xs
xsm
sm
md
lg

ความก้าวหน้าอย่างระมัดระวังและผลดีที่ได้รับกันทั้งสองฝ่ายจาก ‘ซัมมิตทรัมป์-สี’

เผยแพร่:   ปรับปรุง:   โดย: เหยียน เบนเนตต์


ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ (ขวา) จับมือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน บริเวณหน้ามหาศาลาประชาชนในกรุงปักกิ่ง เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2026
(เก็บความจากเอเชียไทมส์ https://asiatimes.com/2026/05/trump-xi-summits-cautious-progress-and-subtle-win-wins/)

Trump-Xi summit’s cautious progress and subtle win-wins
by Yan Bennett
17/05/2026

ซัมมิตระหว่างทรัมป์กับสีที่ปักกิ่ง ล้มเหลวไม่สามารถก่อให้เกิดการทะลวงผ่าทางตันอย่างใหญ่โตใดๆ ขึ้นมาได้ แต่ก็ส่งสัญญาณความก้าวหน้าหลายอย่างหลายประการทั้งทางด้านการค้า, กลาโหม, และบางทีกระทั่งเรื่องไต้หวันด้วย

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เดินทางออกจากจีนเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2026 ภายหลังการประชุมซัมมิตเป็นเวลา 2 วัน [1] กับผู้นำจีน สี จิ้นผิง ซึ่งได้รับการพินิจพิเคราะห์อย่างถี่ถ้วนทุกแง่มุมเพื่อค้นหาร่องรอยที่สามารถบ่งชี้ว่าความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติยักษ์ใหญ่นี้กำลังมุ่งหน้าไปทางไหน

ทรัมป์กล่าวยกย่องทริปเดินทางเที่ยวนี้ของเขาว่า “ยอดเยี่ยมเหลือเชื่อ” [2] ขณะที่ สี บอกว่า มันเป็นหลักหมายของ “ความสัมพันธ์ทวิภาคีแบบใหม่” [3] อย่างไรก็ตาม พวกผู้สังเกตการณ์รายอื่นๆ มีความเห็นอย่างกระตือรือร้นน้อยกว่านี้ โดยชี้ว่าไม่มีหลักฐานให้เห็นเลยว่ามีการทะลวงผ่าทางตันอย่างสำคัญใดๆ [4] ณ การพบปะหารือของผู้นำทางการเมืองทรงอำนาจที่สุดของโลก 2 รายนี้ ถึงแม้ได้ถูกหลายๆ ฝ่ายคาดการณ์วาดหวังกันเอาไว้มาก

เหยียน เบนเนตต์ (Yan Bennett) ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์สหรัฐฯ-จีน [5] และเป็นผู้เขียนหนังสือเรื่อง “American Policy Discourses on China” [6] (วาทกรรมนโยบายอเมริกันว่าด้วยจีน) สรุปสาระสำคัญ 3 ประเด็นใหญ่จากซัมมิตครั้งนี้ในทัศนะของเธอ เอาไว้ดังนี้


เรื่องไต้หวัน: มีการพูดจาแข็งกร้าว (กันบ้าง) แต่ยังเน้นหนักเรื่องรักษาสถานะเดิม

ไม่มีใครคาดหมายกันจริงๆ จังๆ ว่า จะมีความเคลื่อนไหวอะไรมากมายในเรื่องเกี่ยวกับไต้หวัน –ซึ่งจีนแผ่นดินใหญ่อ้างว่าเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของตน [7] — ถึงแม้เป็นที่ชัดเจนว่าปักกิ่งย่อมปรารถนาที่จะให้สหรัฐฯแสดงจุดยืนอันหนักแน่นยิ่งขึ้นในการคัดค้านไม่ให้เกาะแห่งนี้เคลื่อนไหวไปในหนทางประกาศเอกราช หรือไม่เช่นนั้นก็ให้สหรัฐฯแสดงการเรียกร้องต้องการให้ไต้หวันกลับมารวมชาติกับจีนแผ่นดินใหญ่เสียเลย

