Krungthai COMPASS ประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อของไทยจะอยู่ในระดับสูงต่อเนื่องในระยะข้างหน้า โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามดังนี้
1. แรงกดดันเงินเฟ้อเริ่มกระจายไปยังหลายหมวด สะท้อนความเสี่ยงของผลกระทบระลอกสอง (Second-round effects) ที่จะขยายตัวออกเป็นวงกว้างขึ้น แรงกดดันด้านราคาในปัจจุบัน ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงหมวดพลังงานเป็นสำคัญในระลอกแรก แต่เริ่มส่งผ่านไปยังหมวดอาหารสดและหมวดพื้นฐาน โดยเฉพาะกลุ่มที่อ่อนไหวต่อต้นทุนพลังงาน ค่าขนส่ง และวัตถุดิบ เช่น เครื่องใช้ในครัวเรือน อาหารสำเร็จรูป และกลุ่มข้าวและแป้ง ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ทั้งนี้ ลักษณะดังกล่าว คล้ายกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน ที่แรงกดดันจากพลังงานทยอยส่งผ่านไปยังต้นทุนอาหาร การขนส่ง และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งสะท้อนเข้าสู่เงินเฟ้อพื้นฐานในระยะถัดมา
2. เมื่อเทียบกับประเทศในภูมิภาค ไทยเริ่มเห็นแรงกดดันจากฝั่งผู้ผลิต และการส่งผ่านมายังราคาผู้บริโภคมากขึ้น ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ ถึง เมษายน 2569 พบว่าดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) และดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของไทยเพิ่มขึ้น 8.5% และ 3.4% ตามลำดับ ขณะที่มาเลเซีย เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น แม้ PPI จะปรับเพิ่มขึ้นเช่นกัน แต่ CPI ยังปรับขึ้นในระดับจำกัดกว่า สะท้อนความอ่อนไหวของไทยต่อภาวะความผันผวนภายนอก จากการพึ่งพาภาคเศรษฐกิจต่างประเทศในสัดส่วนที่สูง
Krungthai COMPASS ระบุว่า เมื่อมองไปข้างหน้า หากต้นทุนพลังงาน วัตถุดิบ และค่าขนส่ง ยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ตลอดจนเกิดภาวะขาดแคลนสินค้าจากปัญหาอุปทานชะงักงัน ภายหลังสต็อกเดิมก่อนเกิดสงครามทยอยหมดลง การส่งผ่านต้นทุน จะขยายไปสู่หมวดพื้นฐานมากยิ่งขึ้น และทวีแรงกดดันต่อค่าครองชีพ รวมถึงกำลังซื้อของครัวเรือนต่อไป
โดยล่าสุด กระทรวงพาณิชย์ รายงานอัตราเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 2.79% ใกล้เคียงกับเดือนเมษายน ซึ่งอยู่ที่ 2.89% แต่ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 3.1% โดยปัจจัยหลักที่เงินเฟ้อปรับตัวสูงขึ้น ยังคงมาจากราคาสินค้าในกลุ่มพลังงาน เพิ่มขึ้น 18.09% โดยเฉพาะราคาเชื้อเพลิงที่เพิ่มขึ้น 29.45% จากผลของความขัดแย้งในตะวันออกกลางยื้ดเยื้อ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนพฤษภาคม 2569 อยู่ที่ 0.92%


