xs
xsm
sm
md
lg

ปตท.สผ.เปิดแผนธุรกิจปี69 ห่วง“แหล่งS1-สินภูฮ่อม”หมดอายุสัญญาสัมปทานซ้ำรอย “เอราวัณ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ปตท.สผ.เผยแผนดำเนินธุรกิจปี69 เน้นรักษาปริมาณการผลิตแหล่งในอ่าวไทย และโฟกัสการลงทุนในมาเลเซียเพิ่มเติม ตั้งเป้าทั้งปี69มียอดขาย 5.56 แสนบาร์เรลต่อวัน คาดราคาน้ำมันเฉลี่ย 60-70เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ลั่นสนใจเข้าประมูลสำรวจแหล่งปิโตรเลียมฝั่งอันดามัน(รอบ26) เสนอรัฐหาแนวทางต่ออายุสัมปทานแหล่งปิโตรเลียมที่ใกล้หมดอายุ“S1-สินภูฮ่อม” เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง ห่วงซ้ำรอย “เอราวัณ”

นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่าในปี2568 เป็นปีที่ท้าทายมากของปตท.สผ. แต่บริษัทก็ทำได้ตามเป้าหมาย โดยมีการลงทุนในโครงการพัฒนาพื้นที่ร่วมไทย-มาเลเซียในแหล่งA18 ทำให้ปี2568 บริษัทมีปริมาณขายปิโตรเลียมอยู่ที่ 5.05 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ โตขึ้น 8%แต่ราคาปิโตรเลียมลดลงจากปีก่อนราว 10% ขณะที่ปี2569 ปตท.สผ. ตั้งเป้าปริมาณการขายเฉลี่ย 5.56 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เป็นผลจากการเพิ่มกำลังการผลิตทั้งในและต่างประเทศ คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบเฉลี่ยปี2569 จะทรงตัวที่ระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ขณะที่ต้นทุนต่อหน่วยของปตท.สผ.อยู่ที่ 30 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเล็กน้อยมาจากอ่าวไทย


แผนการดำเนินงานของปตท.ปี2569 บริษัทจะรักษาปริมาณการผลิตแหล่งปิโตรเลียมในอ่าวไทย อาทิ โครงการG1/61 (แหล่งเอราวัณ ปลาทอง สตูล และฟูนาน) โครงการG 2/61 (แหล่งบงกช) โครงการอาทิตย์ โครงการS 1 แต่ที่จะเพิ่มขึ้นคือ ปริมาณการผลิตจากแหล่งยาดานาในเมียนมา ซึ่งอยู่ระหว่างเจาะหลุมเพิ่มเติมอีก4หลุมในปีนี้ รวมทั้งพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย(JDA) และโครงการแหล่งก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ "กาชา (Ghasha Concession)" นอกชายฝั่งอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE)

ส่วนในมาเลเซีย ซึ่งปีนี้บริษัทจะโฟกัสการลงทุนในมาเลเซีย หลังจากมีการสำรวจพบในแหล่งเล็กๆหลายแหล่งเพื่อรวมกันเป็นคลัสเตอร์ ส่วนแหล่งลัง เลอบาห์ ที่อยู่ในระหว่างการวางแผนพัฒนาแหล่ง (Development Phase) ที่จะมีความชัดเจนภายในปีนี้ว่าจะเดินหน้าอย่างไร รวมทั้งวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซฯในแหล่ง SK408 ที่ตั้งอยู่นอกชายฝั่งน้ำตื้นในมาเลเซีย นอกจากนี้ยังผลักดันโครงการหลักที่อยู่ในระหว่างการพัฒนา ได้แก่ โครงการสัมปทานกาชา โครงการอาบูดาบี ออฟชอร์ 2 โครงการโมซัมบิก แอเรีย 1 คาดว่าจะเริ่มผลิตและขายLNGได้ในปี2571 โครงการพัฒนาในประเทศมาเลเซีย เช่น โครงการมาเลเซีย SK405บี โครงการมาเลเซีย SK417 และโครงการมาเลเซีน SK438 ให้สามารถเริ่มการผลิตได้ตามแผน

สำหรับแผนลงทุน 5 ปี (ปี 2569-2573) ปตท.สผ.ได้จัดสรรงบประมาณรวม 33,279 ล้านเหรียญสหรัฐ (เทียบเท่า 1,089,887 ล้านบาท) แบ่งเป็น ปี 2569 รวมอยู่ที่ 7,726 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2570 อยู่ที่ 7,676 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2571 อยู่ที่ 6,597 ล้านเหรียญสหรัฐ ,ปี 2572 อยู่ที่ 5,749 ล้านเหรียญสหรัฐ และปี 2573 อยู่ที่ 5,531 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ปี2573 บริษัทมีปริมาณการขายปิโตรเลียมเฉลี่ยเพิ่มขึ้นเป็น 6.09 แสนบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน


ทั้งนี้ ปตท.สผ.คาดการณ์ความต้องการใช้ก๊าซยังเติบโต ขณะที่พลังงานรูปแบบใหม่ยังไม่ได้มาไว ดังนั้นก๊าซฯมีโอกาสขาดแคลนหลังปี 2573 ดังนั้นทางออกของประเทศไทย คือจะต้องเร่งเปิดสำรวจและผลิตในแหล่งรอบๆประเทศไทย รวมทั้งการต่ออายุแปลงสัมทานที่จะหมดอายุ เพื่อให้สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยเหมือนการเปิดประมูลแหล่งเอราวัณ ที่ผู้รับสัมปทานเดิมไม่ลงทุนเพิ่ม ทำให้กำลังการผลิตหายไปจากเดิม 1,200 ล้านลูกบาศก์ฟุต/วัน เหลือเพียง 200ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันก่อนสิ้นสุดสัญญาสัมปทานเปลี่ยนมือไปให้Operatorใหม่ เข้ามารับไม้ต่อ ซึ่งต้องใช้เวลานานถึง 2ปีในการเจาะหลุมผลิตเพื่อเพิ่มกำลังผลิตก๊าซฯขึ้นเป็น 800ล้านลูกบาศก์ฟุต/วันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) ซึ่งในช่วง2ปีนั้นไทยต้องนำเข้าLNGในราคาที่สูงเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้า

ดังนั้น กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กระทรวงพลังงาน ต้องเร่งหาแนวทางหรือวิธีการใดๆเพื่อต่ออายุแปลงปิโตรเลียมที่ใกล้จะหมดอายุ แทนการเปิดประมูลใหม่เพื่อให้การผลิตต่อเนื่อง โดยแปลงปิโตรเลียมที่ใกล้สิ้นสุดการต่ออายุสัมปทาน คือ โครงการแหล่งน้ำมันสิริกิติ์ (S1) และโครงการสินภูฮ่อม

โดยแหล่ง S1เป็นแหล่งน้ำมันดิบบนบกที่ใหญ่ที่สุดของไทย ตั้งอยู่ที่อำเภอลานกระบือ จังหวัดกำแพงเพชร ปัจจุบันผลิตอยู่ที่ 24,000 บาร์เรลต่อวัน โดยที่ผ่านมาได้รับอนุมัติให้ต่อสัมปทานผลิตปิโตรเลียมแปลง S1 ไปอีก 10 ปี สิ้นสุดในปี 2574 โดยแหล่งS1มีความสำคัญมาก เพราะป้อนน้ำมันดิบให้กับ 4 โรงกลั่นของไทย ปัจจุบันยังคงรักษาปริมาณการผลิตต่อเนื่อง เพราะมีการเจาะหลุมใหม่ประมาณ 700-800 หลุมต่อปี ขณะที่โครงการแหล่งสินภูฮ่อม เป็นแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติบนบกในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย มีจำนวน 2 แปลง จะหมดอายุสัญญาสัมปทานในปี 2572 และปี 2574 ปัจจุบันมีปริมาณการขายก๊าซธรรมชาติเฉลี่ยประมาณ 100ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน นับเป็นแหล่งก๊าซฯที่สร้างความมั่นด้านพลังงานไฟฟ้าให้กับภาคอีสาน

นอกจากนี้ กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ เตรียมเปิดสำรวจและผลิตปิโตรเลียมในทะเลน้ำลึกฝั่งอันดามัน (รอบ26) ทางปตท.สผ.มีความสนใจที่จะร่วมประมูลสัมปทานแหล่งดังกล่าว เบื้องต้นจะจับมือกับพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญในการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมน้ำลึก และลดความเสี่ยงการลงทุน

นายมนตรี กล่าวว่าการลงทุนในโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ที่แหล่งอาทิตย์ในอ่าวไทย โดยมีเป้าหมายเพื่อกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ได้สูงสุดถึง 1 ล้านตันต่อปี ใช้งบลงทุน 300 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็ต้นต้นทุน 16เหรียญสหรัฐ/ตัน โครงการCCSดังกล่าวเป็นโครงการนำร่องของไทย เบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มการอัดกลับคาร์บอนไดออกไซด์ได้ในปี 2571 และทยอยเพิ่มอัตราการอัดกลับไปจนถึงศักยภาพสูงสุดที่ ประมาณ 1 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์ต่อปี ใช้งบประมาณในระยะเวลา 5 ปี ประมาณ 10,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ บริษัทอยู่ระหว่างการเจรจากับภาครัฐเพื่อขอสิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับการลงทุน CCS ในโครงการอาทิตย์ ที่เรียกว่า “สิทธิประโยชน์ในการหักเป็นค่าใช้จ่ายทางภาษีสำหรับการลงทุนใน CCS" เป็นสิทธิประโยชน์ที่บริษัทสามารถใช้ได้อยู่แล้ว แต่อีกส่วนที่ยังรอความชัดเจน คือ "กลไกการสร้างแรงจูงใจ" (Incentive) จากภาครัฐเพื่อชดเชยเงินลงทุนสำหรับโครงการ CCS ที่โครงการอาทิตย์ ปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ระหว่างการหารือ และอยู่ในขั้นตอนการศึกษาแนวทางเพื่อกำหนดมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เหมาะสม ชัดเจน และเป็นรูปธรรม ทำให้โครงการมีความคุ้มค่าในการลงทุน


กำลังโหลดความคิดเห็น