ทรัมป์ระบุ พร้อมคุย สี จิ้นผิง ประเด็นอเมริกายังคงขายอาวุธให้ไต้หวัน ระหว่างที่เขาเยือนปักกิ่งในอีก 2-3 วันข้างหน้า ชี้ความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำแดนมังกรจะทำให้จีนละเว้นการบุกเกาะมังกรน้อย ขณะที่ทำเนียบขาวระบุ ตั้งความคาดหวังเอาไว้ต่ำ เรื่องที่ผู้นำสหรัฐฯจะสามารถโน้มน้าวประธานาธิบดีจีน ให้เปลี่ยนท่าทีหันมาช่วยกดดันอิหร่านเพื่อคลี่คลายการสู้รบขัดแย้งในตะวันออกกลาง และตัดสินใจไม่ให้ความเห็นต่างในเรื่องนี้ มาครอบงำเหนือการหาลู่ทางจัดการกับเรื่องยากลำบากอื่นๆ ในความสัมพันธ์อันสลับซับซ้อนของประเทศทั้งสอง
ทำเนียบขาวแถลงเมื่อวันจันทร์ (11 พ.ค.) ว่า ในการเดินทางเยือนจีนอย่างเป็นรัฐพิธีเต็มรูปแบบ (state visit) ในวันพฤหัสบดี (14) จนถึงวันศุกร์ (15) นี้ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำคณะผู้บริหารธุรกิจชั้นนำของสหรัฐฯ ซึ่งรวมถึง อีลอน มัสก์ ซีอีโอเทสลา รวมถึง ทิม คุก ซีอีโอแอปเปิล ร่วมทริปด้วย โดยที่เขาจะไปถึงปักกิ่งตั้งแต่คืนวันพุธ (13) ท่ามกลางความคาดหมายกันว่า การเยือนครั้งนี้จะโฟกัสที่ความหวังของทรัมป์ในการกระตุ้นการค้า
ทางด้านจีนก็แสดงความคาดหวังปรับความสัมพันธ์ระหว่างสองชาติเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดของโลกให้มีเสถียรภาพมากขึ้น
ทรัมป์ ซึ่งออกมาพูดคุยกับพวกผู้สื่อข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาววันจันทร์ เมื่อถูกถามว่า อเมริกาควรขายอาวุธให้ไต้หวันต่อไปหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้เป็นหนึ่งประเด็นที่จีนแสดงความไม่พอใจเรื่อยมา เขาก็หลีกเลี่ยงที่จะตอบตรงๆ โดยบอกว่า จะนำประเด็นนี้ไปหารือกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง
“ประธานาธิบดีสีคงไม่อยากให้เราขาย และผมจะเจรจาเรื่องนี้ด้วย นี่เป็นหนึ่งในหลายๆ เรื่องที่ผมจะหยิบขึ้นมาพูดคุย” ทรัมป์ กล่าว
ทรัมป์นั้น หลังจากเอ่ยพาดพิงเรื่องรัสเซียรุกรานยูเครนแล้ว ก็พูดถึงไต้หวันว่า “ผมไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้น”
“ผมคิดว่าเราจะคุยกันได้ดี ผมมีความสัมพันธ์ที่ดีมากกับประธานาธิบดีสี เขารู้ดีว่าผมไม่ต้องการให้สิ่งนั้นเกิดขึ้น” เขา บอก
กระนั้น ทรัมป์ก็ตั้งข้อสังเกตด้วยว่า สหรัฐฯนั้น “อยู่ห่างไกลออกไปมากๆ” เมื่อเปรียบเทียบกับระยะทางระหว่างจีนและไต้หวัน
ที่ไทเป เมื่อถูกผู้สื่อข่าวสอบถามเกี่ยวกับท่าทีเช่นนี้ของทรัมป์ โฆษกกระทรวงการต่างประเทศไต้หวัน เซียว กวงเหว่ย แถลงว่า คณะบริหารของทรัมป์ยังคงยืนยันการสนับสนุนไต้หวัน ซึ่งรวมถึงการขายอาวุธ โดยที่เพิ่งตกลงขายอาวุธล็อตที่มีมูลค่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 11,000 ล้านดอลลาร์เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา และเสริมว่า ไต้หวันจะกระชับความร่วมมือกับวอชิงตันต่อไป รวมทั้งสร้างเสริมความสามารถในการป้องปรามอย่างมีประสิทธิภาพเพื่อร่วมรักษาสันติภาพและเสถียรภาพในช่องแคบไต้หวัน