ดังนั้น สิ่งที่เราได้เห็นก็คือการที่ปักกิ่งกล่าวย้ำว่าไต้หวันยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่มีความสำคัญยิ่งยวด และเรื่องนี้ถือเป็นผลประโยชน์แกนกลางของจีนแผ่นดินใหญ่ สี นั้นเน้นหนักเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกของการประชุมซัมมิตครั้งนี้ [8] ทีเดียว โดยชี้ว่า “คำถาม” เรื่องไต้หวัน ยังคง “เป็นประเด็นปัญหาที่สำคัญที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ” และการจัดการอย่างผิดลาดพลาดใดๆ ในเรื่องนี้ อาจนำไปสู่ “การกระทบกระทั่งกัน และกระทั่งการสู้รบขัดแย้งกัน”

แต่การแสดงท่าทีเช่นนี้มีจุดมุ่งหมายอยู่ 2 อย่าง อย่างแรกเลย สี มีท่านผู้ชมภายในประเทศที่เขาจำเป็นต้องให้ความสำคัญ โดยที่เรื่องไต้หวันถูกถือเป็นเรื่องสำคัญมานานแล้วในวาทกรรมของฝ่ายจีน พรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นมีสมาชิกพรรคอยู่ราวๆ 100 ล้านคน [9] พวกเขาเหล่านี้จำนวนมากทีเดียว มีความคาดหวังให้ สี พูดจาแข็งกร้าวกับไต้หวัน –และเป็นผู้คนเหล่านี้นี่เอง ที่ เขากำลังพูดจาด้วยเป็นส่วนใหญ่

แต่เขาก็กำลังส่งสัญญาณไปยังสหรัฐฯเช่นกันว่าพวกเขาไม่ควรสนับสนุนให้ไต้หวันประกาศเอกราช และนี่ก็จะไม่สร้างความขุ่นเคืองใจใดๆ ขึ้นมาในวอชิงตัน อันที่จริงแล้ว ในเอกสาร “ยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติปี 2025” (2025 National Security Strategy) [10] ของคณะบริหารทรัมป์ ได้เน้นเอาไว้ด้วยซ้ำว่า สหรัฐฯคัดค้านการกระทำแต่เพียงฝ่ายเดียวในเรื่องไต้หวัน “ไม่ว่าจากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด” –นี่เป็นสัญญาณส่งไปถึงปักกิ่งว่า วอชิงตันคัดค้านการประกาศเอกราชของไต้หวันนั่นเอง

ทรัมป์ไม่ได้เอ่ยถึงดีลขายอาวุธให้ไต้หวัน แต่นโยบายของสหรัฐฯที่ประกาศอย่างเปิดเผยมาตั้งแต่สมัยคณะบริหารของประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน [11] ก็คือว่า พวกเขาจะไม่ยินยอมให้ปักกิ่งเข้ามาเกี่ยวข้องกับการอภิปรายหารือในเรื่องอาวุธที่วอชิงตันจะขายให้แก่ไต้หวันเลย

และเรื่องนี้ยังคงไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรทั้งสิ้น เช่นเดียวกับพันธกรณีของสหรัฐฯต่อไต้หวันนับตั้งแต่ปี 1979 เป็นต้นมา [12] ที่กำหนดให้สหรัฐฯต้องจัดหาอาวุธเพื่อการป้องกันตัวให้แก่เกาะแห่งนี้

หากตัดเรื่องถ้อยคำโวหารทิ้งไปแล้ว ทุกๆ คนทุกๆ ฝ่ายต่างมีความยินดีพอใจกับการคงสถานะเดิมในเรื่องไต้หวันเอาไว้ --การทำให้มันเกิดความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ให้ผลประโยชน์แก่ใครเลย

อย่างไรก็ดี การพูดจาเกี่ยวกับไต้หวันกำลังเกิดความสับสนคลุมเครือไปบ้างเล็กน้อย จากการที่ สี มีความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะปรับปรุงยกระดับกองทัพปลดแอกประชาชนจีนให้มีความทันสมัยล้ำยุค [13] ประธานาธิบดีจีนผู้นี้ได้วางมาตรวัดความสำเร็จต่างๆ ชุดหนึ่งขึ้นมา ซึ่งประการหนึ่งก็คือ กองทัพปลดแอกประชาชนจีนควรที่จะมีศักยภาพในการเข้ารุกรานไต้หวันได้ภายในปี 2027

