บุรีรัมย์ - ผู้ใหญ่บ้าน ผู้รับเหมา และชาวนาหลายอำเภอที่บุรีรัมย์กว่า 10 คนร้องช่วยเหลือ เผยอดีต ส.อบต. พ่ออินฟลูฯ ชื่อดัง หลอกให้นำที่ดินไปจำนอง-ให้กู้เงิน ธ.ก.ส. นำไปร่วมลงทุนธุรกิจเปิดลานรับซื้อข้าว รับปากจะชำระหนี้เองและเสนอให้ผลตอบแทน ทั้งหลอกรับซื้อข้าวเปลือกราคาสูง สุดท้ายเบี้ยวไม่จ่าย สูญเงินเกือบ 10 ล้าน แจ้งความนาน 3 ปีคดีไม่คืบ วอนตร.เร่งจับตัวตามเงินคืน เหยื่อเผยเศร้าเอาข้าวไปขายหวังรักษาแม่ป่วยมะเร็งจนแม่ตายยังไม่ได้เงิน
วันนี้ (4 มิ.ย. 69) ผู้ใหญ่บ้าน ผู้รับเหมาขุดลอก ถมดิน และชาวนาจาก 3 อำเภอ คือ อ.เมืองบุรีรัมย์ อ.ประโคนชัย และ อ.พลับพลาชัย จ.บุรีรัมย์ กว่า 10 ราย ได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ และแจ้งความร้องทุกข์ดำเนินคดีต่อ นายทอง (นามสมมติ) อดีตสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล (ส.อบต.) แห่งหนึ่งในอำเภอประโคนชัย จ.บุรีรัมย์ ซึ่งเป็นพ่อของอินฟลูเอนเซอร์ชื่อดัง
โดยผู้ร้องให้ข้อมูลว่า นายทอง อดีต ส.อบต.คนดังกล่าว ร่วมกับลูกน้อง มีพฤติกรรมต้มตุ๋นหลอกลวงในหลายรูปแบบ ทั้งหลอกให้นำที่ดินไปจำนองนายทุน, กู้เงิน ธ.ก.ส. อ้างต้องการเงินไปลงทุนทำธุรกิจเปิดลานรับซื้อข้าวเปลือก โดยหลอกล่อว่าถ้าใครกู้เงินให้ไปลงทุนจะให้ผลตอบแทน ส่วนหนี้ที่กู้ให้ก็รับปากจะรับผิดชอบจ่ายเอง ทั้งยังหลอกให้ผู้ใหญ่บ้าน และชาวนา นำข้าวเปลือกไปขายที่ลานรับซื้อของตนเอง โดยใช้กลอุบายว่าจะให้ราคาสูงกว่าโรงสีหรือลานรับซื้ออื่น กิโลกรัมละ 1-2 บาท หรือตันละ 1,000-2,000 บาท พอชาวนาหลายคนหลงเชื่อนำข้าวเปลือกไปขายให้ก็จะหลอกล่อต่อว่าถ้ารออีก 1-2 สัปดาห์ค่อยมารับเงินค่าข้าวที่ขาย ราคาข้าวจะปรับขึ้นอีกตันละ 1,000-2,000 บาท
ด้วยความที่ชาวนาทำนามาด้วยความเหน็ดเหนื่อยและต้นทุนสูง ก็อยากได้ราคาผลผลิตที่สูงจึงหลงเชื่อ แต่พอถึงวันนัดรับเงิน ส.อบต.จอมต้มตุ๋นก็อ้างว่าเงินโควตายังไม่มาบ้าง กู้เงินยังไม่ผ่านบ้าง บางคนไปทวงเป็น 10 รอบก็ไม่ได้ บางคนตั้งใจนำข้าวเปลือกไปขายหวังจะได้เงินมารักษาแม่ป่วยมะเร็ง จนแม่เสียชีวิตก็ยังไม่ได้เงิน จนหลายคนไม่สบายใจทยอยไปแจ้งความไว้ตั้งแต่ปี 2566 แต่คดีไม่คืบหน้า ผู้ก่อเหตุยังลอยนวลใช้ชีวิตสุขสบาย แต่คนที่โดนหลอกทั้งกู้เงิน และขายข้าว เดือดร้อนบางคนถูกยึดที่นาเพราะเอาไปจำนอง บางคนจ่อถูกธนาคารฟ้องเพราะไม่มีเงินไปชำระหนี้ จึงได้ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ และวิงวอนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวคนก่อเหตุมาดำเนินคดี และคืนเงินผู้เสียหาย
