ชาวอเมริกันส่วนใหญ่จากทั้งสองพรรคการเมืองสนับสนุนให้รัฐบาลออกกฎระเบียบเพิ่มเติมเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทโซเชียลมีเดีย ซึ่งรวมถึงข้อกำหนดเรื่องการใช้เครื่องมือยืนยันอายุ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กเล็กใช้งานโซเชียลมีเดีย ตามผลสำรวจของ Reuters/Ipsos
การสำรวจความคิดเห็นซึ่งจัดทำขึ้นเป็นเวลา 6 วันและสิ้นสุดลงเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่บริษัทต่างๆ อย่าง Meta Platforms และ YouTube ของ Google กำลังเผชิญกับแรงกดดันทางกฎหมายที่เพิ่มสูงขึ้นเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน โดยคาดว่าการพิจารณาคดีจะเริ่มต้นขึ้นในวันพุธ จากข้อกล่าวหาของอัยการรัฐที่ระบุว่า Meta ออกแบบผลิตภัณฑ์ของตนเพื่อทำให้ผู้ใช้ที่เป็นเยาวชนเสพติด
ด้าน Meta ซึ่งปฏิเสธข้อกล่าวหา ระบุว่าบริษัทอาจต้องเผชิญกับโทษปรับสูงถึง 1.4 ล้านล้านดอลลาร์หากฝ่ายรัฐเป็นผู้ชนะคดี ขณะเดียวกัน ศาลรัฐนิวเม็กซิโกได้สั่งแยกต่างหากเมื่อวันพฤหัสบดีให้ Meta จ่ายเงิน 567 ล้านดอลลาร์เข้ากองทุนสุขภาพจิตวัยรุ่น และปรับเปลี่ยนการทำงานของแพลตฟอร์มสำหรับผู้ใช้ที่เป็นเยาวชน หลังจากพบว่าบริษัทมีความผิดในการทำลายสวัสดิภาพของเด็ก
บรรดาบริษัทเทคโนโลยียังอยู่ภายใต้การตรวจสอบที่เข้มงวดมากขึ้นจากฝ่ายนิติบัญญัติทั่วสหรัฐฯ เกี่ยวกับผลกระทบที่มีต่อเยาวชน โดยมากกว่า 10 รัฐได้ผ่านกฎหมายควบคุมการเข้าถึงโซเชียลมีเดียของผู้เยาว์ โดยระบุว่าเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อส่งเสริมความปลอดภัยออนไลน์ ส่วน NetChoice ซึ่งเป็นกลุ่มการค้าที่สนับสนุนโดยยักษ์ใหญ่ด้านโซเชียลมีเดีย เช่น Meta, TikTok และ Snap ได้ยื่นฟ้องเพื่อยับยั้งกฎหมายที่กำหนดให้แอปต้องยืนยันอายุของผู้ใช้ โดยโต้แย้งว่ากฎหมายดังกล่าวละเมิดการคุ้มครองเสรีภาพในการแสดงออก
ประมาณร้อยละ 61 ของผู้ตอบแบบสอบถาม ซึ่งมีทั้งผู้สนับสนุนเดโมแครตและรีพับลิกัน ระบุว่า บริษัทโซเชียลมีเดียจำเป็นต้องมีการกำกับดูแลที่เข้มงวดขึ้น ขณะที่ผู้สนับสนุนในกลุ่มผู้สมัครอิสระ ต่ำกว่า เนื่องจากหลายคนระบุว่ายังไม่แน่ใจในจุดยืนของตนเอง
ผลการสำรวจยังพบว่า ร้อยละ 66 สนับสนุนกฎหมายที่จะบังคับให้บริษัทโซเชียลมีเดียใช้เครื่องมือยืนยันอายุ เพื่อป้องกันไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 16 ปีเข้าถึงแพลตฟอร์ม โดยการสนับสนุนสูงที่สุดอยู่ในกลุ่มพรรครีพับลิกัน ซึ่งมีร้อยละ 74 ที่หนุนแนวคิดนี้ เมื่อเทียบกับพรรคเดโมแครตที่หนุนแนวคิดนี้ร้อยละ 69