เรื่องนี้ได้รับการตีความอย่างผิดพลาดในสหรัฐฯ ภายใต้แนวความคิดที่เรียกกันว่า “กรอบเวลาเดวิดสัน” (Davidson window) [14] ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ระบุว่า จีนมีความตั้งใจที่จะทำการรุกรานไต้หวันภายในเวลาดังกล่าว

ในความเป็นจริงแล้ว จีนไม่ได้มีความสามารถอะไรใกล้เคียงกับการทำดังเช่นว่านี้เลย ทั้งนี้ แดนมังกรไม่ได้มี “กองนาวีทะเลลึก” (blue water navy) [15] ที่สามารถปฏิบัติการได้โดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากท่าเรือ ขณะเดียวกันเกาะไต้หวันก็มีสภาพภูมิประเทศที่ทำให้รุกรานลำบาก –โดยมีเพียง 2 พื้นที่เท่านั้นที่คุณสามารถเทียบท่าขึ้นฝั่งได้ แถมทำได้เพียงเฉพาะในช่วงเวลาที่แน่นอนของแต่ละปีอีกด้วย

นอกจากนั้น เกาะแห่งนี้ยังอุดมไปด้วยพื้นที่ภูเขา ไต้หวันกำลังสร้างแนวป้องกันของตนขึ้นมาอย่างช้าๆ [16] และกำลังเรียนรู้บทเรียนจำนวนมากจากสงครามที่ยูเครนทำกับรัสเซีย ด้วยความตั้งใจที่จะทำให้ตัวเองกลายเป็นสิ่งที่จีน “เคี้ยวกลืนไม่ไหว”

ตารางเวลาในการปรับปรุงกองทัพให้ทันสมัยของ สี มีการระบุว่า กองทัพปลดแอกประชาชนจีนควรที่จะก้าวขึ้นเป็น “กองทัพระดับเวิลด์คลาส” [17] –กล่าวคือ ไล่ทันจนมีความทัดเทียมกับสหรัฐฯภายในปี 2049 แต่จากข้อเท็จจริงที่ว่าจีนใช้จ่ายในด้านความมั่นคงายในประเทศมากกว่าด้านการป้องกันประเทศเสียอีก บ่งชี้ให้เห็นว่าผลความสนใจที่แท้จริงของพรรคคอมมิวนิสต์จีนนั้นวางเอาไว้ที่ตรงไหนกันแน่ – นั่นคืออยู่ที่ความมั่นคงภายในประเทศ มากกว่าขีดความสามารถในการสู้รบภายนอกประเทศ

การค้า: ปรับลดความคาดหวังให้ต่ำลง

ภาพใหญ่มีอยู่ว่า สหรัฐฯกับจีนกำลังพยายามกลับมาสร้างเสถียรภาพขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในสิ่งที่จวบจนกระทั่งเพียงไม่นานมานี้เอง [18] ต้องถือเป็นความสัมพันธ์ระหว่างกันที่ดีมาก เมื่อพิจารณาจากสายสัมพันธ์ต่างๆ ในทางเศรษฐกิจ

ในการบรรลุถึงขนาดขอบเขตดังกล่าวนี้ทั้งสองฝ่ายต่างมีลำดับความสำคัญที่ชัดเจนของตนเอง กล่าวคือ จีนต้องการได้ตลาดอเมริกันอย่างที่ตนเองเคยเข้าถึงเมื่อช่วงทศวรรษ 1990 และต้นทศวรรษ 2000 –และแน่นอนทีเดียวกัน มันเป็นสิ่งที่กลับเป็นตรงกันข้ามกับแนวโน้มซึ่งเกิดขึ้นมานับตั้งแต่สงครามการค้าเมื่อปี 2018 [19]

