นับตั้งแต่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้เพิ่มมาตรการเข้มข้นสกัดกั้นการจดทะเบียนนิติบุคคลเพื่อนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคลและนอมินี ปรากฏว่าการจดทะเบียนบัญชีม้านิติบุคคลลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ยังมีหลุดเล็ดลอดออกไป แต่ก็ได้มีการจับตาพวกหลุดรอดอย่างใกล้ชิดเพื่อไม่ให้ออกไปสร้างความเสียหาย และกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม ปิดช่องว่างที่มีอยู่ให้หมด ขณะที่การปราบปรามได้ดำเนินการอย่างเข้มงวด มีการส่งดำเนินคดีตามกฎหมาย และส่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องใช้กฎหมายจัดการ รวมทั้งเจาะลึกบริษัทที่มีคนต่างชาติถือหุ้น และใช้คนไทยเป็นนอมินีแอบทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย เพื่อตามจัดการให้สิ้นซาก
สำหรับการดำเนินมาตรการเข้มข้น มีความคืบหน้าต่อเนื่อง ทั้งการสกัดบัญชีม้านิติบุคคล ที่จะถูกนำไปใช้หลอกลวงคนไทย หรือนำไปใช้ทำธุรกิจที่สงวนไว้ให้กับคนไทย โดยได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 ด้วยการออก 4 คำสั่ง 2 ประเทศ ซึ่งตอนนั้นได้มอบเป็นของขวัญปีใหม่ให้กับมิจฉาชีพ ทุนเทา ปรากฏผลการดำเนินการ ในช่วงไตรมาสแรก (1 ม.ค.-31 มี.ค.) พบการจัดตั้งบริษัทกลุ่มเสี่ยงนอมินีลดลงอย่างก้าวกระโดดถึง 60% โดยพบบริษัทกลุ่มเสี่ยง 1,373 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 3,511 บริษัท
ต่อมาได้เพิ่มมาตรการยืนยันการลงทุนอีก 1 คำสั่ง และบังคับใช้เมื่อ 1 เม.ย. 2569 ส่งผลให้ช่วง 1-23 เม.ย. 2569 พบบริษัทกลุ่มเสี่ยงลดลงถึง 75% คงเหลือ 175 บริษัท เมื่อเทียบกับสถิติช่วงเดียวกันของปี 2568 ที่มีจำนวน 658 บริษัท และตั้งแต่ออก 5 คำสั่ง 2 ประกาศ ตรวจพบบริษัทที่เป็นนอมินีจริงๆ จำนวน 10 บริษัท ลดลงจากช่วงปี 2568 ทั้งปีที่มีจำนวนมากถึง 549 บริษัท
เปิดรายละเอียด 4 คำสั่ง 2 ประกาศ
สำหรับ 4 คำสั่ง 2 ประกาศ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ประกาศออกมาเพื่อใช้ในการสกัดการจดทะเบียนจัดตั้งนิติบุคคลแล้วนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคล มีรายละเอียด ดังนี้
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลางที่ 2/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์และเอกสารประกอบคำขอจดทะเบียนจัดตั้งห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด กรณีมีคนต่างด้าวร่วมลงทุนหรือมีอำนาจลงนามในห้างหุ้นส่วนและบริษัท มีเป้าหมายดูแลนิติบุคคลที่มีคนต่างด้าวร่วมลงทุนไม่ถึง 50% ของทุนจดทะเบียน หรือกรณีที่ไม่มีคนต่างด้าวเป็นผู้ถือหุ้น แต่เป็นกรรมการที่มีอำนาจลงนามผูกพันบริษัท โดยกำหนดให้ต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน ของผู้เป็นหุ้นส่วน หรือผู้ถือหุ้นสัญชาติไทยแต่ละรายที่แสดงการถอนหรือโอนเงินที่สอดคล้องกับจำนวนเงินลงทุนและค่าหุ้น
