ดมิตริ เมดเวเดฟ อดีตประธานาธิบดีรัสเซีย ที่ปัจจุบันยังคงเป็นที่ปรึกษาใกล้ชิดของปูติน ชี้โลกกำลังตกอยู่ในอันตราย พร้อมวิจารณ์การที่อเมริกา “ปล้น” มาดูโรอาจถือเป็นการประกาศสงครามกับเวเนซุเอลา ขณะที่การกล่าวหาจีนและรัสเซียเป็นภัยคุกคามต่อกรีนแลนด์เป็นแค่คำโกหกของผู้นำตะวันตกเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง พร้อมกันนี้ยังเตือนว่า หากไม่มีการต่ออายุสนธิสัญญานิวสตาร์ท มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดจะไม่ถูกจำกัดโดยกลไกควบคุมอาวุธเป็นครั้งแรกนับจากทศวรรษ 1970 และสงครามนิวเคลียร์อาจอุบัติขึ้น
การที่รัสเซียยกทัพบุกยูเครนในปี 2022 นำไปสู่การเผชิญหน้าครั้งใหญ่ที่สุดระหว่างตะวันตกกับมอสโกนับตั้งแต่สงครามเย็น แม้ผู้แทนของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กำลังพยายามผลักดันการเจรจาเพื่อยุติสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครนก็ตาม
ระหว่างที่เมดเวเดฟ ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานของสภาความมั่นคงแห่งชาติรัเสซีย ให้สัมภาษณ์กับรอยเตอร์ สำนักข่าวทาสส์ และ วอร์กอนโซ บล็อกข่าวสงครามรัสเซีย จากบ้านพักนอกกรุงมอสโกของเขา และนำออกเผยแพร่ในวันจันทร์ (2 ก.พ.) นั้น เขาได้กล่าวยกย่องทรัมป์ พร้อมกับเสริมว่า เป็นเรื่องดีมากที่มอสโกกับวอชิงตันกลับมาพูดคุยติดต่อกัน
กระนั้น เมดเวเดฟที่ประณามเคียฟและมหาอำนาจตะวันตกบ่อยครั้ง พร้อมเตือนความเสี่ยงที่จะเกิดสงครามซึ่งนำไปสู่มหันตภัยนิวเคลียร์ สำทับว่า ตะวันตกเพิกเฉยต่อผลประโยชน์ของรัสเซียเสมอมา
“สถานการณ์ขณะนี้อันตรายมาก ความสามารถในการทนต่อความเจ็บปวดก็ลดต่ำลงเรื่อยๆ รัสเซียไม่ต้องการให้เกิดความขัดแย้งระดับโลก แต่ก็ไม่อาจตัดความเป็นไปได้ที่จะเกิดสถานการณ์ดังกล่าว”
ทั้งประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต่างเคยกล่าวถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์ในยูเครนอาจลุกลาม แม้นักการทูตยุโรปชี้ว่า มอสโกถนัดใช้มาตรการรุนแรงเพื่อข่มขวัญพันธมิตรของเคียฟไม่ให้เข้าไปมีส่วนร่วมในสงครามมากเกินไปก็ตาม
เมดเวเดฟ ที่เคยเป็นประธานาธิบดีรัสเซียระหว่างปี 2008-2012 ยังบอกอีกว่า ตะวันตกกำลังสร้างภาพว่า รัสเซียเป็นตัวปัญหา พร้อมยืนยันว่า ปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครนเป็นการยืนหยัดปกป้องผลประโยชน์ของรัสเซีย
เมื่อผู้สื่อข่าวถามเกี่ยวกับสถานการณ์โลกในเดือนม.ค. เมดเวเดฟวิจารณ์ว่า การที่อเมริกา “ปล้น” ประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เป็นการละเมิดบรรทัดฐานของกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน อีกทั้งยังทำลายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศยับเยิน ก่อนสำทับว่า ถ้าทรัมป์ถูกมหาอำนาจอื่นปล้นบ้าง วอชิงตันจะถือว่า เป็นการประกาศสงครามทันที
เมดเวเดฟยังกล่าวว่า การที่ตะวันตกอ้างว่า รัสเซียหรือจีนเป็นภัยคุกคามต่อกรีนแลนด์เป็นเรื่องสยองขวัญผิดๆ ที่ผู้นำตะวันตกกุขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง อีกทั้งยังเป็นการท้าทายอย่างรุนแรงต่อความเป็นเอกภาพในแอตแลนติก
นอกจากนั้น เมดเวเดฟยังเตือนว่า ถ้าไม่มีการต่ออายุสนธิสัญญานิวสตาร์ทหรือมีข้อตกลงใหม่มาบังคับใช้แทน อาจถือเป็นสัญญาณเตือนสำหรับชาวโลกว่า มหาอำนาจนิวเคลียร์ใหญ่ที่สุดจะไม่ถูกจำกัดโดยกลไกควบคุมอาวุธเป็นครั้งแรกนับจากทศวรรษ 1970 และสงครามนิวเคลียร์อาจอุบัติขึ้น
สนธิสัญญานิวสตาร์ทที่ลงนามโดยอดีตประธานาธิบดีบารัค โอบามา และเมดเวเดฟ ในปี 2010 ซึ่งจำกัดจำนวนการติดตั้งหัวรบนิวเคลียร์ของแต่ละฝ่ายไม่เกิน 1,550 หัวรบนั้น จะสิ้นสุดลงในวันพฤหัสฯ (5 ก.พ.)
เจ้าหน้าที่รัสเซียเผยว่า ไม่ได้รับคำตอบอย่างเป็นทางการจากวอชิงตันเกี่ยวกับข้อเสนอของปูตินในการต่อเวลาสนธิสัญญาฉบับนี้ออกไปอีก 1 ปี ขณะที่เมื่อเดือนที่แล้ว ทรัมป์ส่งสัญญาณว่า อาจปล่อยให้นิวสตาร์ทหมดอายุ
เมดเวเดฟทิ้งท้ายว่า สนธิสัญญาควบคุมอาวุธมีบทบาทสำคัญไม่เพียงจำกัดจำนวนหัวรบเท่านั้น แต่ยังเป็นวิธีตรวจสอบเจตนารมณ์และรับประกันองค์ประกอบบางอย่างของความไว้วางใจระหว่างมหาอำนาจนิวเคลียร์ ดังนั้น หากไม่มีข้อตกลงก็อาจหมายความว่า ความไว้วางใจหมดสิ้นลงเช่นเดียวกัน
(ที่มา: รอยเตอร์)