สำหรับปฏิกิริยาจากปักกิ่ง กัว เจียคุน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันตามปกติเมื่อวันอังคาร (12) ว่า จีนมีจุดยืนแน่วแน่และชัดเจนในการคัดค้านอเมริกาที่ขายอาวุธให้ไต้หวัน
ปัจจุบัน ถึงแม้อเมริกายอมรับว่าจีนมีเพียงจีนเดียว นั่นคือสาธารณรัฐประชาชนจีนในปักกิ่ง แต่ก็อ้างว่าตามกฎหมายฉบับหนึ่งของอเมริกาเอง กำหนดให้ต้องจัดหาอาวุธเพื่อปกป้องไต้หวัน ซึ่งจีนถือเป็นดินแดนในอธิปไตยของตน
แม้เวลานี้มีเสียงพูดกันในวอชิงตันอยู่บ้าง เรื่องสหรัฐฯควรผ่อนปรนท่าทีหนุนไต้หวันลง เพื่อต่อรองแลกเปลี่ยนกับการให้จีนอ่อนข้อในเรื่องอื่นๆ ทว่ากระแสสนับสนุนไต้หวันในหมู่นักการเมืองอเมริกันยังถือว่าแรงกล้ามาก
ดังเห็นได้จากการที่ กลุ่มวุฒิสมาชิกนำโดย จีน ชาฮีน ส.ว.ของพรรคเดโมแครตซึ่งนั่งอยู่ในคณะกรรมาธิการวิเทศสัมพันธ์ของสภาสูง กำลังเรียกร้องให้ทรัมป์อนุมติแพ็คเกจการขายอาวุธ 14,000 ล้านดอลลาร์ให้ไต้หวันทันที รวมทั้งให้ประกาศชัดเจนว่า การสนับสนุนไต้หวันของอเมริกาเป็นสิ่งที่ไม่อาจล่วงละเมิดหรือต่อรองได้
นอกจากประเด็นไต้หวันแล้ว ทรัมป์เผยว่า เขาจะคุยกับสีเรื่อง จิมมี่ ไล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์แอปเปิล เดลี่ และผู้สนับสนุนประชาธิปไตยคนสำคัญของฮ่องกงที่ถูกตัดสินจำคุก 20 ปีเมื่อเดือนก.พ. จากข้อหาสมรู้ร่วมคิดกับต่างชาติและเผยแพร่ข้อความยุยงปลุกปั่น
ไม่คาดหวังจะโน้มน้าวจีนให้ช่วยกล่อมอิหร่าน
เดิมทีทรัมป์กำหนดเยือนปักกิ่งทริปนี้ช่วงกลางเดือนเมษายน แต่ต้องเลื่อนออกไป 1 เดือนเนื่องจากสงครามที่เขาและอิสราเอลก่อขึ้นกับอิหร่าน ถึงเวลานี้ทั้งสองฝ่ายมีการตกลงหยุดยิงกัน ทว่าการทำความตกลงสันติภาพกันก็ยังไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นชิ้นเป็นอัน
มีรายงานว่า ทรัมป์ใช้เวลาหลายสัปดาห์แล้ว ในความพยายามที่ประสบความล้มเหลวเรื่อยมา เพื่อโน้มน้าวรัฐบาลจีนให้ใช้อิทธิพลที่มีอยู่มากในการกล่อมอิหร่านยอมรับเงื่อนไขต่างๆ ของทางสหรัฐฯเพื่อจะได้ทำข้อตกลงยุติสงครามที่ดำเนินมา 2 เดือน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ให้มีการเปิดช่องแคบฮอร์มุซขึ้นมาใหม่
