xs
xsm
sm
md
lg

“ไทยออยล์”เร่งเครื่องลุยโครงการCFP ยันผ่านพ้นวิกฤติ ขอเวลา4-5ปีพร้อมรุกธุรกิจใหม่

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



“ไทยออยล์”ประกาศเดินหน้าก่อสร้างโครงการพลังงานสะอาด(Clean Fuel Project: CFP)เต็มสูบในปี2569 หลังเคลียร์ปัญหาผู้รับเหมาก่อสร้าง จนทำให้โครงการCFPล่าช้าและมีค่าใช้จ่ายเพิ่มสูงขึ้นทำให้มูลค่าเงินลงทุนในโครงการCFPพุ่งขึ้นแตะ 7,151 ล้านเหรียญสหรัฐ และยังมีคดีฟ้องร้องในอนุญาโตตุลาการอยู่

นายบัณฑิต ธรรมประจําจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไทยออยล์ จำกัด(มหาชน)หรือ TOP กล่าวว่า ขณะนี้โครงการพลังงานสะอาด(โครงการCFP ) ถือว่าได้รับการแก้ไขปัญหาและผ่านจุดต่ำสุดมาแล้ว โดยบริษัทได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการก่อสร้างจากเดิมมีผู้รับเหมาEPC เป็นการว่าจ้างที่ว่าจ้างบริษัท Wood PLC เป็นผู้ให้บริการ EPCM เพื่อบริหารจัดการผู้รับเหมาหลายรายในงานวิศวกรรมและจัดหาอุปกรณ์ โดยไทยออยล์เป็นผู้ลงนามสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาชุดใหม่เองทั้งหมดเมื่อปลายปีที่แล้ว ทำให้บริษัทสามารถควบคุมค่าใช้จ่ายและยุติปัญหาการค้างค่าก่อสร้างให้ผู้รับเหมาช่วงเหมือนในอดีตด้วย หากผู้รับเหมาต้องการรับเงินค่าจ้างงานเร็วขึ้น ก็จะต้องเร่งดำเนินการให้เร็วกว่ากำหนดไว้ จึงเป็นเหตุให้โครงการCFPไม่มีปัญหาล่าช้าอีกต่อไป

สำหรับโครงการCFP กลับมาเริ่มเดินหน้าก่อสร้างอีกครั้งเมื่อไตรมาส3/2568 และในไตรมาส1/2569 จะมีผู้รับเหมาเข้ามามากถึง 1.5-1.8 หมื่นคน เพื่อเร่งดำเนินการหน่วยสาธารณูปโภคและหน่วยกลั่นน้ำมันดิบที่4 ( CDU-4 )ให้แล้วเสร็จตามกำหนดในไตรมาส 2/2570 ไทยออยล์มั่นใจว่าโครงการCFPจะก่อสร้างแล้วเสร็จและดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์(COD)ได้เร็วกว่าแผนที่ตั้งไว้ในไตรมาส3/2571 กล่าวได้ว่าปีนี้เป็นปีแห่งการก่อสร้างโครงการCFPเต็มที่


สำหรับการดำเนินงานก่อสร้างโครงการCFPในช่วงเดือนมกราคมนี้ คืบหน้าไปแล้ว 8-9%ของงานส่วนที่เหลือคิดเป็น 100% ซึ่งงานก่อสร้างโยธาและการจัดหาอุปกรณ์ที่สำคัญได้ดำเนินการไปเสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ผู้รับเหมาเดิมเมื่อปี2568 คิดเป็นความคืบหน้า 97% ซึ่งส่วนนี้ใช้เงินลงทุนหลักราว 60%ของมูลค่าโครงการ จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมไทยออยล์จึงมั่นใจว่าโครงการCFP จะแล้วเสร็จเต็มรูปแบบเร็วกว่ากำหนดถึงหนึ่งไตรมาสหรือภายในไตรมาส2/2571 และยังลดเงินลงทุนโครงการCFPลงได้หลายพันล้านบาท

