xs
xsm
sm
md
lg

ดราม่าปลากระป๋อง สู่เกมการเมือง ความจริงที่ถูกบิดเบือน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ช่วงเวลาที่ผู้บริโภคกำลังตั้งคำถามด้วยความไม่พอใจต่อปลากระป๋องที่ “ไม่ตรงฉลาก” กลับมีความพยายามผลักดันให้สังคมเชื่อว่า ปลาที่อยู่ในกระป๋องนั้นต้องเป็น “ปลาหมอคางดำ” ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากฝั่งโรงงานและผลตรวจของกรมประมง ยืนยันตรงกันว่าเป็น “ปลานิล” และไม่ว่าจะเป็นปลานิลหรือปลาหมอคางดำ มันคือปลาที่มนุษย์บริโภคได้ หากผ่านมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร ประเด็นสำคัญที่สุดจึงไม่ใช่การสร้างภาพให้ปลาชนิดใดดูน่ากลัว แต่คือสิทธิของผู้บริโภคที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และความรับผิดชอบของผู้ผลิตต่อฉลากสินค้าอย่างตรงไปตรงมา ทว่าเมื่อประเด็นนี้ถูกดึงเข้าสู่เกมสร้างคะแนนนิยมทางการเมือง ความจริงทางวิทยาศาสตร์ก็เริ่มถูกลดทอนคุณค่าลงทุกครั้งที่มันไม่ตอบสนองต่ออารมณ์ของกระแสสังคม

สาระที่แท้จริงของเรื่อง คือ สังคมควรถกเถียงกันถึงสิทธิในการบริโภค เมื่อผู้บริโภคซื้อสินค้าเพราะเชื่อข้อมูลบนฉลาก หากฉลากระบุว่า “ปลาแมคเคอเรล” แต่ภายในเป็นปลานิล นั่นคือปัญหาที่ต้องตรวจสอบอย่างจริงจัง เพราะฉลากอาหารไม่ใช่เครื่องประดับทางการตลาด แต่มันคือ “สัญญา” ระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค

แต่แทนที่สังคมจะมุ่งไปที่การตรวจสอบมาตรฐานสินค้า กลับเกิดความพยายามลากเรื่องไปสู่ความตื่นตระหนก ด้วยการทำให้คำว่า “ปลาหมอคางดำ” กลายเป็นภาพแทนของภัยอันตราย ทั้งที่ในความเป็นจริง มันคือปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งที่มนุษย์สามารถบริโภคได้เหมือนปลาทั่วไป หากผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย และสามารถทำเมนูอาหารได้อีกหลากหลายเมนู ที่ผ่านการรับรอง วิจัยและพัฒนา ตลอดจนเพิ่มมูลค่าด้วยภูมิปัญญาชาวบ้าน

สิ่งที่เกิดขึ้นจึงไม่ใช่เพียงดราม่าปลากระป๋อง แต่คือการสร้าง “การเมืองแห่งความกลัว” ผ่านภาพจำของปลาหมอคางดำที่ถูกทำให้ดูน่าหวาดหวั่นเกินข้อเท็จจริง ยิ่งประชาชนกลัวมากเท่าไร กระแสทางการเมืองก็ยิ่งถูกปลุกได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น

น่ากังวลยิ่งกว่า คือ เมื่อผลตรวจทางวิทยาศาสตร์ไม่ตอบสนองต่อสิ่งที่บางฝ่ายต้องการ ก็เริ่มมีการตั้งข้อสงสัยต่อผลตรวจทันที พร้อมเรียกร้องการตรวจซ้ำอย่างไม่สิ้นสุด ราวกับว่าข้อเท็จจริงจะมีคุณค่าก็ต่อเมื่อให้คำตอบตรงกับความเชื่อของตนเอง

แน่นอน การตรวจซ้ำไม่ใช่เรื่องผิดในทางวิทยาศาสตร์ แต่สิ่งที่สังคมต้องระวังคือ การใช้ “การตรวจซ้ำ” เป็นเครื่องมือยื้อกระแสข่าวและสร้างความคลุมเครือทางการเมือง เพราะหากวันหนึ่งสังคมเลือกเชื่ออารมณ์มากกว่าหลักฐาน เมื่อนั้นความจริงจะไม่มีวันเพียงพออีกต่อไป

ที่ควรให้ความสำคัญ คือ ผู้บริโภคกำลังถูกดึงออกจากประเด็นที่ควรได้รับความสำคัญที่สุด นั่นคือสิทธิในการได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง และมาตรฐานความโปร่งใสของอุตสาหกรรมอาหาร ทุกพลังในสังคมควรช่วยกันผลักดันให้เกิดระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวด การติดฉลากที่ตรงความจริง และบทลงโทษที่ชัดเจนต่อผู้ผลิตที่สื่อสารคลาดเคลื่อน ไม่ใช่แข่งขันกันสร้างภาพปลาให้กลายเป็น “สัตว์ประหลาด” เพื่อเรียกความนิยมทางการเมือง

ยิ่งไปกว่านั้น สังคมต้องไม่ปล่อยให้สิทธิของผู้บริโภคถูกกลบด้วยเสียงทางการเมือง เพราะหัวใจของเรื่องนี้ไม่ใช่การแข่งขันว่าใครโจมตีได้ดังกว่า แต่คือการทำให้ประชาชนมั่นใจว่า อาหารที่อยู่บนชั้นวางขายมีข้อมูลที่ตรวจสอบได้ โปร่งใส และตรงกับความจริง ผู้บริโภคมีสิทธิ์เรียกร้องให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยผลตรวจ วิธีการตรวจสอบ และกระบวนการควบคุมมาตรฐานอย่างตรงไปตรงมา

ขณะเดียวกัน นักการเมืองและทุกฝ่ายก็ควรมีความรับผิดชอบต่อสังคม ด้วยการหยุดใช้ความหวาดกลัวของประชาชนเป็นเครื่องมือสร้างกระแสนิยม เพราะเมื่อการเมืองเลือกขยายความกลัวมากกว่าปกป้องข้อเท็จจริง สิ่งที่เสียหายไม่ใช่เพียงความเชื่อมั่นต่อสินค้าอาหาร แต่รวมถึงความเชื่อมั่นต่อวิทยาศาสตร์ ระบบตรวจสอบ และเหตุผลของสังคมโดยรวมด้วย

กรณีนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของสังคมไทย ว่าเราจะยืนอยู่บนข้อเท็จจริง หรือปล่อยให้ความกลัวถูกใช้เป็นอาวุธทางการเมืองต่อไป

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการความตื่นตระหนก ไม่ได้ต้องการสงครามอารมณ์ และไม่ได้ต้องการการชี้นำจากนักการเมืองที่พยายามขยายความกลัวให้ใหญ่กว่าความจริง เพียงแต่ผู้บริโภคต้องการ “ความจริงบนฉลาก” เท่านั้น