สำหรับทางด้านทรัมป์นั้น นับตั้งแต่คณะบริหารในสมัยแรกของเขา ก็ประกาศตัวออกมาอย่างชัดเจนแล้วว่า เขามองเรื่องที่จีนมีอำนาจเข้าควบคุมห่วงโซ่อุปทานต่างๆ และการเกิดภาวะไม่สมดุลทางการค้า ว่าเป็นประเด็นปัญหาความมั่นคงแห่งชาติอย่างหนึ่ง นอกจากนั้นแล้ว วอชิงตันยังต้องการที่จะแก้ไขการปฏิบัติทางการค้าต่างๆ ซึ่งไม่เป็นธรรม เป็นต้นว่า การที่ฝ่ายจีนกำหนดเรียกร้องให้พวกบริษัทอเมริกันซึ่งเข้าไปดำเนินงานในแดนมังกร ต้องยอมส่งมอบพิมพ์เขียว, ความลับทางการค้า, รายชื่อลูกค้า, แผนการตลาด, และอื่นๆในการดำเนินงาน [20]

แล้วในซัมมิตครั้งนี้ สามารถทำความตกลงอะไรกันได้บ้าง? เมื่อมองจากเปลือกนอกแล้ว ต้องบอกว่าน้อยอย่างยิ่ง มีความเคลื่อนไหวบางอย่างบางประการในเรื่องการขายเนื้อวัวสหรัฐฯ [21] ให้จีน นอกจากนั้น ทรัมป์ได้ประกาศว่าปักกิ่งจะซื้อเครื่องบิน 200 ลำจากโบอิ้ง [22] –แต่นี่ก็ต่ำลงมาเยอะจากจำนวน 500 ลำที่เคยถูกป่าวร้องเอาไว้ในรายงานต่างๆ ของสื่อมวลชนก่อนหน้านี้ นอกจากนั้นบริษัทจีนจำนวนมากยังตกลงเห็นชอบที่จะซื้อไมโครชิปชองอินวิเดีย [23] –ทว่านี่ย่อมถือเป็นความต่อเนื่องของกระบวนการที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ตอนปลายปี 2025

นี่ดูไม่ได้มากมายอะไร และมันกำลังบอกเล่าว่าตัวทรัมป์เองในคราวนี้ ไม่ได้สามารถประสบผลสำเร็จระหว่างการประชุมซัมมิต ใน “ลักษณะแห่งความเป็นโดนัลด์ ทรัมป์” อย่างที่เลื่องลือกัน ทั้งนี้ เขาไม่ได้กำลังให้สัญญาลมๆ แล้งๆ ขายฝันขายอนาคตโอฬารอะไรใหญ่โต

แต่จุดที่สำคัญอยู่ตรงที่ว่า สี กับ ทรัมป์ เห็นชอบให้จัดตั้ง คณะกรรมการการค้า (Board of Trade) และ คณะกรรมการการลงทุน (Board of Investment) [24] ขึ้นมา –เป็นการแสดงความมุ่งมั่นตั้งใจที่จะสร้างเส้นทางต่อไปข้างหน้า เพื่อให้เกิดการค้าเพิ่มมากขึ้นในระยะหลายๆ เดือนต่อจากนี้ไป

จุดที่จะต้องโฟกัสกันมากได้แก่เรื่องของเทคโนโลยี จีนนั้นถูกสหรัฐฯทิ้งห่างเอาไว้เบื้องหลังราวๆ 18 เดือนในเรื่องการพัฒนาไมโครชิป บางคนตั้งคำถามขึ้นมา [25] ว่าพวกบริษัทสหรัฐฯสมควรขายชิปให้แก่จีนหรือ ในท่ามกลางความหวาดกลัวเรื่องจีนอาจโจรกรรมสิทธิทรัพย์สินทางปัญญา ตลอดจนจะมีความสามารถในการนำเอาชิปเทคโนโลยีระดับสูงล้ำยิ่งขึ้นไปใช้ในด้านกลาโหม

จุดยืนของสหรัฐฯคือ สหรัฐฯไม่สามารถยินยอมให้ หัวเว่ย—ยักษ์ใหญ่เทเลคอมของจีน—เข้าเทคโอเวอร์ตลาดจีนไปทั้งหมดได้ ดังนั้น สหรัฐฯจะยินยอมเปิดทางให้อินวิเดียขายชิปในจีน เพื่อแข่งขันกับหัวเว่ย แต่ก็ต้องเป็นชิปในระดับที่เหมาะสม นั่นคือ ไม่ใช่รุ่นล้ำยุคที่สุดของบริษัท