โครงการพลังงานสะอาด เป็นกุญแจสำคัญที่เสริมความแข็งแกร่งให้ไทยออยล์ในระยะยาว เนื่องจากเป็นโครงการที่ถูกออกแบบมาเพื่อพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงพลังงาน (Energy Transition) เนื่องจากโครงการนี้จะเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันของไทยออยล์จากปัจจุบัน 275,000 บาร์เรล/วันเป็น 400,000บาร์เรล/วัน หรือคิดเป็นกำลังผลิตเพิ่มขึ้น 40% โดยน้ำมันสำเร็จรูปส่วนใหญ่ที่ผลิตได้คือน้ำมันดีเซลและน้ำมันอากาศยาน(Jet) มีน้ำมันเบนซินน้อย จึงไม่ได้รับผลกระทบจากการขยายตัวการใช้รถยนต์ไฟฟ้า(EV) ในอนาคต และไม่มีน้ำมันเตา(ราคาถูก)ออกจากการกลั่นด้วย แต่ได้ผลิตภัณฑ์ที่นำไปต่อยอดปิโตรเคมีเพิ่มขึ้น

ที่สำคัญโครงการCFP ยังสามารถรองรับการใช้น้ำมันดิบที่หลากหลายโดยเฉพาะน้ำมันดิบหนัก (Heavy Crude Oil)ที่มีราคาถูกกว่าน้ำมันดิบเบาเฉลี่ยราว 8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล โดยบริษัทสามารถจัดหาน้ำมันดิบหนักได้จากแคนนาดา ตะวันออกกลาง หรือแม้แต่เวเนซุเอลา ประเมินว่าน้ำมันดิบหนักจากเวเนซุเอลาออกสู่ตลาดโลกเพิ่มขึ้นในอีก2-3ปีข้างหน้าเพราะต้องปรับปรุงระบบขนส่งน้ำมันและการผลิตปิโตรเลียมหลังจากขาดการดูแลซ่อมแซมมานานหลังถูกสหรัฐฯคว่ำบาตร ซึ่งเป็นจังหวะเวลาที่โรงกลั่นน้ำมันไทยออยล์เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์โครงการCFPพอดี ทำให้สามารถใช้น้ำมันดิบชนิดหนักที่มีราคาถูกในกระบวนการกลั่นได้ราว 50%ของกำลังการผลิต จากเดิมที่ไม่สามารถใช้น้ำมันดิบหนักได้เลย ดังนั้นโครงการ CFP ช่วยให้ไทยออยล์มีค่าการกลั่น(GRM)ส่วนเพิ่มอีก 4-5 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล เมื่อรวมกับค่ากลั่นปกติที่ได้รับและกำลังการกลั่นที่เพิ่มขึ้นอีก40% ทำให้ปี2571 ไทยออยล์จะมีกำไรเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด กล่าวไว้ว่าโครงการCFP เป็นGame Changerของไทยออยล์


ซึ่งเดินไปตามแผนงานการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์  “2S1P”ในปี2568 ประกอบด้วย S1: Strengthening the Core โดยมุ่งเน้นการก่อสร้างโครงการ CFP ให้แล้วเสร็จตามแผน,การยกระดับเรื่องความปลอดภัย และเสริมสร้างผลกำไร เช่น การจัดทำโครงการ EBITDA Uplift เป็นต้น

P: Powering the Platform ที่จะเน้นขยายช่องทางการขาย หลังจากโครงการ CFP แล้วเสร็จ รวมถึงการขยายตลาดผ่านการขับเคลื่อนของบริษัทลูก TOPNEXT ตลอดจนการส่งเสริมการขายสินค้า Specialty ออกสู่ตลาดภูมิภาคมากขึ้น

S2: Sustaining the Future จะมุ่งเน้นกลุ่มธุรกิจในอนาคต และมองเรื่องของธุรกิจปลายน้ำมากขึ้น โดยจะโฟกัสกลุ่มธุรกิจ Specialty Chemicals เช่น สารยับยั้งและสารกำจัดเชื้อโรค รวมถึงกลุ่ม Specialty Polymers เพื่อเพิ่มมาร์จิ้นที่สูงขึ้น รวมถึงมุ่งเน้นธุรกิจที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ตามทิศทางการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน เช่น เชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (SAF), ไฮโดรเจน และโครงการดักจับและกักเก็บคาร์บอน(CCS )เป็นต้น

ภายใต้กลยุทธ์ “2S1P”ได้แบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ช่วง 5ปีแรก(ปี2568-2572) “Empowering Strength” เน้นการขับเคลื่อนโครงการ CFP ให้ก่อสร้างแล้วเสร็จ ภายใต้กรอบงบประมาณ และระยะเวลาที่กำหนดไว้ เพื่อรักษาความมั่นคงและความเชื่อมั่นในการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของบริษัทไว้