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 3/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดของบุคคลผู้ที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐานหรือเป็นเจ้าของบัญชีเงินฝากธนาคารที่ถูกใช้ในการกระทำความผิดมูลฐานตามรายชื่อของสำนักงาน ปปง. บุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดมูลฐาน/บัญชีม้า (HR-03) ที่อยู่ในรายชื่อของสำนักงาน ปปง. (ที่ได้รับแจ้งจาก AOC) ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการในรายชื่อดังกล่าวต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ก่อนการรับจดทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นที่ยังไม่หมดอายุ โดยเอกสารที่ต้องนำมาแสดงต่อหน้านายทะเบียน ได้แก่ 1. เอกสารรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อแสดงความสอดคล้องของเงินลงทุน ค่าหุ้น หรือ 2. สำเนาสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม และ 3. หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 4/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ของห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัด การจดทะเบียนจัดตั้ง แก้ไขเพิ่มเติมที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่ (กรณีที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่เป็นสถานที่เดียวกันกับห้างหุ้นส่วนหรือบริษัทจำกัดที่จดทะเบียนไว้แล้วตั้งแต่ 5 รายขึ้นไป) นายทะเบียนต้องตรวจสอบที่ตั้งให้สอดคล้องกับข้อมูลทะเบียนราษฎรทุกครั้ง และแจ้งให้ผู้ขอจดทะเบียนจัดส่งหนังสือยินยอมและหลักฐานแสดงสิทธิการใช้สถานที่
คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 5/2568 เรื่อง กำหนดหลักเกณฑ์การจดทะเบียนจัดตั้งและแก้ไขเพิ่มเติมห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดของบุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ผู้เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ โดยบุคคลผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่เป็นหุ้นส่วน ผู้ถือหุ้น กรรมการต้องมาแสดงตัวต่อหน้านายทะเบียน ก่อนการรับจดทะเบียน พร้อมแสดงบัตรประจำตัวประชาชนหรือเอกสารอื่นที่ยังไม่หมดอายุ โดยเอกสารที่ต้องนำมาแสดงต่อหน้านายทะเบียน ได้แก่ 1. จัดส่งเอกสารรายการเดินบัญชี (Bank Statement) ย้อนหลัง 3 เดือน เพื่อแสดงการถอน โอนเงินที่สอดคล้องกับเงินลงหุ้น ค่าหุ้น หรือ 2. สำเนาสัญญาหุ้นส่วนแก้ไขเพิ่มเติม และ 3. หนังสือยินยอมให้ใช้สถานที่ตั้งสำนักงานแห่งใหญ่
ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง กำหนดบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ พ.ศ. 2568 บุคคลที่มีคุณสมบัติในการเป็นผู้รับรองลายมือชื่อ กำหนดให้บุคคลดังต่อไปนี้สามารถรับรองลายมือชื่อได้ ได้แก่ 1. ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต 2. ผู้ทำบัญชีที่เป็นสมาชิกที่ขึ้นทะเบียนกับสภาวิชาชีพบัญชี 3. หัวหน้า หุ้นส่วนผู้จัดการ กรรมการของสำนักงานบัญชีคุณภาพ และ 4. ผู้รับใบอนุญาตเป็นผู้บังคับหลักประกัน
ประกาศสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการลงทะเบียนพิสูจน์และยืนยันตัวตนเป็นบุคคลที่ผู้ขอจดทะเบียนห้างหุ้นส่วนและบริษัทจำกัดจะลงลายมือชื่อต่อหน้าได้ พ.ศ. 2568 กำหนดการลงทะเบียนยืนยันตัวตนผู้รับรองลายมือชื่อผ่านระบบดิจิทัล โดยต้องลงทะเบียน แก้ไขข้อมูลผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist)
เพิ่มอีก 1 คำสั่งให้ยืนยันการลงทุน
หลังจากที่ได้บังคับใช้ 4 คำสั่ง 2 ประกาศมาตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.2569 แต่ปรากฏว่า ยังมีการหลุดรอดเข้ามาจดทะเบียนนิติบุคคล เพื่อนำไปทำบัญชีม้านิติบุคคล และเป็นบริษัทนอมินีให้กับคนต่างชาติ จึงได้ออกคำสั่งนายทะเบียนเพิ่มเติมอีก 1 คำสั่ง รวมกับของเดิมเพิ่มเป็น 5 คำสั่ง 2 ประกาศ