นายสมบัติ กะสมรัมย์ ผญบ. หมู่ 14 ตำบลหลักเขต บอกว่า นายทองเป็นคนพูดจาอ่อนหวาน เวลามีงานบุญหรือกิจกรรมจิตอาสาอะไรก็จะช่วยเหลือ และมีตำแหน่งเป็นถึง ส.อบต. ทำให้ตนไว้ใจ กระทั่งปี 2566 ไปเปิดลานรับซื้อข้าวในตำบลหลักเขต อ.เมือง โดยให้ราคาสูงกว่าโรงสีและลานอื่น ไม่หักสิ่งเจือปนด้วย ตนจึงหลงเชื่อเอาไปขายรวม 4 ตัน เมื่อเดือน ก.ค. 66 ก็จะได้เงิน 7 หมื่นกว่าบาท โดยนายทอง แต่เขาไม่ได้จ่ายให้ในวันขาย ยังหลอกล่ออีกว่าถ้ารออีก 2 สัปดาห์ค่อยมารับเงินราคาข้าวจะสูงขึ้นอีก ตนจึงหลงเชื่อ แต่พอถึงวันนัดรับเงินก็อ้างเงินกู้ยังไม่ผ่านแถมรับปากไม่หนีไม่โกงแน่นอน แต่หลังจากนั้นไปทวงอีกหลายครั้งก็ไม่ได้แล้วอ้างเหตุผลสารพัด นอกจากตนเองมีชาวนาอีกหลายคนที่นำข้าวไปขายแล้วไม่ได้เงินเหมือนกัน หลังจากไม่ได้เงินก็พากันไปแจ้งความตั้งแต่ปี 2566 แต่จนถึงขณะนี้คดีก็ไม่คืบหน้า
ด้าน น.ส.อภิญญา การัมย์ บอกว่า ปี 2566 พ่อเอาข้าวไปขายกับลานของนายทอง 2 ตันคิดเป็นเงิน 4 หมื่นบาท ตั้งใจจะเอาเงินที่ขายข้าวมารักษาแม่ป่วยมะเร็ง แต่ไปทวงหลายครั้งก็ไม่ได้เงินจนต้องไปกู้ยืมเงินมารักษาแม่ จนแม่เสียชีวิตไปแล้วผ่านมาเกือบ 4 ปีก็ยังไม่ได้เงิน จึงได้ไปแจ้งความไว้ อยากให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเร่งติดตามตัวมาดำเนินคดี และให้หาเงินมาจ่ายให้ผู้เสียหายด้วยเพราะเดือดร้อนมาก
ขณะที่ นายนิธิโรจน์ นะรินรัมย์ ผู้รับเหมาขุดลอกและถมดิน อีกหนึ่งผู้เสียหาย บอกว่า นายทองได้มาหลอกให้หาเงินไปร่วมลงทุนธุรกิจลานรับซื้อข้าวเปลือก และจะแบ่งผลกำไรให้ จึงเอาที่นาไปจำนองนายทุน 33 ไร่ ได้เงินมา 1.3 ล้านบาท ก็เอาให้นายทอง แต่นายทองอ้างว่าขาดทุน ทำให้ตนต้องรับผิดชอบจ่ายดอกเบี้ยถึง 7 แสนและส่งต่อไม่ไหวจึงปล่อยนายทุนยึดที่นา 33 ไร่ ต่อมาก็หลอกล่อให้ช่วยกู้เงิน ธ.ก.ส.ให้อีก 5.4 ล้านบาท โดยใช้ที่นา 6 ไร่ 2 งานไปวางค้ำประกัน โดยนายทองอ้างว่าจะรับผิดชอบหนี้ส่วนนี้เอง และผลกำไรจะจ่ายหนี้เดิมให้ด้วย จึงหลงเชื่อเพราะอยากได้เงินคืน แต่กลับถูกหลอกอีก ไม่รู้จะหาเงินที่ไหนไปจ่าย ธ.ก.ส. หากไม่มีจ่ายคงจะถูกฟ้องและโดนยึดที่ดินที่ไปวางค้ำประกันไว้ รวมแล้วถูกนายทองหลอกสูญเงินประมาณ 7 ล้านบาท ก็จะนำหลักฐานไปแจ้งความเอาผิดตามกฎหมาย
ในส่วนของผู้เสียหายท้องที่ สภ.ประโคนชัยมีทั้งหมด 5 ราย แจ้งความแล้ว 3 ราย หลังรับแจ้งตำรวจก็จะได้เร่งรวบรวมหลักฐานว่าเข้าข่ายความผิดอะไรบ้าง จากนั้นจะได้เรียกผู้ถูกกล่าวหามาสอบสวนและดำเนินคดีตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป


