รฟท.ประเมินค่าเสียหายรถดีเซลราง 2 คัน-ซ่อมราง กว่า 105 ล้านบาท ไม่รวมชดเชยผู้โดยสาร มีคณะกรรมการ 2 ชุดเร่งสอบรวบรวมหลักฐานสาเหตุเครนหล่น มีการหยุดปฎิบัติงานขณะมีขบวนรถไฟผ่านหรือไม่ พร้อมสแกนโครงสร้างคร่อมทางรถไฟทั้งหมด ติดตั้งเซ็นเซอร์ - CCTV
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า จากเหตุการณ์เครนก่อสร้างโครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพ-นครราชสีมา สัญญาที่ 3-4 งานโยธา ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด หล่นทับขบวนรถด่วนพิเศษที่ 21 ขณะขบวนรถกำลังแล่นผ่านช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น-สถานีสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา เมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา นั้น ในวันนี้ (15 ม.ค.) ได้มีการรายงานให้ที่ประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท.รับทราบเหตุการณ์ โดยขณะนี้รฟท.เร่งดำเนินการสอบสวนสาเหตุที่เกิดขึ้น โดยมีคณะกรรมการกลางเขตอันตราย มีผู้ช่วยผู้ว่าฯรฟท.เป็นประธาน ซึ่งประชุมตรวจสอบในพื้นที่อย่างเร่งด่วน ในขณะเดียวกันนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้แต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงฯ โดยมีรองปลัดกระทรวงคมนาคม (หัวหน้ากลุ่มภารกิจการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านทางหลวง) เป็นประธานและ มีผู้เชี่ยวชาญ จากวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) สภาวิศวกร และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเข้ามาร่วมตรวจสอบ ซึ่งคาดว่าจะมีข้อสรุปเบื้องต้น ภายใน 20 วัน
นายอนันต์กล่าวว่า โครงการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงส่วนใหญ่จะก่อสร้างเป็นทางระดับดิน และทางยกระดับ โดยทางวิ่งระดับดิน จะอยู่ด้านข้างของทางรถไฟที่มีอยู่ในปัจจุบัน โดยมีเขตก่อสร้างปลอดภัยห่างจากเขตโครงสร้างทางรถไฟ ระยะประมาณ 2.5 เมตร ที่ห้ามมีวัสดุ เครื่องจักรล้ำเข้ามาในเขตเดินรถ สำหรับโครงสร้างทางยกระดับนั้น ส่วนใหญ่แนวเส้นทางจะวางอยู่ด้านข้างของทางรถไฟเดิมเช่นกัน มีระยะปลอดภัย 4-5 เมตร จากเขตทางรถไฟ แต่จะมีบางจุดของรถไฟความเร็วสูง ที่มีการออกแบบเบี่ยงทางโค้ง ทำให้ต้องวางแนวโครงสร้างคร่อมอยู่ด้านบนทางรถไฟเดิม ซึ่งตลอดเส้นทางมีไม่กี่จุด ซึ่งจุดที่เกิดเหตุ อ.สีคิ้ว เป็นอีกจุดที่มีความยากในการก่อสร้าง ทางผู้รับเหมาสัญญานี้ จึงวางแผนก่อสร้างไว้ช่วงท้ายๆ
@เร่งสอบ หยุดปฎิบัติงานขณะมีขบวนรถไฟผ่าน หรือไม่