เจมส์ บอสเซอร์เดต วิศวกรเครื่องกลวัย 60 ปีจากรัฐเทนเนสซี ผู้ลงคะแนนให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จากพรรครีพับลิกันในการเลือกตั้งปี 2024 กล่าวว่า โดยส่วนใหญ่แล้วเขาต้องการให้รัฐบาลสหรัฐฯ มีบทบาทน้อยลงในชีวิตของชาวอเมริกัน แต่การปราบปรามบริษัทโซเชียลมีเดียถือเป็นข้อยกเว้น
"ต้องมีใครสักคนทำมัน" เขากล่าวถึงการกำหนดข้อจำกัดบนโซเชียลมีเดียสำหรับเด็ก "มันเป็นหน้าที่ของรัฐบาลหรือเปล่า? ผมไม่อยากให้มันเป็น แต่ผมคิดว่ามันอาจจะต้องเป็น"
จนถึงขณะนี้ สภาคองเกรสของสหรัฐฯ ยังไม่ได้ผ่านกฎหมายที่มุ่งคุ้มครองเด็กบนโซเชียลมีเดีย
ผลสำรวจของ Reuters/Ipsos พบว่า ชาวอเมริกันส่วนใหญ่ถึงร้อยละ 85 คิดว่าโซเชียลมีเดียสามารถทำให้เด็กเสพติดได้ และในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกันคิดว่าการใช้งานอาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพจิตของเด็ก ด้าน คริสโตเฟอร์ เฉิน วัย 34 ปี ชาววอชิงตัน ดี.ซี. กล่าวว่า เขาคิดว่าบริษัทโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมากต่อวัยรุ่น พร้อมเสริมว่าบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ควบคุมสิ่งที่ผู้ใช้เห็นบนแอปมากเกินไป
"ผมไม่รู้ว่ากฎระเบียบจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร แต่มันต้องมีบางอย่างที่รัฐบาลต้องทำเพื่อคุ้มครองประชาชน" เฉิน ซึ่งลงคะแนนให้ กมลา แฮร์ริส คู่แข่งจากพรรคเดโมแครตของทรัมป์ในปี 2024 กล่าว
พอลลา ดิกก์ วัย 73 ปี ซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐแคนซัสและลงคะแนนให้ทรัมป์ในปี 2024 กล่าวว่า บริษัทโซเชียลมีเดียควรทำหน้าที่ได้ดีกว่านี้ในการกันเด็กๆ ออกจากเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม พร้อมเสริมว่าควรมีการกำกับดูแลมากขึ้นจากรัฐบาลต่อแอปที่เด็กใช้ ดิกก์บอกว่าเธอไม่อนุญาตให้หลานๆ ใช้ YouTube เวลาที่เธอดูแลพวกเขา แต่พวกเขาก็ยังหาวิธีเข้าถึงมันได้อยู่ดี
"พวกเขามีวิธีหลีกเลี่ยงการบล็อกที่พ่อแม่ตั้งไว้ในโทรศัพท์" เธอกล่าว "พวกเขาฉลาดทีเดียวในเรื่องพวกนี้"
อย่างไรก็ตาม ชาวอเมริกันยังระบุว่า พวกเขาชอบโซเชียลมีเดียมาก โดยร้อยละ 70 ระบุว่าเวลาที่ใช้บนแพลตฟอร์มนั้นสนุกสนาน ในขณะที่มีเพียงร้อยละ 35 ที่บอกว่ามันทำให้พวกเขารู้สึกเครียด ประชาชนมีความคิดเห็นแตกแยกกันในเรื่องที่ว่าตนเองใช้งานมากเกินไปหรือไม่ โดยร้อยละ 52 บอกว่าตนเองใช้เวลาบนโซเชียลมีเดียมากเกินไปในแต่ละวัน ขณะที่ร้อยละ 43 บอกว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ทั้งนี้ ผลการสำรวจของ Reuters/Ipsos ซึ่งจัดทำผ่านช่องทางออนไลน์ ได้สอบถามผู้ใหญ่ชาวอเมริกันจำนวน 4,505 คน โดยมีขอบเขตความคลาดเคลื่อน (Margin of Error) อยู่ที่บวกลบ 2 จุด
ที่มา รอยเตอร์