โดยคำสั่งที่เพิ่มเข้ามาใหม่ คือ คำสั่งสำนักงานทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกลาง ที่ 1/2569 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจดทะเบียนกรณีแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วน หรือแก้ไขเพิ่มเติมให้คนต่างด้าวเป็นกรรมการผู้มีอำนาจลงนามในบริษัทจำกัด เป็นมาตรการที่กำหนดให้หุ้นส่วนผู้จัดการหรือกรรมการซึ่งลงลายมือชื่อขอจดทะเบียน ต้องมีหนังสือยืนยันว่าผู้เป็นหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นของบริษัททุกคนได้ร่วมลงทุนและชำระค่าลงทุนจริง รวมทั้งไม่ได้ให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน หรือร่วมประกอบธุรกิจกับคนต่างด้าวในลักษณะนอมินี
สำหรับสาเหตุที่ต้องออกมาตรการเพิ่ม เนื่องจากเมื่อวันที่ 1 ม.ค. 2569 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าได้ออกคำสั่งซึ่งกำหนดให้การขอจดทะเบียนตั้งนิติบุคคลที่มีชาวต่างชาติถือหุ้นไม่ถึง 50% หรือมีชาวต่างชาติร่วมเป็นกรรมการผู้มีอำนาจซึ่งเป็นกลุ่มเสี่ยงนอมินี ต้องส่งหลักฐานทางการเงิน (Bank Statement) ของผู้ถือหุ้นคนไทย เพื่อตรวจสอบการลงทุนจริง ทำให้การขอจดทะเบียนที่มีลักษณะอาจเข้าข่ายการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพรางในลักษณะนอมินีลดลง 60% แต่ได้ตรวจสอบพบว่ายังมีการหลีกเลี่ยงมาตรการดังกล่าว จึงได้ออกคำสั่งเพิ่มเติม และกรณีคำสั่งใหม่ที่ให้ผู้ขอจดทะเบียนได้ยืนยันข้อมูล กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจะส่งรายชื่อบุคคลที่ยืนยันและอาจมีพฤติกรรมเสี่ยงให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงานตำรวจแห่งชาติพิจารณาดำเนินการตรวจสอบต่อด้วยทุกราย
เตรียมเพิ่มมาตรการปิดช่องว่าง
นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า จาก 5 คำสั่ง 2 ประเทศที่ดำเนินการมาเกือบ 4 เดือน สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการที่ออกมาช่วยป้องกันและปราบปรามการกระทำผิดในธุรกิจนอมินีได้จริงและเห็นผลเป็นรูปธรรม แต่ก็ยังเหลือหลุดรอดอีกประมาณ 25% ซึ่งกรมกำลังพิจารณามาตรการเพิ่มเติม โดยกำลังตรวจสอบว่าที่ยังหลุดรอดออกมา หลุดรอดเพราะอะไร ยังเหลือช่องโหว่อะไรอีกที่จะต้องปิดกั้น จะได้เพิ่มมาตรการป้องกัน แต่ทั้งนี้ มาตรการที่จะออกมา จะให้มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ดีน้อยที่สุด เพราะเรายังคงต้องดูแลผู้ประกอบการที่ดี ที่เขาตั้งใจเข้ามาทำธุรกิจในไทยจริงๆ
คุมเข้มผู้รับรองลายมือชื่อจดบริษัท
นอกเหนือจากการบังคับใช้ 5 คำสั่ง 2 ประกาศ นายพูนพงษ์บอกว่า กรมยังได้เดินหน้าปิดช่องว่างจากการผลักดันการจดทะเบียนธุรกิจเข้าสู่ระบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ผ่านระบบจดทะเบียนนิติบุคคลดิจิทัล (DBD Biz Regist) ซึ่งมีความสะดวก รวดเร็ว สามารถลดระยะเวลาและค่าใช้จ่ายให้กับผู้ใช้บริการได้เป็นอย่างดี แต่กลับพบว่ามีกลุ่มนอมินีมิจฉาชีพและทุนเทาอาศัยความสะดวกของระบบ DBD Biz Regist ดังกล่าว เป็นช่องทางในการจัดตั้งนิติบุคคลเพื่อนำไปใช้ในการกระทำความผิดต่าง ๆ เช่น การเปิดบัญชีม้านิติบุคคลและบริษัทนอมินี เป็นต้น โดยมีผู้รับรองลายมือชื่อ ทั้งทนายความ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี เป็นผู้รับจ้างดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนให้