สำหรับมาตรการความปลอดภัยในระหว่างก่อสร้างนั้น กรณีการก่อสร้างบนเส้นทางที่รถไฟให้บริการอยู่นั้น จะมีที่ปรึกษาควบคุมงาน และผู้รับจ้าง ประจำทุกสถานี เพื่อแจ้งไปยังจุดก่อสร้าง ที่ขบวนรถไฟจะวิ่งผ่าน ให้หยุดปฎิบัติงานทั้งหมด คือจะไม่มีการทำงานในระหว่างที่มีขบวนรถไฟวิ่งผ่าน ช่วงสถานีมีพนักงานที่กำหนดประจำอยู่หรือไม่ มีการแจ้งเตือนหรือไม่ว่าจะมีขบวนรถไฟผ่าน ซึ่งจะมีการตรวจสอบว่าผู้รับจ้างและผู้ควบคุมงานได้ปฎิบัติตามมาตรการที่กำหนดไว้ครบถ้วนหรือไม่
“ที่ผ่านมารฟท.มีโครงการก่อสร้างรถไฟทางคู่ ระยะทางรวมเกือบ 1,000 กม. ซึ่งไม่มีเหตุเกิดขึ้น ดังนั้น อยากให้รอดูผลสอบข้อเท็จจริงก่อนว่าเหตุที่เกิดขึ้นมาจากอะไร ส่วนที่หล่นมานั้น เกิดระหว่างเคลื่อนตัว หรือเคลื่อนตัวเสร็จแล้ว แต่การยึดอุปกรณ์ผิดพลาด หรือมีอะไรทำให้หล่น หรือเป็นเพราะการออกแบบ”
ส่วนของความเสียหาย และค่าชดเชยเยียวยานั้น นายอนันต์กล่าวว่า งานก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ บริษัทผู้รับจ้าง มีประกันภัยรับผิดชอบความเสียหาย ทั้งเรื่องประกันผลงาน และประกันบุคคลที่สาม รวมไปถึงผู้โดยสารและทรัพย์สินของรฟท.ด้วย กรอบวงเงินประกันครอบคลุมความเสียหายทั้งหมด โดยรฟท.จะเร่งประสานกับบริษัทประกันภัย
@ประเมินค่าเสียหายรถดีเซลราง 2 คัน ซ่อมราง กว่า 105 ล้านบาท
โดยรฟท.ได้ประเมินความสัยหาย 3 ส่วน คือ 1.รถดีเซลราง 2 คัน ที่เสียหายทั้งหมด ประเมินค่าซ่อมที่ 105 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นการประเมินเพื่อนำไปฟ้องร้อง เพราะตามสภาพไม่สามารถซ่อมได้ขณะที่ ราคาจัดซื้อใหม่ อยู่ที่กว่า 70 ล้านบาท / ตู้ นอกจากนี้มีทางและรางรถไฟที่เสียหายอีกด้วย
2. มีการดำเนินการทางกฎหมาย โดยได้แจ้งความเอาผิดทางอาญา กับผู้เกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดเหตุทำให้มีผู้เสียชีวิต ไปแล้วเมื่อวันที่ 14 ม.ค. 2569 ที่ผ่านมา
3. ความเสียหายทางแพ่ง และความเสียหายที่ทำให้กระทบต่อความมั่นใจของประชาชน ซึ่งกระทบภาพลักษณ์รถไฟ หรือค่าเสียโอกาส รวมไปถึงการเยียวยาประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนจากเหตุการณ์ครั้งนี้
ในส่วนของการรื้อย้ายโครงสร้างที่หล่นลงมานั้น ที่ปรึกษาจะเข้าไปตรวจสอบโครงสร้างทั้งหมด จะมีการรื้อถอน launcher ที่มีน้ำหนักประมาณ 400 ตัน ออกจากด้านบน ส่วน launcher support ที่หล่นลงมาหนักประมาณ 20 ตัน จะต้องวางแผน และต้องขึ้นไปดูสาเหตุด้านบน ซึ่งจะดำเนินการต่อไป เนื่องจากวันแรกจะต้องเร่งช่วยเหลือผู้ประสบเหตุก่อน
