อับบาส อารากชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ประกาศกร้าวเมื่อวันพฤหัสบดี(5มี.ค.) ประเทศของเขาพร้อมสำหรับรับมือกับการรุกรานทางภาคพื้นของกองกำลังสหรัฐฯ หลังสงครามที่เปิดฉากโดยสหรัฐฯและอิสราเอลลุกลามไปทั่วภูมิภาคอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้แล้วเขายังปฏิเสธการเจรจากับอเมริกา ระบุอิหร่านไม่ได้ร้องขอข้อตกลงหยุดยิงใดๆ
ในอีกด้านหนึ่ง อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน เตือนว่าการรกุรานทางภาคพื้นใดๆของสหรัฐฯ เข้าสู่อิหร่าน จะก่อความสูญเสียอย่างหนัก โดยประกาศกร้าวว่ากองกำลังเตหะรานพร้อมสำหรับเผชิญหน้าทหารอเมริกา
คำพูดดังกล่าว มีขึ้นระหว่างที่ อารากชี ให้สัมภาษณ์กับ ทอม ลามาส พิธีกรรายการ “NBC Nightly News" ในกรุงเตหะราน ท่ามกลางปฏิบัติการโจมตีทางอากาศของสหรัฐฯและอิสราเอลที่ยังคงถล่มประเทศของเขาอย่างต่อเนื่อง
ความเห็นของเขามีขึ้นหลังจากกองทัพสหรัฐฯและอิสราเอล เริ่มปฏิบัติโมตีอย่างกว้างขวางเล่นงานอิหร่านเมื่อวันเสาร์(28ก.พ.) ซึ่งทำลายล้างแนวป้องกันทางทหารของเตหะราน และสังหารผู้นำสูงสุด อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี
เมื่อถูกถามว่าเขาหวั่นเกรงหรือไม่ เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯจะเปิดปฏิบัติการรุกรานทางภาคพื้น อารากชี ตอบด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น "ไม่ เรากำลังรอพวกเขาอยู่เลย" เขากล่าวและบอกต่อว่า "เพราะว่าเราเชื่อมั่นว่าเราสามารถเผชิญหน้ากับพวกเขา และมันจะเป็นหายนะใหญ่สำหรับพวกเขา"
อารากชี เน้นย้ำด้วยว่า อิหร่าน ไม่ได้ร้องขอข้อตกลงหยุดยิง แม้โดนสหรัฐฯและอิสราเอลปฏิบัติการโจมตีทางอากาศถล่มทั่วประเทศ "เราไม่ได้ร้องขอหยุดยิง แม้กระทั่งหนที่แล้ว คราวก่อน มันเป็นอิสราเอลที่ร้องขอหยุดยิง พวกเขาร้องขอหยุดยิงแบบไม่มีเงื่อนไข ตามหลัง 12 วันที่เราต่อต้านการรุกรานของพวกเขา" รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านกล่าว อ้างถึงสงคราม 12 วันเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน ที่กองทัพอิสราเอลและสหรัฐฯ โจมตีที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน
บทสัมภาษณ์ของ อารากชี สอดคล้องกับคำพูดของ อาลี ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน ที่เตือนว่าการรุกรานทางภาคพื้นใดๆของกองกำลังสหรัฐฯเข้าสู่อิหร่าน จะก่อผลลัพธ์ความสูญเสียอย่างหนัก และกองกำลังอิหร่านพร้อมเผชิญหน้ากับทหารอเมริกา