เรื่องทางทหาร: วอชิงตันต้องการให้มีการพูดจากัน

ระหว่างสงครามเย็น สหภาพโซเวียตกับสหรัฐฯคอยเปิดให้สายการติดต่อสื่อสารทางทหารเปิดเอาไว้อยู่เสมอ [26] เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุการณ์วิบัติหายนะขึ้นมา แต่เรื่องการเปิดช่องทางติดต่อทางทหารเอาไว้เช่นนี้ ไม่ได้เกิดขึ้นในกรณีของปักกิ่งกับวอชิงตัน เราเคยพบเห็นว่าเมื่อปี 2001 เกิดกรณีเครื่องบินสหรัฐฯลำหนึ่งชนกับเครื่องบินขับไล่ของจีน [27] และในปี 2023 ก็เกิดเหตุอีกครั้งหนึ่งคือกรณีบัลลูนสืบความลับของจีนลอยข้ามอเมริกา [28]

เวลานี้ วอชิงตันกำลังหาทางเปิดสายการติดต่อสื่อสารกันในเรื่องกิจการทางทหารขึ้นมาใหม่ และบางทีนี่อาจจะเป็นเหตุผลที่ทำไมรัฐมนตรีกลาโหมสหรัฐ พีท เฮกเซธ จึงร่วมอยู่ในคณะเดินทางไปปักกิ่งทริปนี้ด้วย จริงๆ แล้ว มันเป็นเรื่องผิดปกติเอามากๆ ที่มีรัฐมนตรีกลาโหมเข้าร่วมการประชุมซัมมิตลักษณะนี้

ไม่ใช่เป็นเพราะทรัมป์เชื่อว่าเขาต้องการความช่วยเหลือของจีนในเรื่องเกี่ยวกับการทหารหรอก เขาพูดเป็นที่กระจ่างชัดเจนแล้วเมื่อถูกพวกผู้สื่อข่าวสอบถามก่อนหน้าการประชุมซัมมิตครั้งนี้ [29] เกี่ยวกับความเป็นไปได้ในเรื่องความช่วยเหลือจากปักกิ่ง

ในความเป็นจริง แทบไม่มีข่าวอะไรออกมาจากซัมมิตคราวนี้เลยในเรื่องอิหร่าน ทั้งนี้ จีนวิพากษ์วิจารณ์สหรัฐฯ [30] ในเรื่องสงครามครั้งนี้ แต่ก็กำลังบอกกล่าวเตหะรานอย่างเงียบๆ เช่นกันให้ยุติการโจมตีใส่พวกประเทศริมอ่าวเปอร์เซีย

ถึงแม้มีบทความบทวิจารณ์บางชิ้นเสนอแนะ [31] ว่า ปักกิ่งได้รับประโยชน์จากการที่สหรัฐฯกำลังติดแหง็กอยู่ในตะวันออกกลาง ทว่าสิ่งที่ สี ต้องการยังคงเป็นหนทางแก้ไขคลี่คลายปัญหานี้ ก่อนหน้าที่ผลกระทบต่อเนื่องทางเศรษฐกิจจะสร้างความลำบากเดือดร้อนขึ้นในประเทศจีน

คลังน้ำมันอิหร่านที่จีนสะสมเอาไว้ จะมีใช้ต่อไปได้อีกเพียงไม่กี่สัปดาห์ แล้วจากนั้นราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นก็จะกระทบจีนอย่างจังและรุนแรง

เหยียน เบนเนตต์ เป็นอาจารย์ผู้สอนอาวุโส ณ มหาวิทยาลัยอเมริกัน (American University) วอชิงตัน ดีซี. สหรัฐฯ เธอยังปฏิบัติงานตำแหน่งตามสัญญาจ้างอยู่ที่สถาบันการต่างประเทศ ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ โดยทำงานให้การศึกษาแก่บรรดานักการทูตสหรัฐฯในเรื่องกิจการข้ามชาติต่างๆ อย่างไรก็ตาม ทัศนะที่แสดงไว้ในที่นี้เป็นของตัวเธอเอง และไม่ได้เป็นตัวแทนของรัฐบาลสหรัฐฯแต่อย่างใด

