นายกรัฐมนตรี ซานาเอะ ทาคาอิจิมี ของญี่ปุ่น มีกำหนดเดินทางเยือนทำเนียบขาวในวันพฤหัสฯ (19 มี.ค.) กลายเป็นผู้นำของชาติสำคัญคนแรกที่มีโอกาสพบปะตัวต่อตัวกับประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ถึงถิ่น ขณะที่ผู้นำสหรัฐฯ กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยงที่เหล่าชาติพันธมิตรพร้อมใจปฏิเสธคำขอร้องของเขาให้สนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านที่เขากับอิสราเอลก่อขึ้น เป็นต้นว่า ด้วยการจัดส่งเรือรบไปช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ
เดวิด โบลิง จากบริษัทที่ปรึกษา เอเชีย กรุ๊ป ในโตเกียว รวมทั้งเป็นอดีตผู้เจรจาการค้าของสหรัฐฯที่เคยหารือกับฝ่ายญี่ปุ่น ชี้ว่า นายกรัฐมนตรีหญิงของแดนอาทิตย์อุทัย กำลังตกอยู่ในจุดที่น่าอึดอัดอย่างยิ่ง โดยความเสี่ยงใหญ่ที่สุดคือ ทรัมป์ จะกดดัน ทาคาอิจิ ต่อหน้าสาธารณชนให้ยอมรับพันธกรณีทางด้านความมั่นคงที่ตัวเธอไม่สามารถตอบรับได้
ทางด้านพวกเจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมการเยือนครั้งนี้เผยว่า เดิมทีเดียว ทาคาอิจิ หวังว่า จะไปย้ำเตือนทรัมป์เกี่ยวกับภัยคุกคามจากความก้าวร้าวของจีน ก่อนที่ทรัมป์จะไปเยือนปักกิ่งและเจรจาซัมมิตกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ที่ตอนแรกกำหนดไว้ตอนสิ้นเดือนนี้
แต่กลายเป็นว่า กำหนดการเยือนดังกล่าวถูกเลื่อนออกไปแล้ว และ ทาคาอิจิ กลายเป็นผู้ที่ต้องหาทางปลอบประโลม ทรัมป์ ให้หายขุ่นเคืองเรื่องที่ไม่มีพันธมิตรรายใดเลย ยอมส่งเรือรบไปช่วยพิทักษ์คุ้มกันการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางน้ำสำคัญและอันตรายสูงที่เป็นทางขนส่งน้ำมันถึงราวๆ 1 ใน 5 ของโลก
พวกชาติพันธมิตรของสหรัฐฯในยุโรป อย่างเช่น เยอรมนี, อิตาลี, และสปน ต่างปฏิเสธแล้วไม่ขอเข้าร่วมภารกิจใดๆ ในอ่าวเปอร์เซีย ขณะที่ คาจา กัลป์ลาส ประธานด้านนโยบายการต่างประเทศของสหภาพยุโรป ก็แถลงในวันอังคาร (17) ว่า “ไม่มีใครพร้อมที่จะนำเอาคนของพวกเขาเข้าไปอยู่ในวิถีทางอันตราย”
สำหรับญี่ปุ่นนั้น ทาคาอิจิแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันจันทร์ (16) ว่า ยังไม่ได้รับการร้องขอดังกล่าวจากวอชิงตัน แต่กำลังตรวจสอบขอบเขตความเป็นไปได้สำหรับการดำเนินการภายในข้อจำกัดของรัฐธรรมนูญใฝ่สันติของประเทศ
