หลังจากประเด็นดราม่าร้อนบนโลกโซเชียลเรื่องการใช้เงินหยวนในร้านค้าอาหารจีนเขตห้วยขว้าง ทุกฝ่ายก็เริ่มกลับมาให้ความสนใจกับ ธุรกิจนอมินี และจีนเทาอีกครั้ง
แต่ไม่ใช่แค่กรุงเทพเท่านั้นที่มีปัญหาแบบนี้ ในพื้นที่พัทยาก็น่ากังวลเช่นกัน เพราะปัจจุบันคดีที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มชาวจีนหลายเหตุการณ์ในพื้นที่ชลบุรี โดยเฉพาะพัทยาและบางละมุง สะท้อนความรุนแรงมากขึ้น ถึงขั้นมีการข่มขู่ รุมทำร้ายไปจนถึงเหตุใช้อาวุธปืนยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจระหว่างเข้าตรวจค้นบ้านพักจนคนในพื้นที่หวาดเกรง แม้แต่คนไทยเองก็อาจถูกทำร้าย
แหล่งข่าวในพื้นที่ตั้งข้อสังเกตว่า การที่แก๊งจีนเทาทำแบบนี้ได้ต้องมีคนอำนวยความสะดวก และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในพื้นที่ คอยหนุนหลัง จนแผ่ขยายเป็นอาณาจักรไปแล้ว
“คุณลองคิดดูนะที่ดังๆตอนนี้ คนทั้งพัทยาเขารู้กันก็มีอย่างน้อย 4 คดี คดีใหญ่อย่าง หยาง ลีโอ ยังหลุดเลย นับประสาอะไรกับคดีเล็กๆยิบย่อยรายวันอีก คนพวกนี้มันเป็นระดับบอสมาทำธุรกิจอสังหา เปิดบริษัทนอมินี รับกดเงิน ฟอกเงินให้แก๊งสแกมเมอร์ตั้งนานแล้ว”
พัทยาเป็นพื้นที่ที่มีการลงทุนจากต่างชาติสูง และเป็นพื้นที่ที่รัฐเองเคยตรวจสอบปัญหานอมินีต่างชาติในธุรกิจท่องเที่ยวและอสังหาริมทรัพย์มาแล้วแต่มันทำอะไรไม่ได้ หรือไม่มีคนทำก็ไม่รู้
พวกนี้จะใช้คนไทยเป็นนอมินีถือหุ้นแทนต่างชาติ คิดเอาคนไทยคนเดียวถือหุ้นแทนต่างชาติกว่า 100 บริษัท มูลค่ารวมกว่า 300 ล้านบาทมันปกติตรงไหน
คนต่างชาติเข้ามาอยู่และทำธุรกิจเยอะมากทั้งจีนและอินเดีย ซึ่งถ้าทำถูกกฎหมายก็ดีไป เพราะช่วยให้เมืองมีรายได้ คนไทยมีงานทำ ร้านค้า โรงแรม และอสังหาริมทรัพย์ยังเดินต่อได้ แต่พวกนี้มันไม่ได้มาทำธุรกิจจริง แค่เปิดบริษัทบังหน้า เป็นนอมินี เปิดบัญชี ซื้อบ้าน ซื้อคอนโด เพื่อโยกเงินและฟอกเงินพอได้เงินแล้วก็กดเงิน โอนออก หรือเดินทางกลับประเทศ ทิ้งปัญหาไว้ให้พื้นที่
ตอนนี้พัทยามีร้านอาหาร สถานบริการ และธุรกิจกลางคืนของต่างชาติเต็มไปหมด แทบไม่เห็นคนไทย เจ้าของ ผู้จัดการ การ์ด หรือพนักงานก็เป็นต่างชาติหมด บางที่คนไทยยังเข้าไม่ได้เลยทั้งที่ตั้งอยู่บนแผ่นดินไทย
คำถามคือ สุดท้ายรายได้เหล่านี้คนไทยได้ประโยชน์จริงแค่ไหน หรือกำลังปล่อยให้ทุนสีเทาต่างชาติเข้ามายึดพื้นที่เศรษฐกิจของคนไทยไปทีละน้อย?
ไม่เท่านั้นยังทำตัวกร่างก่อคดีไว้เต็มไปหมดจนคนไทยยังผวานี่มัน มณฑลหนึ่งของจีน หรือเปล่า เพราะสุดท้ายคนพวกนี้ก็ยังลอยนวล ถึงแม้จะมีจับกุมบ้าง แต่ก็มีคนอำนวยความสะดวกช่วยเหลืออยู่
คดีที่เห็นชัดก็มี คดีของจาง หยาง หรือ “ลีโอ”ที่ยิงใส่ตำรวจ คดีนี้ก็ชิงออกนอกประเทศไปแล้ว ทำอะไรไม่ได้
อีกคดีที่เป็นข่าวใหญ่เหมือนกันคือ แก๊งคนจีนอุ้มเรียกค่าไถ่กันเอง ไม่รู้ว่าขัดแย้งอะไรกัแน่ แต่เห็นว่า อุ้มออกจากที่เที่ยวย่านวอล์คกิ้งสตรีท พัทยาใต้ ก่อนพาไปขังในบ้านหรูแถวบางละมุง แล้วทำร้ายอย่างโหดเหี้ยม ทั้งมัด ปิดตา ตัดนิ้ว แทงมือ-แขน และใช้ไม้เบสบอลตี จากนั้นถ่ายคลิปส่งให้แฟนสาวเรียกค่าไถ่ถึง 30 ล้านบาท
ส่วนผู้เสียหายชื่อ นายเหริน ไห่ป๋อต่อมาตำรวจสืบภาค2 ก็ไปจับ จาง เต๋อหลง ได้ที่คอนโดแถวทองหล่อ แต่ยังตามจับพักพวกมันไม่ได้เลย
อีกเคสเป็นคดี บ๊อบบี้หนึ่งในจีนเทา ทำร้ายชาวสิงคโปร์เสียชีวิต หน้าร้าน Space Club
เรื่องนี้ค่อนข้างดังในพื้นที่ เหตุการณ์เกิดบริเวณหน้าร้าน Space Club Pattaya นายบ๊อบบี้ “หัวหน้าแก๊งจีนโหด” พร้อมลูกสมุนชาวจีนและชาวไทย ทำร้ายร่างกายชาวสิงคโปร์ชื่อ Mr. Victor Song Shui Yuan ก่อนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลชลบุรี ตอนนี้ชื่อของ Space Club ก็เลยกลายเป็นที่ถูกจับตามอง เพราะเริ่มเกี่ยวข้องกับคดีรุนแรงของกลุ่มชาวต่างชาติในพื้นที่พัทยาหลายครั้ง
อีกเรื่องจะเป็นคดีที่เปิดศึกระหว่างสองแก๊งจีนเทา
เริ่มจากแก๊งที่เป็นหุ้นส่วนของร้าน เวิร์ล เฮ้าส์ คลับ พัทยา ถูกแก๊งของบ๊อบบี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสถานบันเทิงฝั่งตรงข้าม คือ Space Club Pattaya พร้อมกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งชาวจีนและชาวไทยกว่า 10 คน บุกเข้ารุมทำร้ายบริเวณหน้าร้าน บนถนนพัทยาสายสาม
พวกนี้ไม่ได้เป็นเพียงการทำร้ายร่างกายทั่วไป ยังพยายามอุ้มคนขึ้นรถตู้พาตัวไปจากจุดเกิดเหตุ ด้วย
สุดท้ายตำรวจเลยขยายผลตรวจค้น Space Club พบทั้งแรงงานต่างด้าว ยาเสพติด และนอมินี เพราะเป็นสถานบันเทิงที่ให้บริการกลุ่มชาวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มคนจีน และมีข้อกล่าวหาเกี่ยวกับการนำชาวต่างชาติมาทำงานผิดกฎหมาย การลักลอบขายยาเสพติด และการมั่วสุมเสพยาเสพติด
เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้น พบการจับกุมผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก และยังมีประเด็นเรื่องโครงสร้างบริษัทที่เข้าข่ายถือหุ้นแบบ นอมินี หรือการใช้คนไทยถือหุ้นบังหน้า เพื่อให้ต่างชาติสามารถประกอบธุรกิจในพื้นที่ได้อีกด้วย
ทั้งหมดนี้ไม่ใช่แค่คดีอาชญากรรมรายวัน แต่สะท้อนปัญหาทุนต่างชาติสีเทาที่ฝังรากลึกในพัทยาทั้งนอมินี ฟอกเงิน สถานบริการผิดกฎหมาย ไปจนถึงคดีรุนแรง สุดท้าย พัทยายังเป็นเมืองเศรษฐกิจของคนไทย หรือกำลังถูกทุนสีเทายึดไปทีละน้อยกันแน่