ส่วนการซ่อมแซมทางรถไฟเดิมที่เสียหายนั้นคาดว่า รื้อถอน launcher ได้หมด จะเร่งซ่อมทางประมาณ 7 วัน จะแล้วเสร็จ ทำให้ในระหว่างนี้ต้องปรับการเดินรถสายอีสาน ไปทางบัวใหญ่ก่อน โดยแจ้งกับผู้โดยสารที่มีการจองตั๋วแล้ว
@ จ้างรับเหมาช่วง ต้องได้รับอนุมัติจากรฟท . -รอผลสอบก่อน แบล็กลิสต์
ผู้สื่อข่าวถามว่า โครงการดังกล่าว บริษัท อิตาเลียนไทยเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างเองทั้งหมดหรือมีการว่าจ้างซับคอนแทร็กต์หรือไม่ รักษาการฯผู้ว่าฯ รฟท. กล่าวว่า โครงการนี้อิตาเลียนไทยเป็นผู้ดำเนินการเองตามสัญญา และไม่สามารถว่าจ้างซับคอนแทร็กต์หรือจ้างผู้รับเหมาช่วง ได้เว้นแต่จะขออนุมัติจาก รฟท. ก่อน แต่กรณีนี้ไม่มีการขออนุมัติ พร้อมระบุว่าหากผลการสอบสวนพบความผิดร้ายแรง รฟท.สามารถพิจารณาดำเนินการขึ้นบัญชีดำผู้รับเหมาได้ แต่ต้องรอการตรวจสอบให้เป็นไปตามขั้นตอนก่อน
จากนั้นต้องจัดทำรายงานเสนอไปยังกรมบัญชีกลางเพื่อพิจารณาต่อไป
ส่วนกรณีที่นายกรัฐมนตรีให้ผู้ว่าฯรฟท.พิจารณาตนเองจากกรณีที่เกิดขึ้น นายอนันต์กล่าวว่า ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในช่วงเวลานี้ก่อน พนักงานการรถไฟฯ ทุกคน รู้สึกเสียใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมยืนยันว่าทุกฝ่ายกำลังทำงานอย่างเต็มที่เพื่อดำเนินการแก้ไขและคลี่คลายปัญหาให้ดีที่สุดก่อน
นายอนันต์กล่าวว่า ปัจจุบัน บริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) (ITD) เป็นผู้รับจ้างงานก่อสร้างของรฟท. จำนวน 4 สัญญา ได้แก่ 1. รถไฟความเร็วสูงไทย-จีน เส้นทางกรุงเทพฯ-นครราชสีมา งานโยธา สัญญา 3-4 ช่วงลำตะคอง-สีคิ้ว และกุดจิก-โคกกรวด ระยะทาง 37.45 กม. วงเงิน 9,848 ล้านบาท 2. สัญญาที่ 4-4 ศูนย์ซ่อมบำรุงเชียงรากน้อย วงเงิน 6,573 ล้านบาท 3.สัญญาที่ 3-1 ช่วงแก่งคอย-กลางดง และช่วงปางอโศก-บันไดม้า ระยะทาง 30.21 กม. วงเงิน 9,348.99 ล้านบาท ในนาม กิจการร่วมค้า ITD - CREC No.10 จำกัด ร่วมกับพันธมิตร ซีอาร์อีซี และโครงการก่อสร้างทางรถไฟ สายเด่นชัย-เชียงราย-เชียงของ สัญญาที่ 1 ช่วงเด่นชัย-งาว ระยะทางประมาณ 103 กม. วงเงินค่าจ้างทั้งสิ้น 26,560 ล้านบาท ในนามกิจการร่วมค้า ไอทีดี-เนาวรัตน์
อย่างไรก็ตาม รฟท.ได้สั่งการตรวจสอบการก่อสร้างรถไฟความเร็วสูง ที่มีโครงสร้างคร่อมบนทางรถไฟเดิม ทุกจุด โดยจะมีการพิจารณาเพิ่มมาตรการป้องกัน เช่น ติดตั้งเซ็นเซอร์ รวมถึง CCTV เพื่อให้มีความมั่นใจว่าจะไม่เกิเหตุซ้ำอีก ส่วนการก่อสร้างโครงการรถไฟไทย-จีนทั้ง 14 สัญญาซึ่งยังมีสัญญาช่วงอยุธยาและโครงสร้างร่วมรถไฟเชื่อม 3 สนามบินที่ยังไม่ได้ดำเนินการ คาดว่าจะก่อสร้างทั้งโครงการจะแล้วเสร็จ ในปี 2573