ขณะที่ ผลสำรวจของหนังสือพิมพ์อาซาฮีที่เผยแพร่ในสัปดาห์นี้ระบุว่า คนญี่ปุ่นไม่ถึง 10% สนับสนุนการโจมตีอิหร่านของอเมริกาและอิสราเอล
หวั่นกลายเป็นตัวอย่าง “เชือดไก่ให้ลิงดู”
ทรัมป์นั้นพูดจากลับไปกลับมา ระหว่างการดุด่าพันธมิตรที่เพิกเฉยต่อการร้องขอของตนเอง กับการคุยโวแก้เก้อว่า ไม่ได้ต้องการความช่วยเหลือจากประเทศเหล่านั้นเลย พร้อมกับกำลังหันมาเรียกร้องให้พวกประเทศอย่างญี่ปุ่นที่ต้องพึ่งพิงอเมริกาด้านการป้องกันประเทศ และก็ต้องพึ่งพิงน้ำมันดิบที่นำเข้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างมาก โดยที่ประมาณกันว่า น้ำมันที่ญี่ปุ่นนำเข้าราว 90% ต้องส่งผ่านช่องแคบแห่งนี้
ที่ผ่านมา ญี่ปุ่นเคยเสนอให้การสนับสนุนด้านลอจิสติกส์และการรวบรวมข่าวกรองในปฏิบัติการทางทหารของอเมริกาในตะวันออกกลาง แต่การส่งเรือรบเข้าสู่พื้นที่ที่มีการสู้รบขัดแย้งนั้น พวกนักวิเคราะห์มองว่าอาจเป็นปัญหาทางกฎหมาย อีกทั้งยังไม่เป็นที่ต้องการของประชาชน
คาสึฮิโร มาเอชิมะ ศาสตราจารย์รัฐศาสตร์ของมหาวิทยาลัยโซเฟีย ในโตเกียว มองว่า การหารือระหว่างทาคาอิจิกับทรัมป์ อาจกลายเป็นการสั่นคลอนทุกรากฐานสำคัญของการเป็นพันธมิตรด้านความมั่นคงระหว่างญี่ปุ่นกับอเมริกาทีเดียว โดยที่ทรัมป์เป็นฝ่ายถือไพ่เหนือกว่า เนื่องจากญี่ปุ่นเวลาต้องพึ่งพาทหารอเมริกันราว 50,000 นาย กองเรือโจมตี และฝูงเครื่องบินขับไล่ของสหรัฐฯ ที่ประจำการอยู่ในญี่ปุ่นเพื่อป้องปรามจีนและเกาหลีเหนือ
นอกจากนั้น ทรัมป์ยังเพิ่งใช้การข่มขู่เรื่องขึ้นภาษีศุลกากร มารีดเงินลงทุนนับหมื่นล้านดอลลาร์จากญี่ปุ่น โดยอ้างว่า เพื่อปรับดุลการค้ากับโตเกียวที่ฝ่ายญี่ปุ่นได้เปรียบอย่างไม่เป็นธรรมยิ่ง
มาเอชิมะเสริมว่า ถ้าทรัมป์สามารถดึงญี่ปุ่นเข้าร่วมอยู่ใน “กลุ่มพันธมิตรที่เต็มใจ” เพื่อช่วยเหลือสหรัฐฯทำศึกกับอิหร่านได้ จะเป็นการเพิ่มแรงกดดันต่อประเทศพันธมิตรอื่นๆ แต่ในทางกลับกัน ถ้าถูกทาคาอิจิปฏิเสธ ทรัมป์อาจทำให้ญี่ปุ่นกลายเป็นกรณีตัวอย่างของประเทศที่ถูกลงโทษแรงเพราะกล้าขัดขืนตน
ทาคาอิจิ ยังอยู่ในฐานะที่ไม่มั่นคงนักในทางการเมืองภายในประเทศ โดยผลสำรวจความคิดเห็นคนญี่ปุ่นพบว่า คะแนนนิยมขณะนี้ของเธอได้ลดลงเล็กน้อยนับจากนำพรรครัฐบาลกวาดชัยชนะถล่มทลายในการเลือกตั้งสภาล่างเมื่อเดือนที่แล้ว สืบเนื่องจากกรณีมัวหมองเรื่องการให้ผลตอบแทนแก่พวกนักการเมืองฝ่ายรัฐบาล รวมทั้งรัฐบาลของเธอยังต้องพยายามหาทางดึงรั้งต้นทุนค่าใช้จ่ายทางเศรฐกิจที่กำลังพุ่งขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากวิกฤตการณ์พลังงานในตะวันออกกลาง
กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
ทรัมป์ที่ออกปากชื่นชมทาคาอิจิในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกของญี่ปุ่นตอนที่เยือนโตเกียวเมื่อเดือนต.ค.ปีที่แล้ว จะมีเวลาหลายชั่วโมงในการกดดันทาคาอิจิเรื่องอิหร่าน ทั้งระหว่างการประชุมสุดยอด การหารือระหว่างมื้อเที่ยงและมื้อค่ำในวันพฤหัสฯ
ญี่ปุ่นก็เช่นเดียวกับพันธมิตรเอเชียหลายชาติ ที่แสดงความกังวลว่า การที่อเมริกาโยกย้ายทรัพยากรด้านความมั่นคงออกจากภูมิภาค เพื่อไปเสริมส่วนที่ร่อยหรอลงอย่างรวดเร็วจากการทำสงครามกับอิหร่าน อาจทำให้ปราการนารต่อต้านจีนอ่อนแอลง ขณะเดียวกัน ญี่ปุ่นคาดหวังเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า ทาคาอิจิ จะสามารถหารืออย่างได้ผลกับทรัมป์ ในเรื่องแนวทางการจัดการกับปักกิ่ง ก่อนจะถึงซัมมิตทรัมป์-สี ที่ปักกิ่ง
เจ้าหน้าที่ญี่ปุ่นที่เกี่ยวข้องในการจัดเตรียมการเยือนของทาคาอิจิ เผยว่า โตเกียวเล็งทำข้อตกลงกับวอชิงตันที่จะเปิดโอกาสให้ตนเองกระจายแหล่งแร่ธาตุสำคัญเพื่อลดการพึ่งพิงจีน รวมทั้งเข้าร่วมระบบป้องกันขีปนาวุธโกลเด้นโดม ซึ่งทรัมป์วางแผนจัดทำขึ้นมาเพื่อต่อต้านอาวุธไฮเปอร์โซนิกของจีนและรัสเซีย
แหล่งข่าวอีกคนเสริมว่า โตเกียวกำลังเร่งหาวิธีเสนอความช่วยเหลือเกี่ยวกับสงครามอิหร่าน แต่ยังไม่ชัดเจนว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะถูกใจทรัมป์หรือไม่
สึเนโอะ วาตานาเบะ นักวิชาการอาวุโสของมูลนิธิสันติภาพซาซางาวะ ซึ่งเป็นกลุ่มคลังสมองของญี่ปุ่น มองว่า เนื่องจากทางเลือกด้านการทหารมีจำกัด โตเกียวจึงอาจเสนอตัวเป็นคนกลางในการเจรจากับเตหะราน
อนึ่ง ในปี 2019 อดีตนายกรัฐมนตรีชินโซ อาเบะ เคยเป็นผู้นำสาส์นส่งถึงผู้นำสูงสุดของอิหร่านระหว่างที่ภารกิจรักษาสันติภาพล้มเหลว อย่างไรก็ดี สำหรับสถานการณ์ตอนนี้ดูเหมือนไม่มีฝ่ายใดพร้อมเจรจาเลย
เคิร์ต แคมป์เบลล์ อดีตรัฐมนตรีช่วยต่างประเทศสหรัฐฯ ในสมัยอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ฟันธงว่า แค่เป็นตัวกลางคงไม่พอ เพราะมีแนวโน้มว่า ทรัมป์จะมีคำขอที่พิเศษมากซึ่งทาคาอิจิมีสิทธิ์เลือกได้ระหว่างยอมรับกับปฏิเสธเท่านั้น
(ที่มา: รอยเตอร์/MGRonline)