และระยะที่ 2 (ปี2573-2577) “Powering Growth” โดยหลังจากโครงการ CFP ดำเนินการเชิงพาณิชย์เต็มรูปแบบ บริษัทจะมีเงินทุนที่แข็งแกร่งและพร้อมลงทุนธุรกิจใหม่ที่มีมาร์จินสูงและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยไทยออยล์ตั้งเป้าหมายภายในปี 2578 กลุ่มธุรกิจ S2 และP จะมีสัดส่วนกำไรราว 20%ของกำไรรวม และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 15% จากปีฐานปี 2572


ปี69 TOPคาดค่าการกลั่น7-8เหรียญ/บาร์เรล

สำหรับแนวโน้มธุรกิจโรงกลั่นน้ำมันในปี2569 คาดว่าค่าการกลั่น(GRM)อยู่ในเกณฑ์ดี มาจากการทยอยปิดโรงกลั่นเก่าในสหรัฐและยุโรปในช่วงนี้ ทำให้อุปทาน(น้ำมันสำเร็จรูป)หายไปรวมแล้ว 1ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนโรงกลั่นน้ำมันใหม่เปิดในจีนและอินเดียรองรับความต้องการใช้น้ำมันสำเร็จรูปที่เพิ่มขึ้นในตลาด ส่งผลให้ค่าการกลั่นในปีนี้อยู่ที่ 5-6 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล แต่ไทยออยล์มีการต่อยอดไปสู่ธุรกิจอะโรเมติกส์และสารทำความสะอาด (LAB)และน้ำมันหล่อลื่นของบริษัทลูกมีมาร์จินเพิ่มขึ้นอีก 2 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ทำให้ไทยออยล์มีค่าการกลั่น(GRM)ในปี2569อยู่ที่ 7-8เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

นอกจากนี้ ในปีนี้ไทยออยล์ไม่มีแผนปิดซ่อมบำรุงเหมือนปี2568 ทำให้ปีนี้บริษัทมีการใช้อัตรากำลังการผลิตอยู่ที่ 103%จากปีก่อนอยู่ที่ 100% และการกลับมาใช้งานทุ่นรับน้ำมันดิบ SBM-2 ทำให้ลดต้นทุนได้ราว 50เซ็นต์ต่อบาร์เรล ส่งผลให้ปี2569 ไทยออยล์จะมีผลประกอบการปรับตัวดีขึ้น

นายบัณฑิต กล่าวถึงความคืบหน้าบริษัทแม่ คือปตท.จะหาพันธมิตรถือหุ้นในกลุ่มโรงกลั่นและปิโตรเคมีในเครือปตท.ซึ่งรวมถึงไทยออยล์ด้วยว่า ในแง่ของไทยออยล์ หากมีใครจะเข้ามาเป็นพันธมิตรจะต้องเพิ่มมูลค่าให้กับองค์กร ไม่ว่าจะช่วยด้านตลาด หรือจัดหาน้ำมันดิบ ฯลฯ ถ้าไม่ได้มีส่วนช่วยเพิ่มมูลค่าก็ไม่มีประโยชน์ เพราะไทยออยล์ไม่ได้มีปัญหาการเงินแต่อย่างใด

ขณะนี้บริษัทมีกระแสเงินสดราว 1,000ล้านเหรียญสหรัฐ และมีเงินที่ได้จากการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์อีก 600 ล้านเหรียญสหรัฐ และเงินที่ได้จากดำเนินธุรกิจอีกส่วนหนึ่ง ขณะที่งบลงทุนส่วนใหญ่ในปีนี้จะใช้ในโครงการCFP ราว 1,200ล้านเหรียญสหรัฐ


ตั้งเป้าEBITDAปีนี้ 700ล้านเหรียญฯ

นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ในปี2569 บริษัทคาดว่ามีกำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) จะอยู่ที่ระดับ 700 ล้านเหรียญสหรัฐ หากค่าการกลั่นทั้งปีเฉลี่ยอยู่ที่ 7-8 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล

โดยในปี2568 ถึงปัจจุบัน บริษัทได้ดำเนินการลดภาระหนี้ลงมาอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหุ้นกู้คืนก่อนกำหนด และการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์เพื่อนำเงินไปใช้ลงทุนโครงการCFP โดยปัจจุบันได้ดำเนินการลดภาระหนี้ไปแล้วรวม 1,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 45,000 ล้านบาท


