IRPC คาดไตรมาส 2 ราคาน้ำมันดิบดูไบแกว่งตัวระดับสูงที่ 98-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่วนตลาดปิโตรเคมีได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ทำให้ผู้ผลิตในภูมิภาคปรับกำลังผลิตลง ปลื้มพลิกกำไรในไตรมาส 1/69 อยู่ที่ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนที่ขาดทุน 574 ล้านบาท ชี้สงครามตะวันออกกลางหนุนกำไรจากสต๊อกน้ำมันพุ่ง
นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจในไตรมาส 2/2569 บริษัทฯ คาดว่าตลาดน้ำมันดิบและปิโตรเคมียังคงเผชิญความผันผวนจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และข้อจำกัดด้านอุปทาน โดยราคาน้ำมันดิบดูไบมีแนวโน้มเคลื่อนไหวอยู่ในช่วงประมาณ 98-105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล จากผลกระทบด้านการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หากสถานการณ์การขนส่งกลับเข้าสู่ภาวะปกติจะช่วยให้อุปทานทยอยฟื้นตัว ขณะที่การเพิ่มกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัสจะช่วยบรรเทาความตึงตัวของตลาดบางส่วน
ด้านตลาดปิโตรเคมียังคงได้รับแรงกดดันจากต้นทุนวัตถุดิบและความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ผลิตหลายประเทศในภูมิภาคปรับลดกำลังการผลิตเพื่อบริหารความเสี่ยง ขณะที่อุปสงค์มีแนวโน้มฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยได้รับแรงสนับสนุนจากกลุ่มบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งยังมีความต้องการต่อเนื่อง แม้เศรษฐกิจโลกยังชะลอตัว
สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายสุทธิ 67,779 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยมีสาเหตุหลักจากราคาขายเฉลี่ยเพิ่มขึ้นตามราคาน้ำมันดิบที่ปรับเพิ่มขึ้น และมี Market GIM อยู่ที่ 7,902 ล้านบาท หรือ 13.21 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากไตรมาส 4/2568
สถานการณ์น้ำมันดิบในไตรมาส 1/2569 ได้รับแรงหนุนจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ตลาดน้ำมันโลกเผชิญภาวะอุปทานตึงตัวอย่างมีนัยสำคัญ ผลักดันให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเมื่อเทียบกับไตรมาสก่อน ทำให้เกิดกำไรจากสต๊อกน้ำมัน 9,843 ล้านบาท หรือ 16.46 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้บริษัทฯ มี EBITDA จำนวน 14,750 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,394 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 โดยในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ บันทึกขาดทุนที่ยังไม่เกิดขึ้นจริงจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน 1,981 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่บันทึกกำไร 258 ล้านบาท ขณะที่บริษัทฯ บันทึกกำไรจากการลงทุน 299 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 64 จากไตรมาสก่อน ส่วนใหญ่เกิดจากกำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัทร่วมค้า จากปัจจัยที่กล่าวข้างต้น ส่งผลให้ในไตรมาส 1/2569 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 7,889 ล้านบาท เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2568 ที่ขาดทุนสุทธิ 574 ล้านบาท
นายเทอดเกียรติกล่าวว่า บริษัทฯ มุ่งบริหารธุรกิจอย่างรอบคอบภายใต้ภาวะความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก โดยให้ความสำคัญต่อการรักษาเสถียรภาพการดำเนินงาน การเสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ (Supply Security) การบริหารความเสี่ยงเชิงรุก และการรักษาวินัยทางการเงิน เพื่อรองรับผลกระทบจากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางและความผันผวนของห่วงโซ่อุปทานพลังงานโลก โดยในช่วงสงครามตะวันออกกลาง บริษัทฯ ได้จัดตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์ CMC (Crisis Management Center) เพื่อบริหารจัดการความเสี่ยงแบบบูรณาการ ครอบคลุมการติดตามสถานการณ์ การบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ การจัดหาวัตถุดิบ การบริหารสินค้าคงคลัง ตลอดจนการรักษาเสถียรภาพด้านการผลิตและการส่งมอบผลิตภัณฑ์อย่างต่อเนื่อง
ขณะเดียวกัน IRPC ดำเนินธุรกิจภายใต้กรอบกลยุทธ์ “4R” ประกอบด้วย Recapitalize การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงิน Revitalize การยกระดับประสิทธิภาพธุรกิจหลัก Reinvent การสร้างธุรกิจและแหล่งรายได้ใหม่ และ Reframe การปรับองค์กรและบูรณาการ ESG กับ Digital Transformation เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในการดำเนินธุรกิจ และรองรับการเติบโตในระยะยาว
ล่าสุด IRPC เตรียมเสนอขายหุ้นกู้อายุ 3 ปี 5 ปี และ 7 ปี แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป โดยบริษัทฯ และหุ้นกู้ได้รับการจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับ “A-” แนวโน้ม “คงที่” จากทริสเรทติ้ง สะท้อนศักยภาพในการดำเนินธุรกิจการกลั่นและปิโตรเคมีครบวงจร ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และความแข็งแกร่งของธุรกิจในระยะยาวในฐานะบริษัทเชิงกลยุทธ์ของกลุ่ม ปตท.


