริษัทมีการต่อยอดไปสู่ธุรกิจปิโตรเคมี แม้ว่าช่วงที่ผ่านมาจะอยู่จังหวะวัฏจักรขาลงมาหลายปี แต่พอเกิดสงครามตะวันออกกลาง มีการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้เกิดการตึงตัวของวัตถุดิบปิโตรเคมี อาทิ แนฟทา ที่ไม่สามารถส่งออกมาได้ ทำให้ราคาเม็ดพลาสติกดีดตัวเพิ่มสูงขึ้นทันที


“ไทยออยล์”คาด H2 ค่าการกลั่นติดลบ

ไทยออยล์ (TOP) ชี้แจงว่ากำไรสุทธิในไตรมาสแรกปี 2569 อยู่ที่ 19,481 ล้านบาท โตขึ้น 456%จากช่วงเดียวกันปีก่อน ส่วนใหญ่มาจากกำไรสต็อกนํ้ามันสุทธิจากการเปลี่ยนแปลงมูลค่าสินค้าคงเหลือ 16,746 ล้านบาท หรือราว 85% และมีกําไรพิเศษจากการซื้อคืนหุ้นกู้ 2,436 ล้านบาท โดยไทยออยล์มีการรับรู้ค่าใช้จ่ายและขาดทุนอื่นๆ อีก 6,628 ล้านบาท หากตัดบางรายการดังกล่าวข้างต้นออกไปแล้ว ไทยออยล์จะมีกำไรสุทธิจากการดำเนินงานของกลุ่ม 6,927 ล้านบาท

ซึ่งไทยออยล์มีกำไรจากสต๊อกน้ำมันสูงมากในไตรมาสนี้ เนื่องจากบริษัทได้มีการจัดซื้อน้ำมันดิบล่วงหน้า 1-2 เดือนก่อนที่จะใช้ผลิตจริง ส่งผลให้ต้นทุนราคาน้ำมันทางบัญชีในไตรมาส 1/2569 เป็นต้นทุนเดิมที่ยังไม่ได้สะท้อนผลกระทบจากความผันผวนของราคาน้ำมันในช่วงสงครามตะวันออกกลางอย่างเต็มที่ แต่ในไตรมาส 2 นี้อาจพลิกกลับเป็นขาดทุนจากสต็อกน้ำมันก็ได้ หากราคาน้ำมันปรับลดลงสู่ภาวะปกติ

เนื่องจากต้นทุนน้ำมันดิบที่กลั่นในไตรมาส2/2569 เป็นราคาที่บริษัทจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าในช่วงมี.ค.-เม.ย.2569 ที่สูงเกิน120เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล บวกค่าWar Premium 30-50เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แม้ว่าปัจจุบันค่าพรีเมียมเริ่มลดลงมาอยู่ที่ 10-20 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล แต่ก็ยังสูงมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่านเฉลี่ยอยู่ที่ 1-2เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งค่าระวางเรือและค่าประกันที่สูงขึ้น ทั้งนี้เพื่อคงรักษากำลังการกลั่นในระดับสูงสุดไว้ให้เพียงพอต่อความต้องใช้ภายในประเทศ สวนทางกับโรงกลั่นน้ำมันอื่นๆในภูมิภาคเอเชีย เช่น ไต้หวัน และญี่ปุ่น เลือกลดกำลังการผลิตลง เพราะกังวลว่าหากต้นทุนราคาน้ำมันดิบสูงเกินไป เมื่อราคาตลาดปรับลดเร็ว อาจขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันได้

นอกจากนี้ความต้องการใช้น้ำมันดีเซลในประเทศลดลง ขณะที่บรรดาโรงกลั่นในประเทศเดินเครื่องเต็มที่ทำให้มีปัญหาคลังและถังเก็บน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน(Jet A1)ไม่เพียงพอ จึงได้มีการทำหนังสือเพื่อขอให้ภาครัฐเร่งปลดล็อกส่งออกน้ำมันอากาศยาน(Jet A1)ซึ่งปัจจุบันรัฐบาลหลายประเทศในแถบเอเชียไม่ว่าจะเป็นจีน เกาหลี ญี่ปุ่นและเวียดนามก็ปลดล็อกให้มีการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปแล้ว หากไทยไม่อนุมัติ ทางโรงกลั่นฯเลือกที่จะลดกำลังการผลิตลงแทน

แต่สำหรับโรงกลั่นไทยออยล์ยังคงกลั่นน้ำมันเฉลี่ย112-113%ของกำลังการกลั่น275,000บาร์เรล/วัน มาอยู่ที่วันละ 300,000บาร์เรล โดยนำถังเก็บน้ำมันในโครงการพลังงานสะอาด(CFP)ความจุรวม 46 ล้านลิตรที่สร้างเสร็จล่วงหน้ามาใช้สำรองน้ำมันJet A1 ที่ผลิตได้ ทำให้บริษัทไม่มีปัญหาน้ำมันสำเร็จรูปล้นถังเก็บฯเหมือนโรงกลั่นอื่นๆ