สำหรับผู้รับรองลายมือชื่อดังกล่าว เป็นบุคคลที่กรมให้ความเชื่อถือ และมีหน้าที่หลักสำคัญในการรับรองว่าผู้ขอจดทะเบียนได้ลงลายมือชื่อต่อหน้าจริง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงลายมือชื่อหรือแอบอ้างว่าผู้มีอำนาจลงนามได้รู้เห็นยินยอมและลงลายมือชื่อเพื่อขอจดทะเบียนของนิติบุคคลนั้นจริง แต่ก็พบว่า มีผู้รับรองลายมือชื่อส่วนหนึ่ง ไม่ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของการรับรองลายมือชื่อ กล่าวคือ ไม่ได้ให้ผู้ขอจดทะเบียนซึ่งต้องลงลายมือชื่อในคำขอจดทะเบียนต่อหน้าตนเองหรือบางรายมีการนำชื่อบัญชีผู้ใช้งานและรหัสผ่าน (Username & Password) สำหรับเข้าใช้งานระบบ DBD Biz Regist ของตนเองไปให้บุคคลอื่นใช้ และมีบางรายที่ไม่ให้ความร่วมมือตามที่นายทะเบียนได้มีหนังสือแจ้ง
“ขอย้ำเตือนว่าการรับรองลายมือชื่อของผู้ขอจดทะเบียน โดยไม่ได้ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กรมกำหนดไว้ หรือการรับรองลายมือชื่ออันเป็นเท็จ ถือเป็นความผิดตามกฎหมาย ผู้รับรองลายมือชื่อเท็จดังกล่าวจะต้องมีความรับผิดตามกฎหมาย ทั้งในทางแพ่งและอาญา รวมถึงการถูกดำเนินคดี ซึ่งอาจต้องรับผิดต้องโทษจำคุกหรือทั้งจำและปรับ และถูกเพิกถอนสิทธิ์การเป็นผู้รับรองลายมือชื่อในการยื่นคำขอจดทะเบียนนิติบุคคลในทุกช่องทาง” นายพูนพงษ์กล่าว
ทั้งนี้ กรมขอฝากให้ผู้รับรองลายมือชื่อทุกท่าน ช่วยกันตรวจสอบและคัดกรองบุคคลที่เข้ามาติดต่อ ขอให้ดำเนินการยื่นคำขอจดทะเบียนด้วยความระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ตกเป็นเครื่องมือของกลุ่มมิจฉาชีพ และช่วยกันยกระดับความโปร่งใสในการจดทะเบียนนิติบุคคล ป้องกันการกระทำผิดกฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับระบบเศรษฐกิจของไทยในระยะยาว
สกัดซื้อหัวบริษัทไปทำเป็นนอมินี
อย่างไรก็ตาม จากการเข้มงวดทั้งการจดทะเบียนนิติบุคคลใหม่ การสกัดกั้นไม่ให้ผู้รับรองลายมือชื่อ ทั้งทนายความ ผู้ทำบัญชี ผู้สอบบัญชี เข้ามามีส่วนร่วมในการจดทะเบียนบริษัทนอมินี ทำให้ผู้ไม่สุจริตพบทางตัน และเริ่มมีพฤติกรรมดำเนินการในช่องทางอื่น อาทิ การซื้อหัวบริษัท จากเจ้าของที่ไม่ประสงค์จะทำธุรกิจต่อแล้ว ซึ่งถือว่ามีความฉลาดและเป็นอัจฉริยะในการหาช่องทางกระทำความผิด แต่กรมไม่ได้นิ่งนอนใจ ได้จับตา เข้าไปกำกับดูแล และป้องกันแล้ว เพื่อปิดกั้นโอกาสที่มิจฉาชีพจะดำเนินการที่ไม่สุจริตผ่านช่องโหว่ที่มีอยู่ รวมไปถึงช่องโหว่อื่นๆ ที่จะมีขึ้นในอนาคต
“ขอฝากเตือนเจ้าของบริษัทที่เปิดบริษัทแล้ว แต่มิได้ประกอบธุรกิจและประกาศขายหัวบริษัททางสื่อสั่งคมออนไลน์ ให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก มิฉะนั้นอาจตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ และอาจจะมีความผิดไปด้วย” นายพูนพงษ์กล่าว
โชว์ผลงานการปราบปราม
นายพูนพงษ์กล่าวว่า สำหรับผลการป้องกันและปราบปรามนอมินี ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2568-23 เม.ย. 2569 ได้นำส่งข้อมูลให้กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) จำนวน 11 ราย โดยพบว่ามีความเชื่อมโยงกับนิติบุคคลกว่า 300 ราย เป็นธุรกิจที่อยู่ในกลุ่มเหล็ก สำนักงานบัญชี ผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจขนส่ง ตรวจพบในพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการ สุราษฎร์ธานี ชลบุรี กรุงเทพมหานคร และปริมณฑล