ข้อเขียนนี้มาจากเว็บไซต์ เดอะ คอนเวอร์เซชั่น https://theconversation.com/ โดยสามารถติดตามอ่านข้อเขียนดั้งเดิมชิ้นนี้ได้ที่ https://theconversation.com/trump-xi-summit-cautious-progress-on-trade-ties-and-some-win-wins-283046

เชิงอรรถ
[1] https://theconversation.com/xi-trump-summit-reset-for-us-chinese-relations-but-tension-over-taiwan-remains-282992
[2] https://www.bbc.com/news/articles/crrpj0ejxp8o
[3] https://www.bloomberg.com/news/articles/2026-05-15/trump-and-xi-begin-second-day-of-talks-in-beijing-s-power-center
[4] https://www.reuters.com/world/china/trump-xi-set-second-day-talks-after-taiwan-warning-2026-05-14/
[5] https://www.american.edu/sis/faculty/ybennett.cfm
[6] https://www.cambridgescholars.com/product/978-1-0364-0812-1
[7] https://theconversation.com/one-china-principle-what-this-interesting-aspect-of-diplomacy-means-for-china-and-taiwan-173008
[8] https://theconversation.com/xi-trump-summit-reset-for-us-chinese-relations-but-tension-over-taiwan-remains-282992
[9]https://english.www.gov.cn/news/202506/30/content_WS686225fbc6d0868f4e8f3bea.html
[10] https://www.whitehouse.gov/wp-content/uploads/2025/12/2025-National-Security-Strategy.pdf
[11] https://www.congress.gov/crs_external_products/IF/PDF/IF11665/IF11665.12.pdf
[12] https://www.brookings.edu/articles/the-taiwan-relations-act/
[13] https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/English-Edition-Archives/September-October-2023/Active-Defense/
[14] https://www.wsj.com/world/china/how-one-mans-prediction-fueled-fears-of-a-2027-taiwan-invasion-f080eab5
[15] https://nationalinterest.org/blog/reboot/what-makes-real-blue-water-navy-heres-list-183441
[16] https://www.worldpoliticsreview.com/wary-of-an-attack-from-china-taiwan-makes-a-40-billion-bet-on-its-defense/
[17] https://www.armyupress.army.mil/Journals/Military-Review/English-Edition-Archives/January-February-2024/Sullivan/
[18] https://www.cfr.org/backgrounders/contentious-us-china-trade-relationship
[19] https://sccei.fsi.stanford.edu/china-briefs/how-did-2018-us-china-trade-war-affect-chinas-exporters
[20] https://www.congress.gov/crs-product/R46532
[21] https://www.nytimes.com/2026/05/14/world/asia/trump-china-beef.html
[22] https://www.reuters.com/business/aerospace-defense/trump-says-china-potentially-buy-750-boeing-planes-2026-05-15/
[23] https://www.reuters.com/business/retail-consumer/us-clears-h200-chip-sales-10-china-firms-nvidia-ceo-looks-breakthrough-2026-05-14/
[24] https://www.nytimes.com/2026/05/15/business/economy/trump-china-deals.html
[25] https://www.atlanticcouncil.org/dispatches/why-exporting-advanced-chips-to-china-endangers-us-ai-leadership/
[26] https://www.armscontrol.org/factsheets/hotline-agreements
[27] https://theaviationist.com/2026/05/12/the-hainan-island-incident-25-years-later/
[28] https://www.nytimes.com/interactive/2023/03/20/science/chinese-space-balloon-incident.html
[29] https://www.reuters.com/world/china/trump-wants-chinas-help-iran-beijing-may-have-other-ideas-2026-05-13/
[30] https://www.nytimes.com/2026/04/14/world/middleeast/xi-iran-war-china.html
[31] https://theconversation.com/4-ways-the-war-in-iran-has-weakened-the-united-states-in-the-great-power-game-279069