สำหรับค่าการกลั่น(รวมกำไรจากสต๊อกน้ำมัน) ในไตรมาส 1/2569 อยู่ที่ 7.6 บาทต่อลิตร แต่ในไตรมาส 2 นี้ค่าการกลั่นคาดปรับลดลงมาอยู่ที่ 2.6 บาทต่อลิตร ส่วนไตรมาส 3 ปีนี้ ค่าการกลั่นส่อติดลบ 2.3 บาทต่อลิตร และไตรมาส 4 จะอยู่ที่ 0.0 บาทต่อลิตร ทำให้เฉลี่ยทั้งปี 2569 ค่าการกลั่นอยู่ที่ 2.0 บาทต่อลิตร ซึ่งเป็นค่าการกลั่นในระดับปกติ

มาตรการลดราคาหน้าโรงกลั่นน้ำมันดีเซลลง 2-5บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ 9เม.ย.-19 พ.ค.2569 ทำให้ไทยออยล์มีกระแสเงินสดลดลงราว 2,800 ล้านบาท รวมกับเงินชดเชยค้างรับจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอีก 10,314 ล้านบาท (ณ วันที่ 5 พ.ค. 2569) ส่งผลให้บริษัทมีสภาพคล่องลดลงรวม 31,000 ล้านบาท ขณะที่ไทยออยล์ต้องมีเงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 18,000 ล้านบาทเพื่อจัดซื้อน้ำมันที่มีราคาสูง ทำให้บริษัทมีภาระต้นทุนทางการเงินและดอกเบี้ยจ่ายที่ต้องแบกรับเพิ่มขึ้นกว่า 900 ล้านบาท


PTTGC ส่อ Q2 ขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

ด้านPTTGC ชี้แนวโน้มผลประกอบการในไตรมาส 2/2569 ธุรกิจโรงกลั่น มีความเสี่ยงจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบที่มีราคาสูงจากการจัดหาน้ำมันดิบล่วงหน้าช่วงเดือนมี.ค.-เม.ย. 69 รวมทั้งความผันผวนราคาน้ำมันดิบ ทำให้บริษัทมีโอกาสบันทึกผลขาดทุนจากสต๊อกน้ำมันเมื่อราคาน้ำมันในตลาดปรับตัวลดลง รวมทั้งปัญหาน้ำมันล้นคลังฯทำให้โรงกลั่น PTTGC อาจเลือกลดกำลังการผลิตลง เมื่อรัฐยังคงห้ามการส่งออกน้ำมันJet A เพื่อต้องการให้ประเทศไทยมีน้ำมันเพียงพอใช้

ส่วนกลุ่มธุรกิจปิโตรเคมี โดยเฉพาะสายโอเลฟินส์มีแนวโน้มที่ดีขึ้น ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากราคาผลิตภัณฑ์ยังอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบช่วงก่อนเกิดสงครามอิหร่าน รวมทั้ง PTTGC บริหารจัดการวัตถุดิบได้ดี แทบไม่มีปัญหาด้านวัตถุดิบทั้งแนฟทาที่ได้จากโรงกลั่นน้ำมัน รวมทั้งอีเทนและโพรเพนที่ได้จากโรงแยกก๊าซฯปตท. ทำให้PTTGC มีปริมาณการผลิตปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น ซึ่งไตรมาส 2/2569 มาร์จินปิโตรเคมียังอยู่ระดับสูงต่อเนื่องจากไตรมาสก่อน เป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้วัตถุดิบปิโตรเคมีไม่สามารถส่งออกมาได้ โรงงานหลายแห่งในเอเชียเลือกที่จะหยุดชั่วคราวหรือลดกำลังการผลิตลงจนกว่าจะมีวัตถุดิบเพียงพอ ทำให้ตลาดเม็ดพลาสติกยังคงตึงตัว และราคาสูงตามทิศทางราคาน้ำมัน

ส่วนความคืบหน้าการลงนามบันทึกข้อตกลง (MoU) ระหว่าง PTTGC กับบริษัท เอสซีจี เคมิคอลส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCGC เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการตั้งบริษัทร่วมทุน (Joint Venture) ในกลุ่มธุรกิจโอเลฟินส์ (Olefins) และพอลิโอเลฟินส์ (Polyolefins) นั้น คาดว่าผลการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/2569


