สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า กองทัพสหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper ไปมากถึง 30 ลำนับตั้งแต่เริ่มต้นความขัดแย้งกับอิหร่าน หรือคิดเป็นเกือบ 1 ใน 5 ของฝูงโดรนรีปเปอร์ทั้งหมดที่มีในช่วงก่อนสงคราม และมีมูลค่าเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่ถูกทำลายหรือเสียหายอย่างหนักจากการโจมตีของอิหร่าน
โดรน MQ-9 Reaper สามารถปฏิบัติภารกิจได้ทั้งลาดตระเวนและโจมตี แต่ละลำมีราคาโดยประมาณกว่า 30 ล้านดอลลาร์ และบริษัท General Atomics ได้หยุดการผลิตโดรนรุ่นนี้ไปเมื่อปีที่แล้ว แม้ว่าจะยังคงมีการผลิตโดรนรุ่นอื่นๆ เพื่อจำหน่ายให้กับลูกค้าต่างประเทศอยู่
ในบทความเมื่อวันพฤหัสบดีที่แล้ว (21 พ.ค.) บลูมเบิร์กอ้างแหล่งข่าวที่ไม่เปิดเผยชื่อว่า “อิหร่านได้ทำลายโดรน MQ-9 Reaper ที่กองกำลังสหรัฐฯ ใช้ไปแล้ว 20 กว่าลำ" ตั้งแต่สงครามเริ่มต้นขึ้นในช่วงปลายเดือน ก.พ.
บลูมเบิร์กรายงานว่า แม้ว่าโดรนจำนวนมากจะถูกยิงตกโดยระบบป้องกันภัยทางอากาศของอิหร่าน แต่ก็มีโดรนบางส่วนที่สูญเสียไปบนพื้นดินอันเป็นผลมาจากการโจมตีด้วยขีปนาวุธ รวมถึงอุบัติเหตุต่างๆ
พลโท เดวิด เทเบอร์ รองประธานคณะเสนาธิการทหารฝ่ายวางแผนและโครงการของเพนตากอน กล่าวว่า ปัจจุบันฝูงบินโดรน MQ-9 Reaper ของสหรัฐฯ ลดลงเหลือประมาณ 135 ลำ ซึ่งต่ำกว่าจำนวนขั้นต่ำที่กองทัพอากาศกำหนดไว้ที่ 189 ลำเป็นอย่างมาก
เมื่อต้นเดือนนี้ หน่วยงานวิจัยของสภาคองเกรสสหรัฐฯ (Congressional Research Service) ซึ่งเป็นหน่วยงานวิจัยที่ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใดของหอสมุดรัฐสภาที่ทำงานกับเอกสารโอเพนซอร์ส ได้ออกรายงานชื่อ ‘ความสูญเสียในการรบของเครื่องบินสหรัฐฯ ในปฏิบัติการ Epic Fury’ เอกสารดังกล่าว อ้างอิง “บทความข่าว” ที่ไม่ระบุแหล่งที่มา และประเมินว่ากองทัพสหรัฐฯ สูญเสียโดรน MQ-9 Reaper ไป 24 ลำ และ MQ-4C อีก 1 ลำ
การรวบรวมดังกล่าวประกอบด้วยอากาศยานของสหรัฐฯ ทั้งหมด 42 ลำ รวมถึงเครื่องบินขับไล่ F-15E จำนวน 4 ลำ เครื่องบินขับไล่ F-35A จำนวน 1 ลำ เครื่องบินโจมตีภาคพื้นดิน A-10 Thunderbolt II จำนวน 1 ลำ เครื่องบินเติมเชื้อเพลิง KC-135 Stratotanker จำนวน 7 ลำ และเฮลิคอปเตอร์อีก 1 ลำ
เมื่อวันอังคารที่แล้ว (19) จูลส์ เฮิร์สต์ รักษาการผู้ควบคุมการเงินของกระทรวงกลาโหม กล่าวต่อหน้าคณะอนุกรรมการจัดสรรงบประมาณด้านกลาโหมของสภาผู้แทนราษฎรว่า ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านได้เพิ่มขึ้นจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ที่ 25,000 ล้านดอลลาร์ เป็น 29,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจาก “ค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่ปรับปรุงใหม่” และปัจจัยอื่นๆ
ที่มา: RT


