xs
xsm
sm
md
lg

เหมือนไม่อยากจบ!ทรัมป์บีบชาติมุสลิมฟื้นสัมพันธ์อิสราเอล แลกสหรัฐฯทำข้อตกลงยุติสงครามกับอิหร่าน

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: ผู้จัดการออนไลน์



ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ เปิดเผยในวันจันทร์(25พ.ค.) ได้ขอให้ซาอุดีอาระเบีย, กาตาร์, ปากีสถาน, ตุรกี, อียิปต์ และ จอร์แดน เข้าร่วมในช้อตกลงอับราฮัมอย่างพร้อมเพรียงกัน ในการคืนสัมพันธ์อันปกติกับอิสราเอล ขณะที่เขาพยายามเจรจาข้อตกลงหนึ่งๆเพื่อยุติสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตามมันถูกปฏิเสธทันควันจากปากีสถาน ชาติคนกลางการเจรจา เช่นเดียวกับอิหร่าน

ปากีสถานและอิหร่านปฏิเสธข้อเสนอนี้ ส่วนชาติอื่นๆจนถึงตอนนี้ยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองต่อสาธารณะต่อข้อเรียกร้องของทรัมป์ และการตอบสนองในทางบวกใดๆดูเหมือนจะไม่มีความเป็นไปได้ ครั้งที่ความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจอิสราเอลในบรรดาชาติมุสลิมเหล่านี้ยังอยู่ในระดับสูง ต่อกรณีที่รัฐยิวปฏิบัติการทางทหารในฉนวนกาซา

ทรัมป์ เปิดเผยว่าในวันเสาร์(23พ.ค.) เขาได้พูดคุยกับพวกผู้นำของประเทศต่างๆเหล่านี้ เช่นเดียวกับสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ซึ่งได้ลงนามในข้อตกลงอับราฮัม ชุดข้อตกลงเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์กับอิสราเอล ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

"ผมขอร้องอย่างเด็ดขาดให้ทุกประเทศลงนามในข้อตกลงอับราฮัมโดยทันที และถ้าอิหร่านลงนามในข้อตกลงกับผม ในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา มันจะเป็นเกียรติที่จะมีพวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของแนวร่วมระดับโลกที่ไม่มีใครเทียบได้" ทรัมป์เขียนบนทรูธโซเชียล พร้อมอ้างว่า ทุกอย่างที่สหรัฐฯได้ทำไปเพื่อพยายามรวบรวมชิ้นส่วนปริศนาที่ซับซ้อนนี้เข้าด้วยกัน

ถ้อยแถลงของทรัมป์สะท้อนให้เห็นว่าเขามีความพยายามใช้ข้อตกลงหยุดยิงอิหร่าน เป็นการทูตสำหรับผลักอันข้อตกลงอับราฮัมในวงกว้าง ตามความเห็นของแหล่งข่าวปากีสถานที่ใกล้ชิดกับประเด็นนี้ แต่แหล่งข่าวปากีสถานบอกว่าทั้ง 2 ประเด็นไม่เกี่ยวข้องกันและไม่สามารถทำได้ "ปากีสถานไม่มีข้อผูกมัดใด ๆ ที่จะต้องปฏิบัติตามข้อเรียกร้องดังกล่าว"

ทำเนียบนายกรัฐมนตรีของเบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ยังไม่ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับโพสต์ของทรัมป์ แต่ทางกระทรวงการต่างประเทศของอิหร่านได้ออกแถลงการณ์ตอบโต้ข้อเรียกร้องของผู้นำสหรัฐฯ อย่างดุเดือด โดยย้ำจุดยืนไม่ยอมรับการมีอยู่ของรัฐอิสราเอลอย่างเด็ดขาด

"สาธารณรัฐอิสลามอิหร่านไม่เคยและไม่มีวันยอมรับอิสราเอล เนื่องจากเป็นองค์กรที่ผิดกฎหมายและเป็นผู้ยึดครองดังนั้น การสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับระบอบการปกครองที่แย่งชิงดินแดนและฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ซึ่งเป็นต้นตอที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของความไร้เสถียรภาพและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติในภูมิภาคนี้ จึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้" ถ้อยแถลงระบุ

กระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ระบุต่อว่า "มันยังดีเสียกว่าสำหรับอิหร่าน ซึ่งเป็นอารยธรรมที่มีอยู่อย่างยืนยงมานานหลายพันปี จะยอมพลีชีพและล่มสลายไปพร้อมกันทั้งประเทศ ดีกว่าที่จะต้องไปสร้างความสัมพันธ์ทางการทูต หรือความสัมพันธ์ใด ๆ กับผู้ที่เข่นฆ่าชาวมุสลิม"

ทรัมป์ บอกว่า 1 หรือ 2 ชาติในบรรดาประเทศเหล่านี้ ที่เขาพูดคุยด้วย อาจมีเหตุผลที่จะไม่เข้าร่วม แต่ส่วนใหญ่ "พร้อม มีความตั้งใจ ซึ่งมันจะทำให้การเจรจาข้อตกลงกับอิหร่านครั้งนี้เป็นเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น แต่มิเช่นนั้นแล้ว มันจะเป็นอย่างอื่น"

สำหรับ ซาอุดีอาระเบีย สถานที่กำเนิดศาสนาอิสลามและผู้ดูแลสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดสองแห่ง อันได้แก่นครเมกกะและเมดินา การรับรองอิสราเอลจะเป็นมากกว่าหลักชัยทางการทูต เนื่องจากมีประเด็นความมั่นคงที่อ่อนไหวมากๆ ที่เกี่ยวข้องกับการคลี่คลายหนึ่งในความขัดแย้งที่เก่าแก่ที่สุดและควบคุมยากที่สุดในภูมิภาค

จุดยืนของซาอุดีอาระเบียคือจะไม่ลงนามในข้อตกลงดังกล่าว จนกว่าจะมีข้อตกลงหนึ่งๆในโร้ดเแมป สำหรับการมุ่งหน้าสู่ความเป็นรัฐของปาเลสไตน์ ส่วนอียิปต์, จอร์แดน และตุรกี ต่างมีความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลอยู่ก่อนแล้ว ทว่าความสัมพันธ์ดังกล่าวตึงเครียดขึ้น นับตั้งแต่สงครามในกาซาปะทุขึ้น

ทรัมป์ ยังบอกด้วยว่าการเจรจากับอิหร่าน "กำลังเดินหน้าไปด้วยดี" แต่ไม่ได้บ่งชี้ใดๆว่าใกล้ได้ข้อตกลงแล้ว

วุฒิสมาชิก ลินด์ซีย์ เกรแฮม พันธมิตรเก่าแก่ของทรัมป์ อ้าแขนรับแนวคิดโยงอิหร่านเข้ากับข้อตกลงอับราฮัม บางอย่างที่อาจนำไปสู่การบูรณการระดับภูมิภาค และก่อขุมพลังสำหรับโอกาสทางเศรษฐกิจ ขณะที่คนอื่นๆมองว่ายุทธศาสตร์นี้เป็นบางอย่างที่ทำให้ข้อตกลงอิหร่าน เป็นที่ยอมรับมากขึ้น สำหรับผู้เคลือบแคลงสงสัย

ทรัมป์ เน้นย้ำว่าเขาต้องการขยายข้อตกลงที่เขาเป็นคนกลางครั้งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯสมัยแรก ทั้งนี้สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์และบาห์เรน ร่วมลงนามระหว่างที่ ทรัมป์ นั่งเก้าอี้สมัยแรกในปี 2020 ทำลายข้อห้ามที่มีมายาวนานด้วยการเป็นรัฐอาหรับกลุ่มแรกที่ให้การรับรองอิสราเอลในรอบ 25 ปี ก่อนที่ โมร็อกโกและซูดาน จะดำเนินการตามอย่างในเวลาต่อมา

(ที่มา:รอยเตอร์)