ทั้งนี้ เห็นกันว่าที่ผ่านมาทรัมป์แสดงท่าทีกลับไปกลับมา ระหว่างการพูดโพล่งระบายความรู้สึกว่า จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านมากที่สุด ควรต้องทำอะไรให้มากขึ้นเพื่อทำให้อิหร่านอยู่ในแถวในแนวที่วอชิงตันปรารถนา และการยอมรับรู้ว่ารัฐบาลของสี ได้ช่วยเหลือฉุดรั้งไม่ให้การสู้รบขัดแย้งคราวนี้ขยายตัวบานปลายในเดือนที่แล้ว ด้วยการแนะนำให้เตหะรานกลับเข้าสู่การหารือหยุดยิง ในตอนที่การเจรจาทำท่าจะพังครืน
อย่างไรก็ดี ก่อนหน้าทรัมป์เดินทางเยือนปักกิ่งซึ่งมีเรื่องสำคัญๆ ที่จะต้องทำความตกลงกันอยู่แล้วหลายเรื่อง ทำเนียบขาวก็แสดงท่าทีลดความคาดหวังว่าทรัมป์จะสามารถโน้มน้าว สี ให้เปลี่ยนจุดยืนของจีน
ตรงกันข้าม คณะบริหารดูเหมือนมองแล้วว่า จะไม่ปล่อยให้ความเห็นต่างในเรื่องอิหร่าน มาปกคลุมอยู่เหนือความพยายามในการผลักดันเรื่องยากๆ เรื่องอื่นๆ ในความสัมพันธ์ของสองประเทศให้มีความคืบหน้าไป ตั้งแต่เรื่องการค้า ไปจนถึงการทำให้จีนยอมร่วมมือมากขึ้นในการสกัดกั้นการส่งออกสารตั้งต้นผลิตยาเสพติดเฟนตานิล
“เราไม่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นอะไรที่มาทำให้เกิดความสะดุดติดขัดในความสัมพันธ์ระดับกว้าง หรือในการทำข้อตกลงต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นได้จากการหารือของเราในปักกิ่ง” นี่เป็นคำพูดของ เจมีสัน กรีเออร์ ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) กับสื่อ บลูมเบิร์กทีวี เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ท่าทีเช่นนี้ก็ไม่ได้ขัดขวางการที่สหรัฐฯพยายามทำให้ตนเองมีไพ่สำหรับการเจรจาต่อรองกับจีนเพิ่มมากขึ้น
เป็นต้นว่า เมื่อวันจันทร์ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ ได้ประกาศแซงก์ชันบุคคลและนิติบุคคลต่างๆ อีก 12 ราย ในข้อหาว่า อำนวยความสะดวกในการขายและจัดส่งน้ำมันของอิหร่านให้จีน
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นขณะที่สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐฯ มีกำหนดพบกับรองนายกรัฐมนตรีเหอ ลี่เฟิงของจีนที่กรุงโซล, เกาหลีใต้ ในวันพุธ (13) เพื่อหารือเตรียมการสำหรับเยือนปักกิ่งของทรัมป์
เบสเซนต์เผยว่า ตนและเหอเป็นหัวหน้าทีมเจรจาของอเมริกาและจีนเกี่ยวกับประเด็นการค้าและเศรษฐกิจทั้งหมด
ที่ปักกิ่ง กัว โฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงเมื่อวันจันทร์ว่า จีนยินดีทำงานร่วมกับอเมริกาภายใต้หลักการความเท่าเทียม การเคารพ และผลประโยชน์ร่วมกัน เพื่อขยายความร่วมมือ จัดการประเด็นขัดแย้ง และทำให้โลกที่ผันผวนและเชื่อมโยงถึงกันมีเสถียรภาพและความแน่นอนมากขึ้น
กัว ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับการที่อเมริกาพยายามกดดันอิหร่านว่า จุดยืนของจีนต่ออิหร่านยังคงเดิม ซึ่งรวมถึงการส่งเสริมการเจรจาหยุดยิงและข้อตกลงสันติภาพ
(ที่มา: เอเอฟพี/เอพี/รอยเตอร์/MGRonline)