ส่วนผลการลงพื้นที่ตรวจสอบเชิงลึกกลุ่มเสี่ยงใน 27 พื้นที่ 10 จังหวัด เช่น ธุรกิจท่องเที่ยว อสังหาริมทรัพย์ โลจิสติกส์ และล้งมะพร้าว ได้ส่งข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบเชิงลึกและดำเนินคดีตามกฎหมาย ได้แก่ ส่ง ปปง.ตรวจสอบเส้นทางเงิน 534 ราย ส่งกรมสรรพากรตรวจสอบบัญชีและงบการเงิน 6,709 ราย ส่งสำนักงานประกันสังคม 137 ราย ส่ง บก.ปอศ. 117 ราย ได้แก่ สำนักงานบัญชี 92 ราย ล้งมะพร้าวนิติบุคคล 15 ราย และบุคคลธรรมดา 10 ราย ตรวจสอบการทำผิดตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 ส่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ 25 ราย ส่งสำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า 15 ราย
ลุยต่อตรวจแอบทำธุรกิจสงวน
นอกจากนี้ ได้ตรวจสอบพบธุรกิจต่างด้าวที่เข้าข่ายการประกอบธุรกิจโดยไม่ได้รับอนุญาต จำนวน 4,372 ราย ประกอบด้วยธุรกิจบัญชีหนึ่งซึ่งต้องห้ามมิให้คนต่างด้าวประกอบธุรกิจโดยเด็ดขาด จำนวน 256 ราย ธุรกิจบัญชีสองและธุรกิจบัญชีสามที่ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงจะประกอบธุรกิจได้ จำนวน 4,116 ราย โดยกรมจะรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพื่อตรวจสอบเชิงลึกต่อไป หากพบว่าประกอบธุรกิจโดยฝ่าฝืนกฎหมายว่าด้วยการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าวจริงจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายโดยเด็ดขาดต่อไป
ดึง 20 หน่วยงานร่วมปราบ
นายพูนพงษ์กล่าวว่า จากนโยบายที่ได้รับจากนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ได้สั่งการให้เร่งดำเนินงานป้องกันและปราบปรามธุรกิจนอมินีอย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการใช้คนไทยถือหุ้นแทนชาวต่างชาติ (นอมินี) และป้องกันการนำนิติบุคคลไปใช้ในทางมิชอบ อาทิ การฟอกเงิน และการประกอบธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เป็นต้น กรมจึงได้ขับเคลื่อนการทำงานเชิงรุก ทั้งปรับเพิ่มมาตรการ และขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานอื่นๆ ที่มีอำนาจตามกฎหมาย เพื่อจัดการปัญหานอมินีให้หมดไป
ทั้งนี้ วันที่ 29 เม.ย. 2569 ได้กำหนดลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการป้องกันและปราบปรามการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง ร่วมกับ 20 หน่วยงาน รวมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าเป็น 21 หน่วยงาน ที่จะเข้ามาเป็นพันธมิตรในการดำเนินการกับนอมินี โดยได้เชิญนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธาน ที่ทำเนียบรัฐบาล
การดำเนินการดังกล่าวเป็นการยกระดับการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดโดยการใช้คนไทยเป็นตัวแทนอำพราง สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและนานาชาติในการปราบปรามผู้กระทำความผิดอย่างจริงจัง รวมทั้งบูรณาการความร่วมมือ เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานด้านการป้องกันและปราบปรามการนอมินี และการบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
สำหรับ 21 หน่วยงานประกอบด้วย กระทรวงมหาดไทย กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมสรรพากร กรมศุลกากร กรมสอบสวนคดีพิเศษ กรมที่ดิน กรมการท่องเที่ยว กรมการจัดหางาน กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร สำนักงานคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม และสมาคมธนาคารไทย


