หลังจากประชาชนชาวกัมพูชา "บอยคอตต์' สินค้าญี่ปุ่นที่ผลิตโดยโรงงานต่างๆในประเทศไทย สื่อมวลชนเขมรอ้างว่าทาง "ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน" หนึ่งในบริษัทข้ามชาติสัญชาติญี่ปุ่น ที่ใหญ่ที่สุดและทรงอิทธพลที่สุด เวลานี้กำลังศึกษาโครงการสำหรับการลงทุนจัดตั้งโรงงานโดยตรงในกัมพูชา
เว็บไซต์ข่าวเคบีเอ็น อ้างด้วยว่าการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การค้าที่น่าประหลาดใจครั้งนี้ของทางไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ไม่ได้แค่แสดงให้เห็นถึงอิทธิพลแห่งจิตวิญญาณชาตินิยมของประชาชนชาวกัมพูชา ที่สนับสนุนผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณทางในบวกครั้งใหม่ในการดึงดูดการลงทุนของต่างชาติมายังกัมพูชา ในช่วงเวลาที่ตลาดนำเข้าจากบรรดาประเทศเพื่อนบ้านกำลังเผชิญกับอุปสรรคต่างๆนานาอย่างรุนแรง
รายงานของเคบีเอ็นระบุว่าความคืบหน้าครั้งนี้ เป็นผลจากการประชุมงานอันสำคัญ ณ สำนักงานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา เมื่อวันจันทร์(13ก.ค.) ระหว่าง Chea Vuthy เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนของกัมพูชา กับบรรดาผู้แทนระดับสูงของไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ที่นำโดยนายทาเคโนบุ ยามาโมโตะ ผู้อำนวยการฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศ
สื่อมวลชนกัมพูชาอ้างว่าในโอกาสนี้ บรรดาตัวแทนของไลอ้อน คอร์ปอเรชัน แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจอย่างชัดเจน ในการดำเนินการศึกษาครั้งใหญ่ เกี่ยวกับการลงทุนจัดตั้งโรงงานของตนเองในกัมพูชา พร้อมเน้นย้ำว่า ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน เป็นหนึ่งในกลุ่มบริษัทที่เก่าแก่ที่สุดและใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1891
บริษัทแห่งนี้มีความเชี่ยวชาญขั้นสูงและเป็นที่ยอมรับทั่วทั้งเอเชียในด้านการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภคในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นแชมพู, น้ำยาซักผ้า, แปรงสีฟันและยาสีฟัน (เจ้าของแบรนด์ดังอย่างโชกุบุสซึ, ซินเท็มมา, โคโดโม และ คิเรอิคิเรอิ) เช่นเดียวกับผลิตภัณฑ์เสริมความงามและสุขอนามัยอื่นๆ
ปัจจุบันบริษัทยักษ์ใหญ่ของญี่ปุ่นแห่งนี้ มีฐานการผลิตที่แข็งแกร่งในหลายประเทศ ในนั้นรวมถึงเวียดนาม, ไทย, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงคโปร์, จีนแผ่นดินใหญ่ และ ไต้หวัน ฯลฯ ทั้งนี้รายงานของเคบีเอ็นนิวส์ ระบุว่าระหว่างการประชุม ทางสำนักงานสภาเพื่อการพัฒนากัมพูชา แสดงจุดยืนสนับสนุนอย่างเต็มที่ และเรียกร้องให้บริษัทต่างๆทำการตัดสินใจอย่างรวดเร็วเกี่ยวกับการเข้ามาลงทุนในกัมพูชา
นอกจากนี้แล้วทาง Chea Vuthy ยังแนะนำให้บริษัทต่างๆหาทำเลที่ตั้งที่เหมาะสมสำหรับจัดตั้งไลน์การผลิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้พิจารณาเลือกตำแหน่งที่ตั้งหนึ่งๆในเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพื่อได้รับสิทธิประโยชน์และสิ่งจูงใจภายใต้กฎหมายว่าด้วยการลงทุนของกัมพูชา
รายงานของเคบีเอ็น อ้างว่าการตัดสินในของ ไลอ้อน คอร์ปอเรชัน ที่เบี่ยงเรดาร์สู่การมาจัดตั้งโรงงานในกัมพูชา เป็นการแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เวลานี้กระแสบอยคอตต์สินค้าญี่ปุ่นที่ผลิตในไทย โดยพวกผู้บริโภคกัมพูชา กลายเป็นแรงกดดันทางเศรษฐกิจใหญ่หลวง ที่บีบให้บรรดาบริษัทข้ามชาติทั้งหลาย จัดตั้งโรงงานของตนเอง(ผลิตในกัมพูชา) ถ้าพวกเขาไม่อยากสูญเสียตลาดที่มีศักยภาพแห่งหนึ่งไป
เคบีเอ็น ปิดท้ายว่าประชาชนชาวกัมพูชาและบรรดาผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจ ต่างหวังเป็นอย่างยิ่งว่าโครงการการลงทุนขนาดใหญ่เช่นนี้ในเขตเศรษฐกิจพิเศษ จะมีการเปิดตัวอย่างเป็นทางการในไม่ช้า ซึ่งมันจะช่วยเพิ่มความเป็นอิสระของสินค้าอุปโภคบริโภคประจำวันของกัมพูชาและสร้างงานหลายพันอัตราแก่พลเรือนกัมพูชา
(ที่้มา:เคบีเอ็น)