"เจ้าหน้าที่สหรัฐฯบางส่วนบอกว่าพวกเขามีความตั้งใจเข้าสู่อิหร่าน โดยมีทหารหลายพันนายในปฏิบัติการทางภาคพื้น" ลาริจานีเขียนบนแพลตฟอร์มเอ็กซ์" ลูกชายผู้กล้าหาญของอิหม่ามโคไมนีและอิหม่ามคอเมเนอี กำลังรอพวกแกอยู่ รอสร้างความอับอายขายหน้าแก่เจ้าหน้าที่อเมริกา เข่นฆ่าและจับกุมหลายพันนาย ดินแดนอิหร่านไม่ใช่สถานที่สำหรับการร่ายรำของเหล่าวิญญาณบาป"
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับเหตุโจมตีโรงเรียนประถมแห่งหนึ่ง ในเมืองมินาบ ซึ่งสังหารเด็กนักเรียนหลายสิบคน เหตุการณ์ที่ทางกองทัพสหรัฐฯบอกว่าอยู่ระหว่างการสืบสวน และกรณีมีข้อสงสัยว่ามันอาจเป็นกระสุนหลงทิศของทางกองทัพอิหร่านเอง
ในเรื่องนี้ อารากชี ตอบว่ามีเด็ก 171 คนเสียชีวิตในเหตุโจมตี และกองทัพอเมริกากับกองทัพอิสราเอลเป็นผู้อยู่เบื้องหลัง "นี่คือสิ่งที่กองทัพของเรายืนยัน ดังนั้นสหรัฐฯหรืออิสราเอล ไม่ว่าจะฝีมือใคร มันก็ไม่ต่างกัน"
วันพฤหัสบดีที่แล้ว อารากชี อยู่อีกสถานที่หนึ่ง กำลังเจรจาข้อตกลงกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และ จาเรด คุชเนอร์ ลูกเขยของผู้นำสหรัฐฯ ในเจนีวา การโจมตีกัดเซาะแนวโน้มของการเจรจาใดๆในอนาคต และ อารากชี เผยว่าเขาไม่ได้ติดต่อสื่อสารกับ วิตคอฟฟ์ ฟรือ คุชเนอร์ เลย นับตั้งแต่นั้น
"ข้อเท็จจริงคือ เราไม่ได้ประสบการณ์ในทางบวกใดๆ ในการเจรจากับสหรัฐฯ คุณก็รู้ โดยเฉพาะกับรัฐบาลชุดนี้ เราเจรจา 2 รอบเมื่อปีที่แล้วและปีนี้ และจากนั้นระหว่างการเจรจา พวกเขาโจมตีเรา" อารากชีกล่าว "ดังนั้น เรามองไม่เห็นเหตุผลว่าทำไมเราถึงควรเจรจาอีกรอบ กับพวกที่ไม่มีความจริงใจในการเจรจา และพวกเขาไม่ได้เข้าสู่การเจรจาด้วยความบริสุทธิ์ใจ"
อารากชี มีมุมมองที่มืดมัวต่อผลลัพธ์ของความขัดแย้งในปัจจุบัน "จะไม่มีผู้ชนะในสงครามนี้" เขากล่าว "ชัยชนะของเราคือ สามารถต้านทานเป้าหมายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายต่างๆนานา และนี่คือสิ่งที่เราทำจนถึงตอนนี้"
เหตุปลิดชีพ คอเมเนอี ก่อภาวะสุญญากาศทางอำนาจในอิหร่าน ท่ามกลางข่าวลือว่า โมจตาบา คาเมเนอี ลูกชายของ อยาตอลเลาะห์ อาลี คอเมเนอี อาจได้รับเลือกให้ก้าวขึ้นมาสืบทอดแทน
อย่างไรก็ตาม อารากชี บอกว่ากระบวนการทางรัฐธรรมนูญกำลังดำเนินการเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับการสืบทอด และสภาผู้เชี่ยวชาญ (องค์กรพิจารณาตัดสินใจในอิหร่าน ที่กำกับดูแลผู้นำสูงสุด) จำนวน 88 คน มีหน้าที่เลือกผู้นำสูงสุด
นอกจากนี้ อารากชี ยังตอบโต้รายงานข่าวของเว็บไซต์ Axios ที่ระบุว่า ทรัมป์ ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องในการเลือกผู้นำสูงสุดคนถัดไปของอิหร่าน โดยประกาศกร้าวว่า "มันเป็นธุระโดยสิ้นเชิงของประชาชนชาวอิหร่าน และไม่มีใครแทรกแซงได้"
(ที่มา:เอ็นบีซีนิวส์/อิหร่าน อินเตอร์เนชันแนล)