IRPC ชี้ราคาน้ำมันดิบแกว่งตัว98-105ดอลล์/บาร์เรล

ด้าน IRPC คาดไตรมาส 2/2569 ตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98 - 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ส่วนตลาดปิโตรเคมี ยังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้ม
ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว

ส่วนผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 IRPCมีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM
อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568 โดยบริษัทมีกำไรจากสต็อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล


BCPชี้Q2ค่าการกลั่นใกล้เคียงภาวปกติ

BCP แจ้งไตรมาส 1/2569 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 142,528 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 6% จากช่วงเดียวกันปีก่อนและกำไรสุทธิอยู่ที่ 6,144 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 190% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เนื่องจากกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นการตลาด และพลังงานชีวภาพมี EBITDA เพิ่มขึ้น โดยธุรกิจโรงกลั่นที่สามารถเพิ่มกำลังการผลิตเฉลี่ยในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 279,800บาร์เรล/วัน (รวม2โรงกลั่น “บางจากพระโขนง”และ”บางจากศรีราชา” ) รองรับความต้องการบริโภคน้ำมันในประเทศที่ปรับเร่งตัวขึ้น ประกอบกับ Crack Spread ของน้ำมันอากาศยานและน้ำมันดีเซลในตลาดโลกที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมากในเดือนมี.ค. 69 ส่งผลให้ค่าการกลั่นดีดขึ้นแตะ 18.57 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดยการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของ Crack Spread ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนของสัญญาซื้อขายส่วนต่างน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์น้ำมันล่วงหน้า โดยเป็นผลขาดทุนที่เกิดขึ้นจริง (Realized Loss) จำนวน 3,350 ล้านบาท แต่ชดเชยด้วยการรับรู้กำไรจากสต็อกสินค้า Inventory Gain ของกลุ่มบริษัทฯ จำนวน 8,299 ล้านบาท ตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้น

ส่วนในไตรมาส 2/2569 BCP จะทยอยรับรู้ผลกระทบต้นทุนจัดหาน้ำมันสูงขึ้น ปัจจุบันบริษัทมีการจัดหาน้ำมันดิบไปแล้วถึงเดือนกรกฎาคม 2569 คาดราคาน้ำมันดิบดูไบในไตรมาส2 นี้แกว่งตัวในกรอบ 90-130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ความผันผวนราคาน้ำมันทำให้บริษัทรับความเสี่ยงด้านค่าการกลั่น ที่ล่าสุดได้ปรับลดลงมาอยู่ใกล้เคียงภาวะปกติแล้ว

อย่างไรก็ดี บริษัทรับรู้รายได้จากโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานยั่งยืน (SAF)ที่เปิดเชิงพาณิชย์แล้ว เบื้องต้นบริษัทจะทยอยส่งออกน้ำมันSAFให้ผู้ซื้อระดับโลกในยุโรป เริ่มส่งออก 19พ.ค.2569


SPRCวางแผนรับมือขาดทุนสต๊อกน้ำมัน

SPRC เผยแนวโน้มไตรมาส 2/2569 ค่าการกลั่นยังคงมีความผันผวนตามราคาน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป ซึ่งบริษัทยังได้รับผลกระทบจากมาตรการภาครัฐที่เข้ามาควบคุมราคาน้ำมัน อย่างไรก็ตาม บริษัทได้เตรียมแผนบรรเทาผลกระทบในหลายด้านไว้แล้ว ทั้งการบริหารสต็อกลดผลกระทบ Stock Gain/Loss และรับมือความเสี่ยงหากเกิดวิกฤตปิดช่องแคบฮอร์มุซยืดเยื้อ

ปัจจุบันSPRC มีการจัดหาแหล่งน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางในสัดส่วนประมาณ 25-35% ต่อเดือน ที่เหลือจัดหาน้ำมันแหล่งน้ำมันดิบจากแหล่งอื่นๆแทน เพื่อลดพึ่งพาจากตะวันออกกลาง

อย่างไรก็ดี สงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างมาก โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุซทำให้อุปทานน้ำมันดิบหายไปจากตลาดประมาณ 10-12 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือคิดเป็น 10-15% ของซัพพลายทั่วโลก ทำให้หลายประเทศต้องดึงสำรองคลังน้ำมันทางยุทธศาสตร์ของประเทศมาใช้แล้วประมาณ 6 ล้านบาร์เรลต่อวัน

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานอยู่ระหว่างการเสนอปลดล็อกการส่งออกน้ำมันJet A1 คาดว่าจะเริ่มต้นเดือนมิ.ย.2569เบื้องต้นจะกำหนดประเทศที่ให้เสนอขายได้ อาทิ ลาว เมียนมา เวียดนามและฟิลิปปินส์ ทั้งนี้เพื่อบรรเทาผลกระทบจากน้ำมันล้นถังเก็บ