โดยแหล่งเงินทุนมาจากการดำเนินโครงการแปลงสินทรัพย์เป็นเงินสด (Asset Monetization) หรือการนำทรัพย์สินประเภทโครงสร้างพื้นฐานแปลงเป็นการให้เช่าและบริษัทได้ดำเนินการเช่ากลับ ทำให้บริษัทได้รับเงินสดมาราว 18,230 ล้านบาท โดยเงินก้อนดังกล่าว บริษัทจะนำไปลดภาระหนี้ลงผ่านการทำการซื้อหุ้นกู้คืน (Bond Buyback) และการชำระคืนเงินกู้ระยะยาว ทำให้ระดับ Net Debt/EBITDA ปรับตัวลดลงจาก 5.8 เท่า เหลือระดับ 4.8 เท่า ส่วนอัตราหนี้สินต่อทุน (D/E) ในช่วงไตรมาส 3/2568 อยู่ที่ระดับ 0.7 เท่า ซึ่งยังต่ำกว่าเป้าหมายที่วางไว้ไม่เกิน 1 เท่า เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือระดับสากลและสร้างความเชื่อมั่นต่อนักลงทุน ทำให้หนี้สินของไทยออยล์เมื่อต้นปี2568จากเดิมอยู่ที่ 4,400ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลงมาอยู่ที่ 2,900 ล้านเหรียญในปัจจุบัน

จากการรักษาความน่าเชื่อถือของไทยออยล์ในสายตาบริษัทจัดอันดับเครดิตเรตติ้งสากล ทำให้การออกและเสนอขายหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนสกุลดอลลาร์สหรัฐ (“หุ้นกู้ชั่วนิรันดร์”) ซึ่งเป็นการออกหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ชุดแรกจากบริษัทไทยในปี 2569 ที่ได้รับการตอบรับจากนักลงทุนทั่วโลกอย่างท่วมท้น มียอดความต้องการจองซื้อสูงสุดกว่า 6,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณเกือบ 11 เท่าของมูลค่าที่เสนอขาย และปิดยอดการจองซื้อที่ 10.33 เท่า โดยไทยออยล์เสนอขายหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ 600 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อนำเงินมาใช้ในโครงการพลังงานสะอาด และไม่มีแผนจะออกหุ้นกู้เพิ่มเติมอีก รวมทั้งไม่มีแผนในการขายหุ้นในบริษัท PT Chandra Asri Petrochemical Tbk (CAP) ประเทศอินโดนีเซีย

สำหรับหุ้นกู้ชั่วนิรันดร์ดังกล่าว มีอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 6.1 ต่อปี สำหรับระยะเวลา 5.25 ปีแรก เมื่อหักส่วนลดการล็อกการแปลงหุ้นกู้ดอลลาร์เป็นบาท ทำให้ภาระดอกเบี้ยลดเหลือ 3.875% ซึ่งต่ำกว่าดอกเบี้ยหุ้นกู้บางตัวของไทยออยล์

ขณะที่ผลการซื้อคืนหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ มูลค่ารวมกันไม่เกิน 550 ล้านดอลลาร์สหรัฐเมื่อต้นปี2569 ได้รับส่วนลดถึง 14% ไทยออยล์จะใช้เงินซื้อหุ้นกู้คืนราว 475 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทำให้บริษัทมีกำไรจากการซื้อหุ้นกู้คืน คาดว่าจะบันทึกเป็นกำไรพิเศษเข้ามาในไตรมาส 1/2569

อย่างไรก็ดีในช่วง4-5ปีนี้ ไทยออยล์จะไม่มีการลงทุนในธุรกิจใหม่ แต่จะมุ่งเน้นการก่อสร้างโครงการCFPให้แล้วเสร็จก่อนระหว่างนี้ ก็เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ตลาดผลิตภัณฑ์ รวมทั้งศึกษาโอกาสในธุรกิจใหม่ที่จะมีคุณสมบัติพิเศษและหลากหลายไม่ใช่แค่ฟอสซิล แต่จะเป็นการต่อยอดผลิตภัณฑ์ฟอสซิลไปใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น อาทิ เคมีภัณฑ์ที่ยับยั้งหรือกำจัดเชื้อโรค และยังช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อตอบโจทย์Net Zero


กำลังโหลดความคิดเห็น